

ยกเลิกการประกวด ดาว-เดือน ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


ยกเลิกการประกวด ดาว-เดือน ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ประเด็นรณรงค์
beauty privilege หรือ อภิสิทธิ์ที่บุคคลที่มีรูปลักษณ์ภายนอก ตรงกับ beauty standard หรือมาตรฐานความงามในสังคม ได้รับ เเละได้รับมากกว่าบุคคลอื่นตามที่บุคคลคนหนึ่งควรจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ตามหลักประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน
ดาว-เดือน คณะ คือการเฟ้นหานักศึกษา ชาย เเละหญิงที่มีรูปลักษณ์ตรงกับมาตรฐานความงามของสังคม เพื่อเป็นตัวเเทนของนิสิตทุกคน ในการทำกิจกรรมต่างๆ เป็นหน้าเป็นตาของคณะ เเละของมหาวิทยาลัย
การเลือกตัวเเทนของนิสิตจากมาตรฐานความงาม สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ในสถานศึกษา อันเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ การแสดงออกทางความคิด ยังเป็นพื้นที่ที่ตอกย้ำและผลิตซ้ำกิจกรรมที่เป็นบ่อเกิดของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม นิสิตที่มีรูปลักษณ์ตาม beauty standard มีโอกาสที่จะถูกเลือกให้เป็น”หน้าตา”ของคณะหรือมหาวิทยาลัยมากกว่านิสิตคนอื่นๆ โดยบางครั้งนิสิตไม่สามารถเเม้เเต่จะเลือกตัวแทนของพวกเขาได้ด้วยตัวเอง
นอกจากเป็นการผลิตซ้ำมาตรฐานความสวยงามในสังคมแล้ว กิจกรรมประกวดดาวเดือนยังผลิตซ้ำแนวคิดกรอบค่านิยมชายหญิง ที่กดทับสังคมของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ กลุ่ม LGBTQIA+ ให้ไม่มีแม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะเป็นตัวแทนของคณะหรือมหาวิทยาลัย เพราะอัตลักษณ์ทางเพศและการแสดงออกทางเพศไม่ตรงกับเพศกำเนิด
การเลือกบุคคลที่จะมาเป็นตัวเเทนของนิสิตนักศึกษาทุกคน เเละตัวเเทนของมหาวิทยาลัย ควรมาจากมาตรฐานความงามที่คนในสังคมกำหนดขึ้นหรือ?
ตัวอย่างของbeauty privileged ในสังคมมหาวิทยาลัยอ้างอิงจากเว็บไซต์ the matter
https://thematter.co/social/pretty-privilege/82501
“คนหน้าตาดีมักได้รับโอกาสมากกว่า ทั้งๆ ที่คนธรรมดาแบบเราก็อยากออกไปร่วมกิจกรรมเหมือนกัน แต่ไม่เคยได้รับโอกาสเลย จนบางครั้งทำให้กิจกรรมไม่สนุก เพราะรู้อยู่แล้วว่าใครจะได้เป็นตัวแทนไปทำกิจกรรมต่างๆ”
“เราเคยอยู่ในเหตุการณ์นั้น มันแย่มาก ขนาดรูปถ่ายยังไม่มีเลย มีแต่รูปสตาฟกับคนหน้าตาดี ส่วนคนอื่นก็กลายเป็นอากาศไป”
“
1. ภาวะ Pretty Privilege สิทธิพิเศษของคนสวยหล่อ
แม้จะบอกว่าคุณค่าที่แท้จริงของคนอยู่ที่ศักยภาพ ความสามารถ ทัศนคติ หรือจิตใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘หน้าตา’ หรือ ‘รูปลักษณ์ภายนอก’ เป็นสิ่งที่ดึงดูดเราเป็นอันดับแรก เพราะประสาทสัมผัสด้านการมองเห็นมักจะทำหน้าที่ได้รวดเร็วกว่าการเดินเข้าไปพูดคุยหรือทำความรู้จัก ที่จะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการรับรู้ ทำให้บางครั้งการตัดสินที่รูปลักษณ์ภายนอกจึงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยง
บางกิจกรรมในมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน เฉพาะคนสวยหล่อเท่านั้นที่มีสิทธิ์ ยกตัวอย่างกิจกรรมประกวดดาวเดือน ผู้นำเชียร์ คฑากร หรือแม้กระทั่งถือพานวันไหว้ครู กิจกรรมเหล่านี้ได้สร้างค่านิยมความสวยหล่อในสังคมให้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ไม่กี่รูปแบบ ทั้งยังสร้างช่องว่างขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้นกับบุคคลที่หน้าตาธรรมดาทั่วๆ ไปอีกด้วย จึงทำให้สังคมตั้งคำถามว่ากิจกรรมเหล่านี้ยังควรที่จะมีอยู่หรือไม่ เพื่อที่ต้องการจะลดความเท่าเทียมและการถูกแบ่งแยกชนชั้นในสังคมมหาวิทยาลัย “
จากที่เป็นประเด็นถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง ทำให้ในหลายมหาวิทยาลัยได้มีการรณรงค์ให้ยกเลิกกิจกรรมดังกล่าวไปเเล้ว ทั้งนี้ ในฐานะนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในกิจกรรมดังกล่าว รณรงค์การเเบ่งเเยกชนชั้นด้วยหน้าตา ทุกๆคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
ประเด็นรณรงค์
beauty privilege หรือ อภิสิทธิ์ที่บุคคลที่มีรูปลักษณ์ภายนอก ตรงกับ beauty standard หรือมาตรฐานความงามในสังคม ได้รับ เเละได้รับมากกว่าบุคคลอื่นตามที่บุคคลคนหนึ่งควรจะได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ตามหลักประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน
ดาว-เดือน คณะ คือการเฟ้นหานักศึกษา ชาย เเละหญิงที่มีรูปลักษณ์ตรงกับมาตรฐานความงามของสังคม เพื่อเป็นตัวเเทนของนิสิตทุกคน ในการทำกิจกรรมต่างๆ เป็นหน้าเป็นตาของคณะ เเละของมหาวิทยาลัย
การเลือกตัวเเทนของนิสิตจากมาตรฐานความงาม สะท้อนให้เห็นว่าแม้แต่ในสถานศึกษา อันเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ การแสดงออกทางความคิด ยังเป็นพื้นที่ที่ตอกย้ำและผลิตซ้ำกิจกรรมที่เป็นบ่อเกิดของความไม่เท่าเทียมกันในสังคม นิสิตที่มีรูปลักษณ์ตาม beauty standard มีโอกาสที่จะถูกเลือกให้เป็น”หน้าตา”ของคณะหรือมหาวิทยาลัยมากกว่านิสิตคนอื่นๆ โดยบางครั้งนิสิตไม่สามารถเเม้เเต่จะเลือกตัวแทนของพวกเขาได้ด้วยตัวเอง
นอกจากเป็นการผลิตซ้ำมาตรฐานความสวยงามในสังคมแล้ว กิจกรรมประกวดดาวเดือนยังผลิตซ้ำแนวคิดกรอบค่านิยมชายหญิง ที่กดทับสังคมของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ กลุ่ม LGBTQIA+ ให้ไม่มีแม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะเป็นตัวแทนของคณะหรือมหาวิทยาลัย เพราะอัตลักษณ์ทางเพศและการแสดงออกทางเพศไม่ตรงกับเพศกำเนิด
การเลือกบุคคลที่จะมาเป็นตัวเเทนของนิสิตนักศึกษาทุกคน เเละตัวเเทนของมหาวิทยาลัย ควรมาจากมาตรฐานความงามที่คนในสังคมกำหนดขึ้นหรือ?
ตัวอย่างของbeauty privileged ในสังคมมหาวิทยาลัยอ้างอิงจากเว็บไซต์ the matter
https://thematter.co/social/pretty-privilege/82501
“คนหน้าตาดีมักได้รับโอกาสมากกว่า ทั้งๆ ที่คนธรรมดาแบบเราก็อยากออกไปร่วมกิจกรรมเหมือนกัน แต่ไม่เคยได้รับโอกาสเลย จนบางครั้งทำให้กิจกรรมไม่สนุก เพราะรู้อยู่แล้วว่าใครจะได้เป็นตัวแทนไปทำกิจกรรมต่างๆ”
“เราเคยอยู่ในเหตุการณ์นั้น มันแย่มาก ขนาดรูปถ่ายยังไม่มีเลย มีแต่รูปสตาฟกับคนหน้าตาดี ส่วนคนอื่นก็กลายเป็นอากาศไป”
“
1. ภาวะ Pretty Privilege สิทธิพิเศษของคนสวยหล่อ
แม้จะบอกว่าคุณค่าที่แท้จริงของคนอยู่ที่ศักยภาพ ความสามารถ ทัศนคติ หรือจิตใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘หน้าตา’ หรือ ‘รูปลักษณ์ภายนอก’ เป็นสิ่งที่ดึงดูดเราเป็นอันดับแรก เพราะประสาทสัมผัสด้านการมองเห็นมักจะทำหน้าที่ได้รวดเร็วกว่าการเดินเข้าไปพูดคุยหรือทำความรู้จัก ที่จะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการรับรู้ ทำให้บางครั้งการตัดสินที่รูปลักษณ์ภายนอกจึงเป็นเรื่องยากที่จะหลีกเลี่ยง
บางกิจกรรมในมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน เฉพาะคนสวยหล่อเท่านั้นที่มีสิทธิ์ ยกตัวอย่างกิจกรรมประกวดดาวเดือน ผู้นำเชียร์ คฑากร หรือแม้กระทั่งถือพานวันไหว้ครู กิจกรรมเหล่านี้ได้สร้างค่านิยมความสวยหล่อในสังคมให้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ไม่กี่รูปแบบ ทั้งยังสร้างช่องว่างขนาดใหญ่ให้เกิดขึ้นกับบุคคลที่หน้าตาธรรมดาทั่วๆ ไปอีกด้วย จึงทำให้สังคมตั้งคำถามว่ากิจกรรมเหล่านี้ยังควรที่จะมีอยู่หรือไม่ เพื่อที่ต้องการจะลดความเท่าเทียมและการถูกแบ่งแยกชนชั้นในสังคมมหาวิทยาลัย “
จากที่เป็นประเด็นถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง ทำให้ในหลายมหาวิทยาลัยได้มีการรณรงค์ให้ยกเลิกกิจกรรมดังกล่าวไปเเล้ว ทั้งนี้ ในฐานะนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในกิจกรรมดังกล่าว รณรงค์การเเบ่งเเยกชนชั้นด้วยหน้าตา ทุกๆคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย
ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 24 สิงหาคม ค.ศ. 2020 แล้ว