ให้ความคุ้มครองหญิงข้ามเพศชาวมาเลเซีย #Saveนูรซาญัต


ให้ความคุ้มครองหญิงข้ามเพศชาวมาเลเซีย #Saveนูรซาญัต
ประเด็นรณรงค์
จากกรณีที่สื่อหลายสำนักรายงานว่า รัฐบาลมาเลเซียได้เจรจากับรัฐบาลไทยขอให้ส่งตัว นูร ซาญัต (Nur Sajat) หญิงข้ามเพศ เจ้าของธุรกิจเครื่องสำอาง เพื่อส่งตัวกลับประเทศมาเลเซีย หลังจากที่เธอเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ระหว่างที่ถูกดำเนินคดีฐานแต่งตัวเป็นหญิงเข้าประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของอิสลาม ซึ่งมีโทษปรับเป็นเงินราว 26,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อมูลจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุ “นูร ซาญัต จะได้สถานะเป็นผู้ลี้ภัยกับ UNHCR และกำลังจะเดินไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่การที่ทางการมาเลเซียมีท่าทีต้องการเจรจาเพื่อให้รัฐบาลไทยส่งตัว นูร ซาญัต กลับไปดำเนินคดีต่อ...ทำให้ นูร ซาญัต ตกอยู่ในความเสี่ยงว่า จะถูกส่งกลับไปประเทศมาเลเซีย และถูกกระทำทรมาน หรือกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี”
All Human Beings are Born Free and Equal with Dignity and Rights มนุษย์ทุกคนเกิดมามีอิสระและความเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ หมายถึงมนุษย์ทุกคนที่มีความแตกต่างกัน รวมถึงความแตกต่างทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และเพศวิถี ดังนั้น การที่ใครสักคนจะนิยามอัตลักษณ์ทางเพศ และแสดงออกทางเพศอย่างไร ย่อมต้องได้รับการคุ้มครองตามหลักการสิทธิมนุษยชนนี้ และไม่ควรมีใครที่ต้องโทษความผิดอาญา เพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศ หรือวิถีทางเพศของตัวเอง ดังนั้น นูร ซาญัต ที่นิยามตัวเองว่าเป็นผู้หญิง ดำรงตน และใช้ชีวิตด้วยเพศสภาพที่เป็นผู้หญิง ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่เธอพึงได้รับ
นอกจากนี้ รัฐบาลไทยจะต้องคำนึงถึงอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยแห่งองค์การสหประชาชาติ ที่ยึดหลัก “หลักการไม่ผลักดันกลับ” Non-Refoulement ไปยังประเทศต้นทางหรือประเทศอื่น ๆ ที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญภัยร้ายแรงต่อชีวิต หรืออิสรภาพ
ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไกที่ชื่อว่า Universial Preriodic Review (UPR) ซึ่งประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติจะร่วมกันแสดงความเห็นและข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน การที่รัฐบาลไทยเข้าร่วมเป็นภาคีฯ จึงไม่ใช่การลงนามแต่เพียงในเอกสาร แต่มันตามมาด้วยความรับผิดชอบและข้อผูกพัน
ดังนั้น ไม่มีเหตุอันควรใดๆ ที่เจ้าหน้าที่จากรัฐไทยจะดำเนินการจับกุมและส่งตัว นูร ซาญัต กลับประเทศมาเลเซียเพียง เพราะเธอแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของเธอ! รัฐบาลไทยต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฐานะ Duty Bearers หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องเคารพ ปกป้อง และ เติมเต็ม (Respect, Protect and Fulfill) ตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนกับเคสนายฮาคีม อัล-อาไรบี นักฟุตบอลผู้ลี้ภัยชาวบาห์เรนที่ศาลไทยมีคำสั่งให้ปล่อยตัวและได้รับการสนับสนุนให้ไปยังประเทศที่สาม (อ่านต่อ)
ขอให้รัฐบาลไทยให้ความคุ้มครองสิทธิในอัตลักษณ์ทางเพศ และสิทธิผู้ลี้ภัยกับนูร ซาญัต #Saveนูรซาญัต โดยต้องยืนยันว่าจะไม่ผลักดันหรือส่งตัว นูร ซาญัต กลับไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะเป็นเหตุให้เธอได้รับภัยตรายจากการลงโทษด้วยกฎหมายศาสนาที่ไม่เป็นธรรม และให้ความคุ้มครองเธอจนกระทั่งกระบวนการลี้ภัย และแสวงหาที่พักพิงดำเนินไปจนเสร็จสิ้น ให้แน่ใจว่าเธอจะเดินทางไปถึงประเทศที่ตอบรับสถานะการเป็นผู้ลี้ภัยของเธอโดยสวัสดิภาพ
ขอให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าแคมเปญ Go Thai Be Free ที่ต้องการบอกชาวโลกว่า “ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพทางเพศ เป็นสวรรค์ของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ภาพมายาคติ หรือภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ต้องการเจาะตลาด LGBTIQ+ โลกที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจต่อชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยทำเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมให้จับต้องได้ และส่งเสริมภาคธุรกิจให้มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง
- นาดา ไชยจิตต์ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนด้านความหลากหลายและความเป็นธรรมทางเพศ
- ฐานกาญจน์ วงศ์วิศิษฎ์ศิลป์ ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อความหลากหลายทางเพศ LGBTIQ+ Tourism Asia
- ณชเล บุญญาภิสมภาร นักรณรงค์ และเคลื่อนไหวด้านสิทธิของคนข้ามเพศ
- ดาราณี ทองศิริ Feminista
- ก้าวหน้า เสาวกุล นักกิจกรรมเพื่อสิทธิคนข้ามเพศ
- มัจฉา พรอินทร์ม, V-Day Thailand
- Sangsan Anakot Yawachon Development Project
- นอนไบนารี่แห่งประเทศไทย / Non-Binary Thailand
- SAGA Thailand
- เครือข่ายสุขภาพและโอกาศ
- มูลนิธิซิสเตอร์ ศูนย์ชุมชนคนข้ามเพศ
- สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย
*หมายเหตุ นูร ซาญัต มีความประสงค์ให้เครือข่ายฯ เผยแพร่แคมเปญรณรงค์นี้ได้
(ขอบคุณรูปจาก TNN)
ประเด็นรณรงค์
จากกรณีที่สื่อหลายสำนักรายงานว่า รัฐบาลมาเลเซียได้เจรจากับรัฐบาลไทยขอให้ส่งตัว นูร ซาญัต (Nur Sajat) หญิงข้ามเพศ เจ้าของธุรกิจเครื่องสำอาง เพื่อส่งตัวกลับประเทศมาเลเซีย หลังจากที่เธอเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ระหว่างที่ถูกดำเนินคดีฐานแต่งตัวเป็นหญิงเข้าประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของอิสลาม ซึ่งมีโทษปรับเป็นเงินราว 26,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อมูลจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุ “นูร ซาญัต จะได้สถานะเป็นผู้ลี้ภัยกับ UNHCR และกำลังจะเดินไปยังประเทศออสเตรเลีย แต่การที่ทางการมาเลเซียมีท่าทีต้องการเจรจาเพื่อให้รัฐบาลไทยส่งตัว นูร ซาญัต กลับไปดำเนินคดีต่อ...ทำให้ นูร ซาญัต ตกอยู่ในความเสี่ยงว่า จะถูกส่งกลับไปประเทศมาเลเซีย และถูกกระทำทรมาน หรือกระทำการโหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี”
All Human Beings are Born Free and Equal with Dignity and Rights มนุษย์ทุกคนเกิดมามีอิสระและความเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ หมายถึงมนุษย์ทุกคนที่มีความแตกต่างกัน รวมถึงความแตกต่างทางเพศสภาพ การแสดงออกทางเพศสภาพ และเพศวิถี ดังนั้น การที่ใครสักคนจะนิยามอัตลักษณ์ทางเพศ และแสดงออกทางเพศอย่างไร ย่อมต้องได้รับการคุ้มครองตามหลักการสิทธิมนุษยชนนี้ และไม่ควรมีใครที่ต้องโทษความผิดอาญา เพียงเพราะอัตลักษณ์ทางเพศ หรือวิถีทางเพศของตัวเอง ดังนั้น นูร ซาญัต ที่นิยามตัวเองว่าเป็นผู้หญิง ดำรงตน และใช้ชีวิตด้วยเพศสภาพที่เป็นผู้หญิง ย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่เธอพึงได้รับ
นอกจากนี้ รัฐบาลไทยจะต้องคำนึงถึงอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยแห่งองค์การสหประชาชาติ ที่ยึดหลัก “หลักการไม่ผลักดันกลับ” Non-Refoulement ไปยังประเทศต้นทางหรือประเทศอื่น ๆ ที่ผู้ลี้ภัยต้องเผชิญภัยร้ายแรงต่อชีวิต หรืออิสรภาพ
ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ประเทศไทยจะเข้าสู่กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนภายใต้กลไกที่ชื่อว่า Universial Preriodic Review (UPR) ซึ่งประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติจะร่วมกันแสดงความเห็นและข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน การที่รัฐบาลไทยเข้าร่วมเป็นภาคีฯ จึงไม่ใช่การลงนามแต่เพียงในเอกสาร แต่มันตามมาด้วยความรับผิดชอบและข้อผูกพัน
ดังนั้น ไม่มีเหตุอันควรใดๆ ที่เจ้าหน้าที่จากรัฐไทยจะดำเนินการจับกุมและส่งตัว นูร ซาญัต กลับประเทศมาเลเซียเพียง เพราะเธอแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของเธอ! รัฐบาลไทยต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฐานะ Duty Bearers หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องเคารพ ปกป้อง และ เติมเต็ม (Respect, Protect and Fulfill) ตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหมือนกับเคสนายฮาคีม อัล-อาไรบี นักฟุตบอลผู้ลี้ภัยชาวบาห์เรนที่ศาลไทยมีคำสั่งให้ปล่อยตัวและได้รับการสนับสนุนให้ไปยังประเทศที่สาม (อ่านต่อ)
ขอให้รัฐบาลไทยให้ความคุ้มครองสิทธิในอัตลักษณ์ทางเพศ และสิทธิผู้ลี้ภัยกับนูร ซาญัต #Saveนูรซาญัต โดยต้องยืนยันว่าจะไม่ผลักดันหรือส่งตัว นูร ซาญัต กลับไปยังประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะเป็นเหตุให้เธอได้รับภัยตรายจากการลงโทษด้วยกฎหมายศาสนาที่ไม่เป็นธรรม และให้ความคุ้มครองเธอจนกระทั่งกระบวนการลี้ภัย และแสวงหาที่พักพิงดำเนินไปจนเสร็จสิ้น ให้แน่ใจว่าเธอจะเดินทางไปถึงประเทศที่ตอบรับสถานะการเป็นผู้ลี้ภัยของเธอโดยสวัสดิภาพ
ขอให้รัฐบาลใช้โอกาสนี้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่าแคมเปญ Go Thai Be Free ที่ต้องการบอกชาวโลกว่า “ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพทางเพศ เป็นสวรรค์ของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ” ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ภาพมายาคติ หรือภาพลักษณ์การท่องเที่ยวที่ต้องการเจาะตลาด LGBTIQ+ โลกที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล แต่รัฐบาลต้องแสดงความจริงใจต่อชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยทำเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมให้จับต้องได้ และส่งเสริมภาคธุรกิจให้มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างแท้จริง
- นาดา ไชยจิตต์ นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนด้านความหลากหลายและความเป็นธรรมทางเพศ
- ฐานกาญจน์ วงศ์วิศิษฎ์ศิลป์ ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อความหลากหลายทางเพศ LGBTIQ+ Tourism Asia
- ณชเล บุญญาภิสมภาร นักรณรงค์ และเคลื่อนไหวด้านสิทธิของคนข้ามเพศ
- ดาราณี ทองศิริ Feminista
- ก้าวหน้า เสาวกุล นักกิจกรรมเพื่อสิทธิคนข้ามเพศ
- มัจฉา พรอินทร์ม, V-Day Thailand
- Sangsan Anakot Yawachon Development Project
- นอนไบนารี่แห่งประเทศไทย / Non-Binary Thailand
- SAGA Thailand
- เครือข่ายสุขภาพและโอกาศ
- มูลนิธิซิสเตอร์ ศูนย์ชุมชนคนข้ามเพศ
- สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย
*หมายเหตุ นูร ซาญัต มีความประสงค์ให้เครือข่ายฯ เผยแพร่แคมเปญรณรงค์นี้ได้
(ขอบคุณรูปจาก TNN)
แคมเปญประสบความสำเร็จ
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 23 กันยายน ค.ศ. 2021 แล้ว