หยุดย้ายช้าง ย้ายวิธีคิด: ขอพื้นที่นำร่องจัดการช้างป่าอีสานอย่างยั่งยืน (ต้นแบบสีดอหูพับ)

ประเด็นรณรงค์

เรียน อธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาช้างป่า และพี่น้องประชาชน
          จากเหตุการณ์ความสูญเสียของ "สีดอหูพับ" ช้างป่าแห่งภูหลวง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างกระบวนการเคลื่อนย้ายคืนถิ่น ได้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังบังคับและการเคลื่อนย้ายสัตว์ออกนอกพื้นที่ ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อทั้งชีวิตสัตว์และเจ้าหน้าที่
          ในฐานะภาคประชาชนที่ห่วงใยในสวัสดิภาพสัตว์และคุณภาพชีวิตของชุมชน ขอเสนอให้มีการใช้พื้นที่ภาคอีสาน (ขอนแก่น-เลย) เป็น "โมเดลนำร่องพื้นที่คุ้มครองพิเศษ" ตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เพื่อเปลี่ยนจากการ "ผลักดัน" เป็นการ "จัดการพื้นที่ร่วมกัน" โดยยึดหลักการ 3 ข้อ ดังนี้:
1. ระบบเยียวยาที่เป็นธรรมและทันท่วงที (Fair & Fast Compensation):
รัฐต้องปรับเปลี่ยนระเบียบการชดเชยให้สะท้อนราคาตลาดจริงของพืชผล และลดขั้นตอนการเบิกจ่ายให้รวดเร็ว เพื่อลดความขัดแย้งและทำให้ชาวบ้านสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่มองว่าช้างคือศัตรูทางเศรษฐกิจ
2. การจัดการโดยชุมชนและเทคโนโลยีเฝ้าระวัง (Community-Led Surveillance):
ยกระดับอาสาสมัครในพื้นที่ให้เป็น "ผู้พิทักษ์ช้าง" โดยสนับสนุนงบประมาณจ้างงานและติดตั้งระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
3. การปรับเปลี่ยนพื้นที่กันชนและอาชีพทางเลือก (Buffer Zone Transformation):
สนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ช้างไม่กิน และพัฒนาแหล่งอาหารในป่าลึกเพื่อดึงดูดช้างให้อยู่ในเขตที่เหมาะสม ลดมูลเหตุในการเผชิญหน้า
          เราเชื่อมั่นว่า "ความเมตตาและการบริหารจัดการที่ชาญฉลาด" จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าการจองจำหรือเคลื่อนย้าย การสูญเสียสีดอหูพับต้องไม่สูญเปล่า แต่ต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเพื่อปกป้องช้างตัวอื่นๆ ที่เหลือ และสร้างความผาสุกให้แก่คนในพื้นที่ ที่ต้องอยู่กับช้างป่าอย่างยั่งยืน

ด้วยความเคารพในชีวิตและธรรมชาติ
ช้างรอด คนปลอดภัย
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569
 
 

avatar of the starter
Jipjip Cmeผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

1,193

ประเด็นรณรงค์

เรียน อธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาช้างป่า และพี่น้องประชาชน
          จากเหตุการณ์ความสูญเสียของ "สีดอหูพับ" ช้างป่าแห่งภูหลวง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ระหว่างกระบวนการเคลื่อนย้ายคืนถิ่น ได้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการแก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังบังคับและการเคลื่อนย้ายสัตว์ออกนอกพื้นที่ ซึ่งสร้างความเสี่ยงต่อทั้งชีวิตสัตว์และเจ้าหน้าที่
          ในฐานะภาคประชาชนที่ห่วงใยในสวัสดิภาพสัตว์และคุณภาพชีวิตของชุมชน ขอเสนอให้มีการใช้พื้นที่ภาคอีสาน (ขอนแก่น-เลย) เป็น "โมเดลนำร่องพื้นที่คุ้มครองพิเศษ" ตามมาตรา 70 แห่ง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 เพื่อเปลี่ยนจากการ "ผลักดัน" เป็นการ "จัดการพื้นที่ร่วมกัน" โดยยึดหลักการ 3 ข้อ ดังนี้:
1. ระบบเยียวยาที่เป็นธรรมและทันท่วงที (Fair & Fast Compensation):
รัฐต้องปรับเปลี่ยนระเบียบการชดเชยให้สะท้อนราคาตลาดจริงของพืชผล และลดขั้นตอนการเบิกจ่ายให้รวดเร็ว เพื่อลดความขัดแย้งและทำให้ชาวบ้านสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่มองว่าช้างคือศัตรูทางเศรษฐกิจ
2. การจัดการโดยชุมชนและเทคโนโลยีเฝ้าระวัง (Community-Led Surveillance):
ยกระดับอาสาสมัครในพื้นที่ให้เป็น "ผู้พิทักษ์ช้าง" โดยสนับสนุนงบประมาณจ้างงานและติดตั้งระบบแจ้งเตือนล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง
3. การปรับเปลี่ยนพื้นที่กันชนและอาชีพทางเลือก (Buffer Zone Transformation):
สนับสนุนให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ช้างไม่กิน และพัฒนาแหล่งอาหารในป่าลึกเพื่อดึงดูดช้างให้อยู่ในเขตที่เหมาะสม ลดมูลเหตุในการเผชิญหน้า
          เราเชื่อมั่นว่า "ความเมตตาและการบริหารจัดการที่ชาญฉลาด" จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าการจองจำหรือเคลื่อนย้าย การสูญเสียสีดอหูพับต้องไม่สูญเปล่า แต่ต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเพื่อปกป้องช้างตัวอื่นๆ ที่เหลือ และสร้างความผาสุกให้แก่คนในพื้นที่ ที่ต้องอยู่กับช้างป่าอย่างยั่งยืน

ด้วยความเคารพในชีวิตและธรรมชาติ
ช้างรอด คนปลอดภัย
วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569
 
 

avatar of the starter
Jipjip Cmeผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
เข้าร่วมสนับสนุนเดี๋ยวนี้

1,193


อัพเดทล่าสุดเกี่ยวแคมเปญรณรงค์