Petition updateSave Penang! Reject the 3-Islands Reclamation!เราต่อต้านข้อเสนอโครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะ 3 เกาะเพิ่มขึ้นใน
Salma KhooGeorge Town, 07, Malaysia
Jun 4, 2019

BM / English中文 /  தமிழ் / 日本語 / BI / ภาษาไทย

Save Penang! Reject the 3-Islands Reclamation!

เราต่อต้านข้อเสนอโครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะ 3 เกาะเพิ่มขึ้นในบริเวณตอนใต้ของเกาะปีนัง ซึ่งเป็นโครงการที่เสนอโดย มุขมนตรีแห่งปีนัง นายเชาคนเยียว (อ้างอิงจากข่าวในหนังพิมพ์ The Star ฉบับวันที่ 6 พฤษภาคม 2019/2562) โดยไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลรายละเอียดโครงการ รวมถึงไม่มีการทำประชาพิจารณ์ สำหรับอภิมหาโครงการพัฒนาที่ดินโดยการถมทะเลที่มีพื้นที่ถึง 4,500 เอเคอร์ หรือประมาณ 7 ตารางไมล์ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับโครงการ Forest City ในรัฐยะโฮร์

เราจึงขอร้องเรียนไปยัง ฯพณฯนายกรัฐมนตรี แห่งประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการวางแผนทางกายภาพแห่งชาติ เพื่อโปรดพิจารณาไม่อนุมัติโครงการพัฒนาที่ดินโดยการถมทะเลบริเวณตอนใต้ของเกาะปีนัง Penang South Reclamation (PSR) ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

  1. โครงการนี้จะทำลายแหล่งชีวภาพการประมงที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของเกาะปีนัง ซึ่งเปรียบเสมือนแหล่งทรัพยากรความมั่นคงทางด้านอาหารของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่มีปรากฏการณ์การลดลงของประชากรปลาอย่างต่อเนื่องทั่วโลก หากแหล่งพึ่งพิงทางอาหารของชาวปีนังและท้องถิ่นใกล้เคียงและตลอดถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถูกทำลายลง ราคาอาหารทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นจนอาจเกินกำลังที่ชาวปีนังฐานะปานกลางจะรับได้
  2. ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวประมงจำนวน 4,817 คนจะได้รับผลกระทบมากที่สุด พวกเขาได้ทำการประท้วงเรียกร้องหลายครั้งแล้วโดยมีผู้ร่วมประท้วงกลุ่มใหญ่ที่สุดจำนวน 1,500 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 14 ชมรมชาวประมงในเขต Pantai Sungai Batu, Teluk Kumbar  (นสพ. Berita Harian 13 ธ.ค. 2015) การประท้วงครั้งล่าสุดมีเมื่อต้นปี 2019  พวกเขาเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ที่กำลังประสบผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโครงการพัฒนาที่ดินโดยการถมทะเลในบริเวณตอนเหนือของเกาะปีนังหรือ STP2   ซึ่งเห็นได้ว่าชาวประมงผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้รับการปกป้องเยียวยาที่ดีจากภาครัฐแม้ว่าจะมีการให้คำมั่นไว้ก่อนแล้วก็ตาม
  3. ผลกระทบจากการขุดดูดทรายจะมีวงกว้างถึงชายทะเลบางส่วนในรัฐเประ โดยเขตพื้นดินใต้ทะเลส่วนที่ลึกที่สุดจะถูกดูดเจาะทำลาย และดังจะเห็นได้ในปัจจุบันจากผลกระทบจากโครงการพัฒนาที่ดินโดยการถมทะเลในบริเวณตอนเหนือของเกาะปีนัง เมื่อชาวประมงลากแหอวนขึ้นมาพวกเขาต้องพบกับโคลนและก้อนหินที่ทำให้อุปกรณ์ฉีกขาดเสียหาย ต่อไปเราก็จะได้เห็นชะตากรรมนั้นเพิ่มขึ้นในหมู่ชาวประมงในปีนังและเพื่อนร่วมอาชีพอีก 6,080 คนในรัฐเประ
  4. สภาพแวดล้อมและความสวยงามของธรรมชาติทางทะเลในเขต Permatang Damar Laut, Gertak Sanggul และTeluk Kumbar  ของปีนังจะถูกทำลายและเกิดมลพิษจากการดำเนินการโครงการซึ่งปราศจากความรับผิดชอบนี้ เป็นการบั่นทอนคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ
  5. เป็นการคุกคามและทำลายล้างความหลากหลายของชีววิทยาทางทะเลอันเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตใต้ผิวน้ำตามนิยามการพัฒนาที่ยั่งยืน - SDG 14  ที่จัดอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง อาทิเช่น การวางไข่ของเต่าหญ้าแปซิฟิก (Olive Ridley Turtle)  โลมาหลังโหนก โลมาหัวบาตรหลังเรียบ (Indo-Pacific Humpback Dolphin and the Indo-Pacific Finless Porpoise)  มีการคาดการณ์ว่าภาวะปนเปื้อนมลพิษจะขยายวงกว้างไปจนถึงบริเวณแหล่งปะการังที่เกาะปูเลาเคนดี
  6. เป็นต้นเหตุการทำลายสภาพแวดล้อมที่สร้างปัญหาภาวะโลกร้อนที่โลกกำลังเผชิญ แม้ว่าโครงการจะตั้งเป้าว่าจะช่วยลดภาวะดังกล่าวได้ถึง 40% แต่ผลจากการศึกษารายงานว่าโครงการนี้จะปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจกถึงปีละ 3.2 ล้านตัน (อ้างอิงจาก 18 Nasihat, 18 April 2019)
  7. การยกเอาโครงการแม่บทระบบการคมนาคมมูลค่า 4.6 พันล้านริงกิต (Penang Transport Master Plan -PTMP)  เป็นเหตุผลให้เกิดโครงการพัฒนาที่ดินโดยการถมทะเลเพื่อขายที่ดินและนำรายได้มาดำเนินการโครงการแม่บทเพื่อแก้ปัญหาการคมนาคมคับคั่งเป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีน้ำหนัก โครงการแม่บทระบบการคมนาคมที่กำลังดำเนินการอยู่เป็นโครงการที่มีข้อบกพร่องและเป็นเพียงการรวมโครงการลูกย่อยๆที่มีค่าใช้จ่ายมหาศาลเข้าด้วยกันซึ่งมิใช่ระบบเครือข่ายที่เกื้อหนุนรองรับกันได้เพื่อแก้ปัญหาการคมนาคมอย่างได้ผล
  8. เหตุผลสนับสนุนอื่นๆของโครงการไม่น่าเชื่อถือ เช่นโครงการขยายท่าอากาศยานปีนังซึ่งก็ถูกระงับแล้วและทดแทนด้วยโครงการท่าอากาศยานนานาชาติกุลิม (Kulim International Airport –LTAK ) หรือการดำริสร้างศูนย์ราชการและบริการประชาชนในบริเวณที่ไม่น่าจะสะดวกสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ นอกจากนั้นการคาดการณ์ถึงการขยายตัวของประชากรเป็น 2.45 ล้านคน ก็เป็นตัวเลขที่ขัดแย้งและสูงมากกว่าตัวเลข 1.98 ล้านคนซึ่งคาดการณ์โดยสำนักงานสถิติ
  9. โครงการพัฒนาที่ดินโดยการถมทะเลมิใช่เกิดจากปัญหาการขาดแคลนพื้นที่ดิน แต่เนื่องมาจากการวางแผนที่ผิดพลาด องค์การพัฒนาเมืองปีนัง (Penang Development Corporation) มีที่ดินจำนวน 4,500 เอเคอร์ในเซอเบอรังไพร ในขณะที่ประชาชนผู้อยู่อาศัยกำลังรอคอยการพัฒนาและสร้างระบบอำนวยความสะดวกพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งตามคำมั่นในแผนพัฒนา2030 ของท่านมุขมนตรี ในส่วนนี้เราเห็นว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยพัฒนาต่อยอดรองรับจากสะพานปีนังที่ 2 ที่สร้างเสร็จแล้วด้วยระบบการขนส่งมวลชนที่ดีและมีประสิทธิภาพ แทนการถมทะเลสร้างแผ่นดินใหม่
  10. โครงการนี้ของรัฐบาลปีนังไม่มีความโปร่งใส เริ่มตั้งแต่การเปิดแสดงเอกสารนำเสนอโครงการซึ่งมีเนื้อหารวม 20 เล่มอย่างกวดขันรัดกุมโดยไม่อนุญาตให้ทำสำเนาคัดลอกใดๆ และไม่อนุญาตให้ผู้เข้าดูนำกล้องถ่ายรูปและโทรศัพท์มือถือเข้าไปด้วย และตราบจนปัจจุบันไม่มีการเปิดเผยถึงรายละเอียดค่าใช้จ่ายใดๆของโครงการ PTMP รวมถึงโครงการรถมทะเล
  11. โครงการนี้กล่าวได้ว่าเป็นความโลภเป็นการหวังผลประโยชน์มิใช่เพื่อตอบสนองความจำเป็น ขณะนี้สิ่งที่เราเห็นอย่างชัดเจนคือห้องชุดคอนโดมิเนียมที่ว่างร้างดกดื่น โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ค้างเติ่งมากมาย และมีพื้นที่ที่จะเกิดจากโครงการถมทะเลตอนเหนือที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ(ประมาณ 900 เอเคอร์)  แต่รัฐบาลปีนังยังมุ่งที่จะเดินหน้าโครงการถมทะเลเพื่อสร้างพื้นที่เพิ่มอีก 3 เกาะ(พื้นที่รวม 4500เอเคอร์ ) โดยไม่มีการคำนึงถึงชะตากรรมการล้นทะลักของอสังหาริมทรัพย์
  12. โครงการถมทะเลเพื่อสร้างเกาะจะเป็นภาระผูกพันในการดูแลรักษาพื้นที่สาธารณะ เราไม่ได้ต่อต้านการถมทะเลทุกกรณี แต่เราต่อต้านการสร้างเกาะเพื่อพัฒนาธุรกิจการท่องเที่ยวเช่นนี้ การตกตะกอนสะสมในช่องแคบระหว่างเกาะจะเป็นภาระในการดูแลรักษาพื้นที่สาธารณะอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
  13. มาเลเซียไม่จำเป็นต้องมี Forest City  อีกหนึ่งโครงการ  มีการคาดการณ์จำนวนประชากร 446,300 คน (ที่มา18 Nasihat ) ซึ่งน่าสนใจว่าชาวเกาะใหม่นี้จะเป็นใครมาจากไหน  เพราะโดยจะมีเพียง 6-20% ของพื้นที่เพื่อที่อยู่อาศัยที่มีราคาระดับ “จับต้องได้” ในขณะที่พื้นที่จำนวนมากกว่าวางเป้าหมายเพื่อตลาดชาวต่างชาติระดับบน  ดังนั้นโครงการนี้จะกลายเป็นตัวเร่งให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมเพิ่มขึ้นหรือไม่
  14. รัฐบาลปีนังควรคำนึงถึงสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของชาวปีนังปัจจุบัน มากกว่าการพยายามเอาใจลูกค้าในอนาคต มีปัญหาที่ชาวปีนังได้พยายามเรียกร้องรัฐบาลให้ตระหนักถึงความเร่งด่วนอาทิภาวะน้ำท่วมที่ประชาชนทั้งบนเกาะและใน Seberang Perai บนแผ่นดินใหญ่ประสบอยู่ หรือภาวะไหล่เขาที่ถูกพัฒนาให้โล่งเตียนในเขต Tanjung Bungah, Botak Hill, Paya Terubong และ Bukit Kukus ที่มีปัญหาโคลนถล่ม  เหตุใดรัฐบาลปีนังจึงใฝ่ใจมุ่งแต่การสร้างเกาะที่ ‘อัจฉริยะและมีระบบนิเวศ’ ใหม่ 3 เกาะเพื่อเรียกลูกค้า แต่ละเลยที่จะฟื้นฟูสภาพแวดล้อมเพื่อคุณภาพชีวิตของชาวปีนังปัจจุบัน
  15. ความไม่โปร่งใสในการบริหารและดำเนินนโยบายทำให้ตีความได้ว่ามีวาระซ่อนเร้น เป็นไปได้ไหมว่าแท้จริงแล้วโครงการถมทะเลมีวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวเนื่องกับการอุดรูโหว่ก้นตระกร้างบประมาณ การโก่งราคาค่าใช้จ่ายโครงการถมทะเล และการปั่นตลาดอสังหาริมทรัพย์ในตอนใต้ของเกาะปีนัง อภิมหาโครงการพัฒนาที่ดินเช่นนี้ย่อมใช้เวลาดำเนินการยาวนานกว่าวาระของมุขมนตรีคนปัจจุบัน ดังนั้นจึงอาจจะถูกนำไปใช้เป็นฐานในการปั่นราคาที่ดิน การไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ และการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อการเมืองที่ไม่เป็นที่เปิดเผย
  16. โครงการที่มีความเสี่ยงอาจจะมีผลกระทบด้านการเงินการคลังของรัฐบาล ด้วยรายได้ปีละ 1 พันล้านริงกิต รัฐจะขอกู้1 พันล้านริงกิต เพื่อใช้จ่ายในโครงการถมทะเลมูลค่า 1.6 หมื่นล้านริงกิต ทั้งๆที่ในปัจจุบันตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังหดหายเนื่องด้วยประสบปัญหาขาดเงินสดหมุนเวียนและเงื่อนเวลาที่ไม่สอดคล้องกัน  รัฐอาจต้องมีภาระซึ่งประมาณการไม่ได้เพิ่มขึ้นในการจำต้องเสาะหาเงินกู้ระยะสั้นสำหรับที่ดินที่ยังขายไม่ออก ในขณะที่ต้องจ่าย ค่าธรรมเนียม 6% ตามภาระผูกพัน ให้แก่กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นหุ้นส่วนธุรกิจ อาจจะเป็นการก้าวเกินกำลังที่นำรัฐไปสู่หายนะทางการเงินได้
  17. เป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มกับผลประโยชน์สาธารณะเพียงน้อยนิด โครงการถมทะเลที่ไม่ประสบความสำเร็จจะเป็นภาระอันหนักอึ้งของปีนังโดยรวมในแง่ของหนี้สินและโครงการร้าง แต่ในขณะเดียวกันเป็นการเสียโอกาสอันประเมินค่าไม่ได้ของคนรุ่นลูกหลานในการปรับตัวได้ทันการณ์กับสภาวะภูมิอากาศของโลก และการได้รับการพัฒนาระบบนิเวศที่มีคุณภาพและสมดุล
  18. มีวิธีรับมือกับปัญหาที่ดีกว่า ประหยัดกว่า และใช้เวลาน้อยกว่า ถ้ารัฐลงทุนในการพัฒนาคุณภาพของการสื่อสารและขนส่งมวลชนให้มีโครงข่ายที่ดี และจูงใจชักชวนให้มีการใช้บริการเหล่านั้น(ตั้งเป้าหมายที่ประมาณ 40%)  เพียงเท่านี้ถนนที่เรามีอยู่ในปัจจุบันก็จะรองรับการบริโภคได้ถึงปี 2030   อย่าลืมว่าเรากำลังมุ่งหน้าสู่ยุค Smart, shared mobility
  19. โครงการต้องแก้ปัญหาเพื่อชาวปีนังส่วนใหญ่  ในการศึกษาวิเคราะห์เส้นทางทางด่วน Pan-Island Link  มูลค่า 9.6 พันล้านริงกิต และเส้นทางรถไฟฟ้า LRTมูลค่า 9 พันล้านริงกิต พบว่า การกระจายของการคมนาคมส่วนใหญ่จะเป็นประโยชน์สำหรับเกาะใหม่ 3 เกาะ และดังนั้นชาวปีนังปัจจุบัน(ดั้งเดิม) จะเป็นผู้แบกรับภาระผลกระทบด้านนิเวศและสภาพแวดล้อม
  20. โครงการต้องแก้ปัญหาด้วยความเป็นธรรมในสังคม  หากต้องการแก้ปัญหาการจราจรแออัดทำไมต้องสร้างถนนให้ผู้ใช้รถส่วนบุคคลบนความเดือดร้อนสูญเสียของผู้อื่น ทำไมต้องให้ชาวประมงและผู้อยู่อาศัยในบริเวณนั้นละทิ้งการดำเนินชีวิตที่ยั่งยืนของพวกเขา เพียงเพราะผู้ใช้รถส่วนบุคคลบางกลุ่ม(เห็นแก่ตัว)ไม่ยอมแบ่งปันพื้นผิวถนนให้รถเมล์วิ่งกระนั้นหรือ

ปีนังโชคดีมากมายที่ไม่เพียงแต่มีธรรมชาติป่าเขาและท้องทะเลที่สวยงาม แต่ยังมีเมืองประวัติศาสตร์มีชีวิต George Town ที่ได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้อยู่ในบัญชีเมืองมรดกโลก เราเดินทางมาถึงจังหวะเวลาที่ต้องตัดสินใจ เราต้องมีวิสัยทัศน์ว่าจะให้ปีนังพัฒนาเติบโตไปทางใด จะพัฒนาให้เมืองคอนกรีตและรถล้นเมืองเช่นปัจจุบันขยายออกไปจนกลืนกินธรรมชาติป่าเขาและท้องทะเลจนหมดสิ้นหรือ หรือเราจะเลือกการพัฒนาให้ปีนัง เป็นสังคมอัจฉริยะ มีระบบนิเวศที่ดี ติดต่อสื่อสารเชื่อมโยง ด้วยจำนวนยานยนต์ที่จำกัดและไม่สร้างความแออัด เพื่อทุกคนอยู่ได้กันถ้วนหน้า

นโยบายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มีการคำนึงถึงฐานะการเงินอย่างรอบคอบและเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของทุกภาคส่วนในสังคม เป็นพื้นฐานที่มั่นคงของความเติบโตทางเศรษฐกิจ  เราทุกคนมีหน้าที่ที่จะต้องส่งมอบโลกที่ดีกว่าให้แก่ชนรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อๆไปในอนาคต

ต่อต้านการถมทะเล เพื่อความอยู่รอดของระบบนิเวศและชาวประมง

แปลโดย วัลลภา บูรณวิจารณ์       จากเอกสารภาษาอังกฤษ

#SavePenang   #PenangTolakTambak

https://www.change.org/p/prime-minister-of-malaysia-save-penang-reject-the-3-islands-reclamation

Copy link
WhatsApp
Facebook
Nextdoor
Email
X