

ให้มีนักโภชนาการดูแลอาหารในโรงเรียน


ให้มีนักโภชนาการดูแลอาหารในโรงเรียน
ประเด็นรณรงค์
ต้องไม่มีเด็กไทย ผอม อ้วน เตี้ย และ โง่ อีกต่อไป
ด้วยนโยบาย ให้มีนักโภชนาการดูแลอาหารในโรงเรียน
ประเทศญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีนักโภชนาการอยู่ประจำโรงเรียนละ 1 คน ซึ่งนักโภชนาการนี้ไม่ได้มีหน้าที่สอนหน้าที่ สิ่งที่ทำคือแพลนเมนูอาหาร มีหน้าที่ทำสื่อการเรียนการสอนด้านโภชนาการให้เด็กเรียนรู้เรื่องการกินอาหารให้ถูกหลัก เพราะญี่ปุ่นมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศจากการพัฒนาคน โดยเอาโภชนาการมาพัฒนาคน
แต่ประเทศไทยมีนักโภชนการดูแลอาหารแต่ในโรงเพยาบาลไม่มีในโรงเรียน ซึ่งนักโภชนาการในโรงพยาบาลดูแลอาหารสำหรับผู้ป่วย แต่จะอย่างไรให้กับที่ยังไม่ป่วยกินเป็น เพื่อไม่ให้เข้าโพยาบาล
จึงถึงเวลาแล้ว ที่ต้องมีนักโภชนาการดูแลอาหารเด็กในโรงเรียน โดยขอเรียกร้องให้ อปท. องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจัดจ้างนักโภชนาการในชุมชน ให้เป็นนักจัดการอาหารและโชนาการในโรงเรียนของชุมชน อย่างน้อย 1 ตำบล ต้องมี 1 นักโภชนาการ ส่วนสาเหตุทีเสนอให้ อปท. เป็นผู้รับผิดโครงการ เพราะเล็งเห็นแล้วว่าเป็นองค์กรที่มีศักยภาพ และ มีหน้าที่ความรับผิดชอบฝนการดูแลโรงเรียน กับศูนย์เด็กเล็กอยู่แล้ว นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรงศึกษาธิการก็ต้องเข้ามาสนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย ซึ่ง อปท.ที่อยู่ในความกำกับดูแลของ กระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวงต้องทำหน้าที่คือ
1. กำหนดเป็นนโยบาย และ ให้งบประมาณจัดสรรไปยังท้องถิ่น
2. กำหนดคุณสมบัติ และวิธีการคัดเลือกนักโภชนาการ
3. กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของนักโภชนาการในท้องถิ่น
นักโภชนาการ หรือ นักจัดการอาหารในโรงเรียนของชุมชนมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1. ทำงานร่วมกับเกษตรกรในชุมชน เพื่อนำผลผลิตทางการเกษตร ที่ปลอดภัยไม่ใช่สารเคมี และเป็นผักพื้นบ้าน เข้าสู่โรงเรียน
2. ต้องทำให้แม่ครัว กับ ครู มีความรู้เรื่องโภชนาการ เช่น อบรม
3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของเด็กให้ถูกหลักโภชนาการ
4. ต้องมีการประเมินแบบเสริมพลัง (Empowerment Monitoring) โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้โครงการ/แผนงาน มีโอกาสบรรลุผลสำเร็จ และพัฒนาศักยภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้สามารถวางแผนการลงมือปฏิบัติ และประเมินโครงการด้วยตัวเขาเอง เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนางานให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
(***หมายเหตุ : อาหารของเด็กในโรงเรียนมี 4 อย่าง คือ อาหารกลางวัน นมโรงเรียน อาหารว่าง เช่น ขนม /ผลไม้ และ น้ำดื่ม***)
ข้อดีของการมีนักโชนการในชุมชนเพื่อดูแลอาหารเด็กในโรงเรียน
1. คุณภาพอาหารในโรงเรียนดีขึ้น
2. ครูและแม่ครัวมีความรู้และทักษะในการทำอาหารให้มีคุณภาพได้มากขึ้น
3. เกิดกระบวนการใรชุมชนอย่างเป็นระบบ ที่เป็นความร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งถ้านโยบายนี้เป็นจริง จะส่งผลลัพธ์ในระยะยาวคือ... เด็กไทยจะโภชนาการสมวัย คือ ไม่ผอม ไม่เตี้ย ไม่อ้วน และ ไม่โง่ อีกต่อไป
ประเด็นรณรงค์
ต้องไม่มีเด็กไทย ผอม อ้วน เตี้ย และ โง่ อีกต่อไป
ด้วยนโยบาย ให้มีนักโภชนาการดูแลอาหารในโรงเรียน
ประเทศญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีนักโภชนาการอยู่ประจำโรงเรียนละ 1 คน ซึ่งนักโภชนาการนี้ไม่ได้มีหน้าที่สอนหน้าที่ สิ่งที่ทำคือแพลนเมนูอาหาร มีหน้าที่ทำสื่อการเรียนการสอนด้านโภชนาการให้เด็กเรียนรู้เรื่องการกินอาหารให้ถูกหลัก เพราะญี่ปุ่นมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศจากการพัฒนาคน โดยเอาโภชนาการมาพัฒนาคน
แต่ประเทศไทยมีนักโภชนการดูแลอาหารแต่ในโรงเพยาบาลไม่มีในโรงเรียน ซึ่งนักโภชนาการในโรงพยาบาลดูแลอาหารสำหรับผู้ป่วย แต่จะอย่างไรให้กับที่ยังไม่ป่วยกินเป็น เพื่อไม่ให้เข้าโพยาบาล
จึงถึงเวลาแล้ว ที่ต้องมีนักโภชนาการดูแลอาหารเด็กในโรงเรียน โดยขอเรียกร้องให้ อปท. องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจัดจ้างนักโภชนาการในชุมชน ให้เป็นนักจัดการอาหารและโชนาการในโรงเรียนของชุมชน อย่างน้อย 1 ตำบล ต้องมี 1 นักโภชนาการ ส่วนสาเหตุทีเสนอให้ อปท. เป็นผู้รับผิดโครงการ เพราะเล็งเห็นแล้วว่าเป็นองค์กรที่มีศักยภาพ และ มีหน้าที่ความรับผิดชอบฝนการดูแลโรงเรียน กับศูนย์เด็กเล็กอยู่แล้ว นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรงศึกษาธิการก็ต้องเข้ามาสนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย ซึ่ง อปท.ที่อยู่ในความกำกับดูแลของ กระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวงต้องทำหน้าที่คือ
1. กำหนดเป็นนโยบาย และ ให้งบประมาณจัดสรรไปยังท้องถิ่น
2. กำหนดคุณสมบัติ และวิธีการคัดเลือกนักโภชนาการ
3. กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของนักโภชนาการในท้องถิ่น
นักโภชนาการ หรือ นักจัดการอาหารในโรงเรียนของชุมชนมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
1. ทำงานร่วมกับเกษตรกรในชุมชน เพื่อนำผลผลิตทางการเกษตร ที่ปลอดภัยไม่ใช่สารเคมี และเป็นผักพื้นบ้าน เข้าสู่โรงเรียน
2. ต้องทำให้แม่ครัว กับ ครู มีความรู้เรื่องโภชนาการ เช่น อบรม
3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของเด็กให้ถูกหลักโภชนาการ
4. ต้องมีการประเมินแบบเสริมพลัง (Empowerment Monitoring) โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้โครงการ/แผนงาน มีโอกาสบรรลุผลสำเร็จ และพัฒนาศักยภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้สามารถวางแผนการลงมือปฏิบัติ และประเมินโครงการด้วยตัวเขาเอง เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนางานให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
(***หมายเหตุ : อาหารของเด็กในโรงเรียนมี 4 อย่าง คือ อาหารกลางวัน นมโรงเรียน อาหารว่าง เช่น ขนม /ผลไม้ และ น้ำดื่ม***)
ข้อดีของการมีนักโชนการในชุมชนเพื่อดูแลอาหารเด็กในโรงเรียน
1. คุณภาพอาหารในโรงเรียนดีขึ้น
2. ครูและแม่ครัวมีความรู้และทักษะในการทำอาหารให้มีคุณภาพได้มากขึ้น
3. เกิดกระบวนการใรชุมชนอย่างเป็นระบบ ที่เป็นความร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งถ้านโยบายนี้เป็นจริง จะส่งผลลัพธ์ในระยะยาวคือ... เด็กไทยจะโภชนาการสมวัย คือ ไม่ผอม ไม่เตี้ย ไม่อ้วน และ ไม่โง่ อีกต่อไป
ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 28 มิถุนายน ค.ศ. 2018 แล้ว