

ไม่ยุบเลิกพิพิธภัณฑสถานพระปฐมเจดีย์ นครปฐม
ประเด็นรณรงค์
นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ (15 พ.ค.) ตนได้เชิญ นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายพเยาว์ เนี๊ยะแก้ว อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาหารือกรณีที่ชาวนครปฐมออกมาคัดค้านการยุบพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม และโยกย้ายโบราณวัตถุไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งผลการหารือได้ข้อสรุปว่า วธ.จะไม่มีการยุบพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์รวมถึงไม่มีการย้ายโบราณวัตถุทั้งหมดออกไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองด้วย โดยที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาระบบการรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลต่อโบราณวัตถุที่จะสูญหายได้ รวมถึงพื้นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ที่มีขนาดเล็กชาวนครปฐมร่วมกันคัดค้าน "การยุบเลิก/ย้ายโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ พระปฐมเจดีย์" เพื่อนำโบราณวัตถุไปจัดแสดงยังพิพิธภัณฑสถานอู่ทอง สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี
*** ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ณ ลานหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระปฐมเจดีย์ กลุ่มรักปฐมนครและทุกภาคส่วนร่วมแสดงความยินดีและพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่ออนาคตของพิพิธภัณฑ์เพื่อชาวนครปฐม****
ที่มา:
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองจากตำบลท่านา แขวงเมืองนครชัยศรี มายังบริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ ต่อมาในปลายรัชกาลสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระดำริให้เจ้าพระยาศรีวิไชยธนินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครชัยศรี สั่งการให้ข้าราชการรวบรวมโบราณวัตถุที่กระจัดกระจายอยู่นำมาเก็บไว้ที่บริเวณระเบียงรอบองค์พระปฐมเจดีย์
พ.ศ. 2454 ได้ย้ายโบราณวัตถุเหล่านี้ไปเก็บรักษาไว้ในวิหารตรงข้ามพระอุโบสถ ซึ่งต่อมาเรียกว่า พระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑสถาน ปัจจุบันยังคงเป็นพิพิธภัณฑสถานในความดูแลของวัดพระปฐมเจดีย์
พ.ศ. 2477 ได้ยกฐานะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในความดูแลของกรมศิลปากร ต่อมาเมื่อจำนวนโบราณวัตถุเพิ่มมากขึ้น ทำให้อาคารพิพิธภัณฑสถานหลังเดิมคับแคบ ในพ.ศ. 2510 กรมศิลปากรจึงได้รับงบประมาณให้สร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งใหม่ ด้านทิศใต้ฝั่งตรงข้ามสำนักงานตำรวจภูธรภาค 7 ภายหลังแล้วเสร็จ จึงเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑสถานหลังเดิมมาจัดแสดงไว้ที่อาคารทรงไทยประยุกต์หลังปัจจุบัน โดยโบราณวัตถุส่วนใหญ่เป็นหลักฐานในวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งเป็นช่วงอดีตที่รุ่งเรืองของดินแดนนครปฐม
หากแต่ต่อมาถูกปล่อยปละละเลยในการประชาสัมพันธ์และการจัดแสดงนิทรรศการสมัยใหม่ รวมไปถึงแนวทางการจัดการและการดูแลความปลอดภัยด้านต่างๆ จึงได้เหงียบเหงาลงไป
"จึงเป็นที่มาของเรื่องราวที่ประชาชนชาวนครปฐมรู้สึกตกใจและหวั่นไหวใจอย่างยิ่ง ภาคส่วนต่างๆ จึงปรึกษาหารือกันเมื่อ 30 เมษายน 2558 และตกลงร่วมกันที่จะยืนหยัดคัดค้านการย้าย/ปิดพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ในทุกกรณี"
1 พ.ค.58 นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวถึงกรณีต่อต้านการย้ายโบราณวัตถุ 1,873 รายการ ที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐมเพื่อนำไปเก็บรักษาและจัดแสดงยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และย้ายอัตรากำลังด้วย โดยชี้แจงความจำเป็น คือ
1.การขยายตัวและพัฒนาไม่สามารถทำได้เต็มที่ ตั้งแต่เปิดพิพิธภัณฑ์ฯแห่งนี้มากว่า 20 ปียังอยู่กับที่ไม่มีความก้าวหน้าใดๆเลย เนื่องจากพื้นที่จำกัดขยายตัวยาก
2.ระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยทำได้ไม่เต็มที่เนื่องจากเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งเดียวที่ทางเข้าออกเขตวัดปิดตีสอง เพราะทางวัดเปิดให้ประชาชนเข้ามาค้าขายเป็นตลาดโต้รุ่งทุกวันดังนั้นหากเกิดเหตุมีโบราณวัตถุหายไปใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
3.ความก้าวหน้าของภัณฑารักษ์และเจ้าหน้าที่ไม่มี เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์นาดเล็กซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากเพราะหากบุคลากรไม่มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานแล้วจะส่งผลให้การทำงานไม่มีคุณภาพ
“ขณะนี้การย้ายพิพิธภัณฑ์อยู่ระหว่างการดำเนินงานซึ่งกรมศิลปากรยืนยันที่จะต้องทำต่อไป"
หากชาวนครปฐมต้องการให้ทุกอย่างอยู่คงเดิม และพร้อมที่จะบริหารจัดการเองทั้งหมดก็ขอให้แจ้งมายังกรมศิลปากรซึ่งก็พร้อมจะกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลตาม พ.ร.บ.การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
แต่ทั้งนี้ "ชาวนครปฐมจะต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงรับผิดชอบค่าเสียหายกรณีโบราณวัตถุสูญหายด้วยซึ่งจากการประเมินค่าแล้วโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200ล้านบาท”
ภาคประชาชนชาวนครปฐม ร้องขอผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้โปรดชี้แจง และเห็นถึงความสนใจและความใส่ใจของประชาชนชาวนครปฐมต่อความภาคภูมิใจและอัตลักษณ์ความเป็นคนนครปฐมด้วย
"ระหว่างการรณรงค์นี้จะมีการแสดงออกของภาคราชการ ภาคประชาชนในลักษณะต่างๆ เพื่อแสดงการคัดค้านในระดับสาธารณะ"

แคมเปญประสบความสำเร็จ
ประเด็นรณรงค์
นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ในวันนี้ (15 พ.ค.) ตนได้เชิญ นายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายพเยาว์ เนี๊ยะแก้ว อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครปฐม นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาหารือกรณีที่ชาวนครปฐมออกมาคัดค้านการยุบพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม และโยกย้ายโบราณวัตถุไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งผลการหารือได้ข้อสรุปว่า วธ.จะไม่มีการยุบพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์รวมถึงไม่มีการย้ายโบราณวัตถุทั้งหมดออกไปไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองด้วย โดยที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาระบบการรักษาความปลอดภัยของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งอาจส่งผลต่อโบราณวัตถุที่จะสูญหายได้ รวมถึงพื้นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ที่มีขนาดเล็กชาวนครปฐมร่วมกันคัดค้าน "การยุบเลิก/ย้ายโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ พระปฐมเจดีย์" เพื่อนำโบราณวัตถุไปจัดแสดงยังพิพิธภัณฑสถานอู่ทอง สำนักศิลปากรที่ 2 สุพรรณบุรี
*** ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 ณ ลานหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติพระปฐมเจดีย์ กลุ่มรักปฐมนครและทุกภาคส่วนร่วมแสดงความยินดีและพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่ออนาคตของพิพิธภัณฑ์เพื่อชาวนครปฐม****
ที่มา:
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองจากตำบลท่านา แขวงเมืองนครชัยศรี มายังบริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ ต่อมาในปลายรัชกาลสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพมีพระดำริให้เจ้าพระยาศรีวิไชยธนินทร์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครชัยศรี สั่งการให้ข้าราชการรวบรวมโบราณวัตถุที่กระจัดกระจายอยู่นำมาเก็บไว้ที่บริเวณระเบียงรอบองค์พระปฐมเจดีย์
พ.ศ. 2454 ได้ย้ายโบราณวัตถุเหล่านี้ไปเก็บรักษาไว้ในวิหารตรงข้ามพระอุโบสถ ซึ่งต่อมาเรียกว่า พระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑสถาน ปัจจุบันยังคงเป็นพิพิธภัณฑสถานในความดูแลของวัดพระปฐมเจดีย์
พ.ศ. 2477 ได้ยกฐานะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในความดูแลของกรมศิลปากร ต่อมาเมื่อจำนวนโบราณวัตถุเพิ่มมากขึ้น ทำให้อาคารพิพิธภัณฑสถานหลังเดิมคับแคบ ในพ.ศ. 2510 กรมศิลปากรจึงได้รับงบประมาณให้สร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งใหม่ ด้านทิศใต้ฝั่งตรงข้ามสำนักงานตำรวจภูธรภาค 7 ภายหลังแล้วเสร็จ จึงเคลื่อนย้ายโบราณวัตถุจากพิพิธภัณฑสถานหลังเดิมมาจัดแสดงไว้ที่อาคารทรงไทยประยุกต์หลังปัจจุบัน โดยโบราณวัตถุส่วนใหญ่เป็นหลักฐานในวัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งเป็นช่วงอดีตที่รุ่งเรืองของดินแดนนครปฐม
หากแต่ต่อมาถูกปล่อยปละละเลยในการประชาสัมพันธ์และการจัดแสดงนิทรรศการสมัยใหม่ รวมไปถึงแนวทางการจัดการและการดูแลความปลอดภัยด้านต่างๆ จึงได้เหงียบเหงาลงไป
"จึงเป็นที่มาของเรื่องราวที่ประชาชนชาวนครปฐมรู้สึกตกใจและหวั่นไหวใจอย่างยิ่ง ภาคส่วนต่างๆ จึงปรึกษาหารือกันเมื่อ 30 เมษายน 2558 และตกลงร่วมกันที่จะยืนหยัดคัดค้านการย้าย/ปิดพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ในทุกกรณี"
1 พ.ค.58 นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวถึงกรณีต่อต้านการย้ายโบราณวัตถุ 1,873 รายการ ที่อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐมเพื่อนำไปเก็บรักษาและจัดแสดงยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และย้ายอัตรากำลังด้วย โดยชี้แจงความจำเป็น คือ
1.การขยายตัวและพัฒนาไม่สามารถทำได้เต็มที่ ตั้งแต่เปิดพิพิธภัณฑ์ฯแห่งนี้มากว่า 20 ปียังอยู่กับที่ไม่มีความก้าวหน้าใดๆเลย เนื่องจากพื้นที่จำกัดขยายตัวยาก
2.ระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยทำได้ไม่เต็มที่เนื่องจากเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งเดียวที่ทางเข้าออกเขตวัดปิดตีสอง เพราะทางวัดเปิดให้ประชาชนเข้ามาค้าขายเป็นตลาดโต้รุ่งทุกวันดังนั้นหากเกิดเหตุมีโบราณวัตถุหายไปใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
3.ความก้าวหน้าของภัณฑารักษ์และเจ้าหน้าที่ไม่มี เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์นาดเล็กซึ่งเรื่องนี้สำคัญมากเพราะหากบุคลากรไม่มีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานแล้วจะส่งผลให้การทำงานไม่มีคุณภาพ
“ขณะนี้การย้ายพิพิธภัณฑ์อยู่ระหว่างการดำเนินงานซึ่งกรมศิลปากรยืนยันที่จะต้องทำต่อไป"
หากชาวนครปฐมต้องการให้ทุกอย่างอยู่คงเดิม และพร้อมที่จะบริหารจัดการเองทั้งหมดก็ขอให้แจ้งมายังกรมศิลปากรซึ่งก็พร้อมจะกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นเป็นผู้ดูแลตาม พ.ร.บ.การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542
แต่ทั้งนี้ "ชาวนครปฐมจะต้องเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ รวมถึงรับผิดชอบค่าเสียหายกรณีโบราณวัตถุสูญหายด้วยซึ่งจากการประเมินค่าแล้วโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้คิดเป็นมูลค่าประมาณ 200ล้านบาท”
ภาคประชาชนชาวนครปฐม ร้องขอผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้โปรดชี้แจง และเห็นถึงความสนใจและความใส่ใจของประชาชนชาวนครปฐมต่อความภาคภูมิใจและอัตลักษณ์ความเป็นคนนครปฐมด้วย
"ระหว่างการรณรงค์นี้จะมีการแสดงออกของภาคราชการ ภาคประชาชนในลักษณะต่างๆ เพื่อแสดงการคัดค้านในระดับสาธารณะ"

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 29 เมษายน ค.ศ. 2015 แล้ว