ขอให้ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ยกเลิกคำสั่งให้นิสิตแต่งเครื่องแบบตามเพศกำเนิดเท่านั้น


ขอให้ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ยกเลิกคำสั่งให้นิสิตแต่งเครื่องแบบตามเพศกำเนิดเท่านั้น
ประเด็นรณรงค์
เนื่องด้วยล่าสุด คณะกรรมการบริหารฯ ของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิจารณากรณีนิสิตข้ามเพศคนหนึ่งยื่นคำร้องขออนุญาตแต่งกายด้วยชุดนิสิตหญิง จากการที่เขามีอัตลักษณ์ความเป็นหญิงมากกว่าเพศสภาพชายที่มีตามกำเนิดนั้น คณะกรรมการบริหารฯ ของครุศาสตร์ จุฬาฯ มีมติ “ยกเลิกสิทธิการแต่งกายตามเพศสภาพด้วยชุดนิสิตหญิง ไม่อนุญาตให้แต่งกายชุดนิสิตหญิงเข้าศึกษาหรือสอบไล่ระดับ และมีคำสั่งให้แต่งกายตามเพศโดยกำเนิด” อีกทั้งยังกำหนดบทลงโทษของนิสิตที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว นิสิตที่แต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศของตนอาจต้องถูกตัดคะแนนความประพฤติ ถูกพักการเรียน และหากฝ่าฝืนหลายครั้ง อาจถึงขั้นพ้นสภาพการเป็นนิสิตได้
ในนามของกลุ่มนิสิตซึ่งประกอบด้วยนิสิตคณะครุศาสตร์ อักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ และเป็นคนรุ่นใหม่ที่ห่วงใยการเคารพให้เกียรติกันในสังคมไทย ขอแสดงความกังวลต่อมติที่คณะครุศาสตร์สั่งให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องแต่งกายด้วยเครื่องแบบตามเพศโดยกำเนิด คณะครุศาสตร์ควรจะเคารพในสิทธิมนุษยชนของคนทุกเพศ ส่งเสริมให้ทั้งนิสิต อาจารย์ และบุคลากรในคณะเรียนรู้ความแตกต่างหลากหลาย เรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิและเสรีภาพของกันและกัน เรียนรู้ทักษะความเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งล้วนเป็นแนวทางการจัดครุศึกษาของคณะในปัจจุบัน คณะครุศาสตร์จะต้องไม่ออกคำสั่งใด ๆ ที่ละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชนหรือเป็นคำสั่งที่ดูถูกเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ของคนทุกเพศ คณะครุศาสตร์จะต้องมุ่งมั่นผลิตครูที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งอาจารย์ในคณะเองก็ควรจะเรียนรู้ ยอมรับ และมีความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ด้วย
นอกจากคำสั่งคณะครุศาสตร์ที่เป็นปัญหาดังกล่าว การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาจิตวิทยาพื้นฐานการศึกษา และรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครูและการศึกษาพิเศษ ซึ่งเป็นรายวิชาบังคับของนิสิตทั้งคณะและมีผู้สอนท่านหนึ่งเป็นอาจารย์ที่มีทัศนคติเหยียดผู้หญิงและคนหลากหลายทางเพศ เขามักจะกล่าวคำพูดเหยียดเพศออกมาโดยไม่เปิดโอกาสให้ถกเถียง ทั้งคำพูดเหยียดหญิงข้ามเพศ เช่น “ครุศาสตร์ที่ให้พวกกะเทยมาเรียนก็บุญแล้ว” “เป็นกะเทยก็ไม่ต่างอะไรจากคนบ้า แค่สังคมยอมรับมากกว่า” “กะเทยเป็นพวกวิปริตผิดเพศ ไม่สมควรจะเป็นครู” และคำพูดเหยียดชายข้ามเพศ เช่น “ทอมเนี่ย ถ้าโดนผู้ชายขืนใจสักครั้งสองครั้ง รับรองติดใจ เปลี่ยนพฤติกรรม กลับเป็นหญิงแน่นอน” เป็นต้น พวกเราจึงกล่าวมาเบื้องต้นเพื่อตั้งคำถามกับคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ว่าเพราะเหตุใดคณะจึงต่ออายุให้อาจารย์คนนี้สอนต่อไปแม้ว่าเขาจะเกษียณอายุแล้ว เพราะเหตุใดคณะจึงไม่เคยดำเนินการใด ๆ หรือแม้แต่พยายามที่จะเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับอาจารย์ท่านนี้ และเพราะเหตุใดคณะจึงไม่เคยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมอาจารย์ท่านนี้ ทั้ง ๆ ที่มีนิสิตจำนวนมากเขียนความคิดเห็นและแสดงความไม่พอใจลงไปในระบบการประเมินอาจารย์ออนไลน์
หากกลับมาพิจารณาประเด็นคำสั่งของคณะครุศาสตร์ดังกล่าว จะพบว่าคำสั่งนี้ขัดแย้งต่อหลักการทั่วไปของสังคม หรือแนวทางการจัดครุศึกษาของไทยอยู่หลายประการ ได้แก่
1. คำสั่งของคณะครุศาสตร์นี้ขัดแย้งกับ “แนวทางปฏิบัติด้านการส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘” ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้ส่งแนวทางปฏิบัติต่อเลขาธิการการอุดมศึกษา และกำชับให้สถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัติตาม โดยมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งคือ “หน่วยงาน/สถาบันการศึกษา ควรให้สิทธิบุคลากร/นักศึกษา สามารถแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศสภาพหรือเพศภาวะของบุคคลนั้น และไม่ควรมีการออกประกาศ ระเบียบ หรือกำหนดแนวปฏิบัติใด ๆ เกี่ยวกับการแต่งกายของบุคลากร/ผู้ที่มาปฏิบัติงาน/นักศึกษา อันเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลที่มีอัตลักษณ์ตามเพศสภาพไม่ตรงกับเพศโดยกำเนิด” จะเห็นได้ว่าคำสั่งของคณะครุศาสตร์ขัดแย้งกับสาระสำคัญของแนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างชัดเจน คณะครุศาสตร์จึงไม่สมควรที่จะออกคำสั่งใด ๆ ที่ขัดแย้งกับข้อปฏิบัติดังกล่าว
2. คำสั่งคณะครุศาสตร์นี้ขัดแย้งกับหลักการของ “จรรยาบรรณของวิชาชีพครู พ.ศ. ๒๕๕๖” ทั้งจรรยาบรรณต่อตนเอง ซึ่งกล่าวไว้ส่วนหนึ่งว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องพัฒนาตนเองด้านวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทางสังคมและการเมืองอยู่เสมอ” ซึ่งสังคมทั้งไทยและต่างประเทศในปัจจุบัน ล้วนเคารพและยอมรับในความหลากหลายทางเพศ สังคมมีแนวโน้มเข้าใจและเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนหลากหลายทางเพศ และมีกลุ่มรณรงค์ทางสังคมจำนวนมากที่เรียกร้องให้มีการปฏิบัติต่อคนหลากหลายทางเพศอย่างเท่าเทียมกัน คณะกรรมการฯ ในฐานะที่เป็นอาจารย์ที่สอนนิสิตที่จะเป็นครูในอนาคต (หรือเป็น ครูของครู) ควรมีวิสัยทัศน์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศให้ทันต่อสภาพสังคมและการเมืองในปัจจุบัน อีกทั้งจรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ซึ่งในข้อหนึ่ง ๆ ได้กล่าวไว้ส่วนหนึ่งว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องแก่ศิษย์และผู้รับบริการ” ซึ่งครูของครูจะต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ความเป็นพลเมือง ความเป็นมนุษย์ ความไม่เลือกปฏิบัติทางเพศ และความไม่มีอคติทางเพศต่อนิสิตครู จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมค่านิยมและทัศนคติต่อเรื่องดังกล่าวที่ถูกต้อง เพื่อให้นิสิตครูถ่ายทอดค่านิยมและทัศนคติที่ถูกต้องต่อไปยังศิษย์ของเขาในอนาคต และจรรยาบรรณต่อผู้รับบริการอีกหนึ่งข้อที่กล่าวไว้ส่วนหนึ่งว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องให้บริการด้วยความเสมอภาค” นั้นแสดงให้เห็นว่าครูของครูไม่สามารถปฏิบัติหรือออกคำสั่งใด ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติทางเพศต่อผู้รับบริการซึ่งในที่นี้คือนิสิตคณะครุศาสตร์ได้ ทั้งสามข้อนี้แสดงให้เห็นว่าคำสั่งของคณะครุศาสตร์ขัดแย้งกับหลักการสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพครูหลายข้อ คณะครุศาสตร์ซึ่งเป็นสถาบันการผลิตครูไม่สมควรออกคำสั่งใด ๆ ที่ขัดแย้งกับจรรยาบรรณวิชาชีพของตนเอง
3. คำสั่งคณะครุศาสตร์นี้ขัดแย้งกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับนโยบายการไม่เลือกปฏิบัติทางเพศของมหาวิทยาลัย ล่าสุด เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ จุฬาฯ อนุญาตให้บัณฑิตชายคณะทันตแพทยศาสตร์คนหนึ่งแต่งกายรับพระราชทานปริญญาบัตรด้วยเครื่องแบบของบัณฑิตหญิง และไม่กล่าวคำนำหน้าชื่อของเขาขณะขานชื่อเพื่อรับพระราชทานปริญญาบัตร การให้อนุญาตดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านการไม่เลือกปฏิบัติทางเพศของจุฬาฯ แล้วคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ จะใช้เหตุผลใดหรือความชอบธรรมใดที่จะออกคำสั่งสวนทางกับทิศทางของนโยบายการไม่เลือกปฏิบัติทางเพศของมหาวิทยาลัย
4. คำสั่งคณะครุศาสตร์นี้ขัดแย้งกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในหลาย ๆ ข้อ ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามในปฏิญญาดังกล่าว คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยและโลกจะต้องเคารพในหลักการของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยในปฏิญญามีหลักการสำคัญที่จะขอยกมาบางส่วน ดังนี้ “เราทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน” “ไม่ว่าจะเพศอะไร เราทุกคนเท่ากัน” “เมื่อเกิดมาแล้ว ทุกคนมีอิสระที่จะเลือกทางเดินให้กับตัวเอง” “กฎหมายไม่มีการแบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติ” ทั้งสี่ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าคณะครุศาสตร์ไม่สามารถออกคำสั่งใด ๆ ที่สะท้อนถึงการเลือกปฏิบัติทางเพศ คนทุกเพศเท่าเทียมกัน และทุกคนย่อมมีเสรีภาพที่จะเลือกแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง นอกจากนั้น “หากถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย” ดังนั้น เราย่อมมิสิทธิที่จะเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งใด ๆ ที่ละเมิดสิทธิการแต่งกายของเรา และเสรีภาพในการแต่งกายของเราควรได้รับความคุ้มครองจากคณะด้วย และข้อสุดท้ายคือ “สิทธิและอิสรภาพทั้งหมดนี้เป็นของเรา ไม่มีผู้ใดพรากไปจากเราได้” ถ้าคณะครุศาสตร์เคารพในสิทธิเหนือร่างกายตนเอง คณะครุศาสตร์จะต้องยกเลิกคำสั่งที่พรากสิทธิการแต่งกายตามอัตลักษณ์ของเราออกไป
5. คำสั่งคณะครุศาสตร์นี้ขัดแย้งกับบทบัญญัติในมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และคณะครุศาสตร์ต้องดำเนินการตามหลักการของกฎหมายนี้ โดยมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องเพศ จะกระทำมิได้” จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คำสั่งของคณะครุศาสตร์เป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หากคณะครุศาสตร์เคารพรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ คณะครุศาสตร์ควรจะต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าว และเปิดการพิจารณากรณีดังกล่าวใหม่ทั้งหมด
ดังนั้นพวกเรา จึงขอความร่วมมือจากนิสิตนักศึกษาทั้งคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และคณะอื่น ๆ ทั้งจุฬาฯ และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนคนไทยทุกภาคส่วนร่วมกันลงชื่อสนับสนุนให้คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ประกาศยกเลิกคำสั่งให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องแต่งกายด้วยเครื่องแบบตามเพศโดยกำเนิด ยกเลิกบทลงโทษของนิสิตที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม เปิดการประชุมเพื่อเริ่มกระบวนการพิจารณากรณีข้างต้นใหม่ และเปิดโอกาสให้นิสิตมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาในหลาย ๆ ขั้นตอน เพื่อให้นิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ มีเสรีภาพในการแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศที่เขาต้องการ และเพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่างของคณะอื่น มหาวิทยาลัยอื่น หรือองค์กรอื่นใดที่จะออกคำสั่งที่เข้าข่ายการเลือกปฏิบัติทางเพศ และการดูถูกเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ของคนทุกเพศทั้งหญิง ชาย และคนหลากหลายทางเพศ
กลุ่มนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนรุ่นใหม่ผู้ห่วงใยการเคารพให้เกียรติกันในสังคมไทย

ประเด็นรณรงค์
เนื่องด้วยล่าสุด คณะกรรมการบริหารฯ ของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พิจารณากรณีนิสิตข้ามเพศคนหนึ่งยื่นคำร้องขออนุญาตแต่งกายด้วยชุดนิสิตหญิง จากการที่เขามีอัตลักษณ์ความเป็นหญิงมากกว่าเพศสภาพชายที่มีตามกำเนิดนั้น คณะกรรมการบริหารฯ ของครุศาสตร์ จุฬาฯ มีมติ “ยกเลิกสิทธิการแต่งกายตามเพศสภาพด้วยชุดนิสิตหญิง ไม่อนุญาตให้แต่งกายชุดนิสิตหญิงเข้าศึกษาหรือสอบไล่ระดับ และมีคำสั่งให้แต่งกายตามเพศโดยกำเนิด” อีกทั้งยังกำหนดบทลงโทษของนิสิตที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว นิสิตที่แต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศของตนอาจต้องถูกตัดคะแนนความประพฤติ ถูกพักการเรียน และหากฝ่าฝืนหลายครั้ง อาจถึงขั้นพ้นสภาพการเป็นนิสิตได้
ในนามของกลุ่มนิสิตซึ่งประกอบด้วยนิสิตคณะครุศาสตร์ อักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ และเป็นคนรุ่นใหม่ที่ห่วงใยการเคารพให้เกียรติกันในสังคมไทย ขอแสดงความกังวลต่อมติที่คณะครุศาสตร์สั่งให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องแต่งกายด้วยเครื่องแบบตามเพศโดยกำเนิด คณะครุศาสตร์ควรจะเคารพในสิทธิมนุษยชนของคนทุกเพศ ส่งเสริมให้ทั้งนิสิต อาจารย์ และบุคลากรในคณะเรียนรู้ความแตกต่างหลากหลาย เรียนรู้ที่จะเคารพสิทธิและเสรีภาพของกันและกัน เรียนรู้ทักษะความเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งล้วนเป็นแนวทางการจัดครุศึกษาของคณะในปัจจุบัน คณะครุศาสตร์จะต้องไม่ออกคำสั่งใด ๆ ที่ละเมิดหลักการสิทธิมนุษยชนหรือเป็นคำสั่งที่ดูถูกเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ของคนทุกเพศ คณะครุศาสตร์จะต้องมุ่งมั่นผลิตครูที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งอาจารย์ในคณะเองก็ควรจะเรียนรู้ ยอมรับ และมีความอดทนอดกลั้นต่อความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ด้วย
นอกจากคำสั่งคณะครุศาสตร์ที่เป็นปัญหาดังกล่าว การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาจิตวิทยาพื้นฐานการศึกษา และรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครูและการศึกษาพิเศษ ซึ่งเป็นรายวิชาบังคับของนิสิตทั้งคณะและมีผู้สอนท่านหนึ่งเป็นอาจารย์ที่มีทัศนคติเหยียดผู้หญิงและคนหลากหลายทางเพศ เขามักจะกล่าวคำพูดเหยียดเพศออกมาโดยไม่เปิดโอกาสให้ถกเถียง ทั้งคำพูดเหยียดหญิงข้ามเพศ เช่น “ครุศาสตร์ที่ให้พวกกะเทยมาเรียนก็บุญแล้ว” “เป็นกะเทยก็ไม่ต่างอะไรจากคนบ้า แค่สังคมยอมรับมากกว่า” “กะเทยเป็นพวกวิปริตผิดเพศ ไม่สมควรจะเป็นครู” และคำพูดเหยียดชายข้ามเพศ เช่น “ทอมเนี่ย ถ้าโดนผู้ชายขืนใจสักครั้งสองครั้ง รับรองติดใจ เปลี่ยนพฤติกรรม กลับเป็นหญิงแน่นอน” เป็นต้น พวกเราจึงกล่าวมาเบื้องต้นเพื่อตั้งคำถามกับคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ว่าเพราะเหตุใดคณะจึงต่ออายุให้อาจารย์คนนี้สอนต่อไปแม้ว่าเขาจะเกษียณอายุแล้ว เพราะเหตุใดคณะจึงไม่เคยดำเนินการใด ๆ หรือแม้แต่พยายามที่จะเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับอาจารย์ท่านนี้ และเพราะเหตุใดคณะจึงไม่เคยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบจริยธรรมอาจารย์ท่านนี้ ทั้ง ๆ ที่มีนิสิตจำนวนมากเขียนความคิดเห็นและแสดงความไม่พอใจลงไปในระบบการประเมินอาจารย์ออนไลน์
หากกลับมาพิจารณาประเด็นคำสั่งของคณะครุศาสตร์ดังกล่าว จะพบว่าคำสั่งนี้ขัดแย้งต่อหลักการทั่วไปของสังคม หรือแนวทางการจัดครุศึกษาของไทยอยู่หลายประการ ได้แก่
1. คำสั่งของคณะครุศาสตร์นี้ขัดแย้งกับ “แนวทางปฏิบัติด้านการส่งเสริมความเสมอภาคและขจัดการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. ๒๕๕๘” ซึ่งคณะกรรมการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัวได้ส่งแนวทางปฏิบัติต่อเลขาธิการการอุดมศึกษา และกำชับให้สถาบันการศึกษาและหน่วยงานภาครัฐถือปฏิบัติตาม โดยมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งคือ “หน่วยงาน/สถาบันการศึกษา ควรให้สิทธิบุคลากร/นักศึกษา สามารถแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศสภาพหรือเพศภาวะของบุคคลนั้น และไม่ควรมีการออกประกาศ ระเบียบ หรือกำหนดแนวปฏิบัติใด ๆ เกี่ยวกับการแต่งกายของบุคลากร/ผู้ที่มาปฏิบัติงาน/นักศึกษา อันเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลที่มีอัตลักษณ์ตามเพศสภาพไม่ตรงกับเพศโดยกำเนิด” จะเห็นได้ว่าคำสั่งของคณะครุศาสตร์ขัดแย้งกับสาระสำคัญของแนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศอย่างชัดเจน คณะครุศาสตร์จึงไม่สมควรที่จะออกคำสั่งใด ๆ ที่ขัดแย้งกับข้อปฏิบัติดังกล่าว
2. คำสั่งคณะครุศาสตร์นี้ขัดแย้งกับหลักการของ “จรรยาบรรณของวิชาชีพครู พ.ศ. ๒๕๕๖” ทั้งจรรยาบรรณต่อตนเอง ซึ่งกล่าวไว้ส่วนหนึ่งว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องพัฒนาตนเองด้านวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทางสังคมและการเมืองอยู่เสมอ” ซึ่งสังคมทั้งไทยและต่างประเทศในปัจจุบัน ล้วนเคารพและยอมรับในความหลากหลายทางเพศ สังคมมีแนวโน้มเข้าใจและเห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนหลากหลายทางเพศ และมีกลุ่มรณรงค์ทางสังคมจำนวนมากที่เรียกร้องให้มีการปฏิบัติต่อคนหลากหลายทางเพศอย่างเท่าเทียมกัน คณะกรรมการฯ ในฐานะที่เป็นอาจารย์ที่สอนนิสิตที่จะเป็นครูในอนาคต (หรือเป็น ครูของครู) ควรมีวิสัยทัศน์เรื่องความเท่าเทียมทางเพศให้ทันต่อสภาพสังคมและการเมืองในปัจจุบัน อีกทั้งจรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ซึ่งในข้อหนึ่ง ๆ ได้กล่าวไว้ส่วนหนึ่งว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องแก่ศิษย์และผู้รับบริการ” ซึ่งครูของครูจะต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ความเป็นพลเมือง ความเป็นมนุษย์ ความไม่เลือกปฏิบัติทางเพศ และความไม่มีอคติทางเพศต่อนิสิตครู จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมค่านิยมและทัศนคติต่อเรื่องดังกล่าวที่ถูกต้อง เพื่อให้นิสิตครูถ่ายทอดค่านิยมและทัศนคติที่ถูกต้องต่อไปยังศิษย์ของเขาในอนาคต และจรรยาบรรณต่อผู้รับบริการอีกหนึ่งข้อที่กล่าวไว้ส่วนหนึ่งว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาต้องให้บริการด้วยความเสมอภาค” นั้นแสดงให้เห็นว่าครูของครูไม่สามารถปฏิบัติหรือออกคำสั่งใด ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติทางเพศต่อผู้รับบริการซึ่งในที่นี้คือนิสิตคณะครุศาสตร์ได้ ทั้งสามข้อนี้แสดงให้เห็นว่าคำสั่งของคณะครุศาสตร์ขัดแย้งกับหลักการสำคัญของจรรยาบรรณวิชาชีพครูหลายข้อ คณะครุศาสตร์ซึ่งเป็นสถาบันการผลิตครูไม่สมควรออกคำสั่งใด ๆ ที่ขัดแย้งกับจรรยาบรรณวิชาชีพของตนเอง
3. คำสั่งคณะครุศาสตร์นี้ขัดแย้งกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับนโยบายการไม่เลือกปฏิบัติทางเพศของมหาวิทยาลัย ล่าสุด เมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ จุฬาฯ อนุญาตให้บัณฑิตชายคณะทันตแพทยศาสตร์คนหนึ่งแต่งกายรับพระราชทานปริญญาบัตรด้วยเครื่องแบบของบัณฑิตหญิง และไม่กล่าวคำนำหน้าชื่อของเขาขณะขานชื่อเพื่อรับพระราชทานปริญญาบัตร การให้อนุญาตดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าด้านการไม่เลือกปฏิบัติทางเพศของจุฬาฯ แล้วคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ จะใช้เหตุผลใดหรือความชอบธรรมใดที่จะออกคำสั่งสวนทางกับทิศทางของนโยบายการไม่เลือกปฏิบัติทางเพศของมหาวิทยาลัย
4. คำสั่งคณะครุศาสตร์นี้ขัดแย้งกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในหลาย ๆ ข้อ ซึ่งประเทศไทยได้ร่วมลงนามในปฏิญญาดังกล่าว คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยและโลกจะต้องเคารพในหลักการของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน โดยในปฏิญญามีหลักการสำคัญที่จะขอยกมาบางส่วน ดังนี้ “เราทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน” “ไม่ว่าจะเพศอะไร เราทุกคนเท่ากัน” “เมื่อเกิดมาแล้ว ทุกคนมีอิสระที่จะเลือกทางเดินให้กับตัวเอง” “กฎหมายไม่มีการแบ่งแยกหรือเลือกปฏิบัติ” ทั้งสี่ข้อความนี้แสดงให้เห็นว่าคณะครุศาสตร์ไม่สามารถออกคำสั่งใด ๆ ที่สะท้อนถึงการเลือกปฏิบัติทางเพศ คนทุกเพศเท่าเทียมกัน และทุกคนย่อมมีเสรีภาพที่จะเลือกแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง นอกจากนั้น “หากถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย” ดังนั้น เราย่อมมิสิทธิที่จะเรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งใด ๆ ที่ละเมิดสิทธิการแต่งกายของเรา และเสรีภาพในการแต่งกายของเราควรได้รับความคุ้มครองจากคณะด้วย และข้อสุดท้ายคือ “สิทธิและอิสรภาพทั้งหมดนี้เป็นของเรา ไม่มีผู้ใดพรากไปจากเราได้” ถ้าคณะครุศาสตร์เคารพในสิทธิเหนือร่างกายตนเอง คณะครุศาสตร์จะต้องยกเลิกคำสั่งที่พรากสิทธิการแต่งกายตามอัตลักษณ์ของเราออกไป
5. คำสั่งคณะครุศาสตร์นี้ขัดแย้งกับบทบัญญัติในมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และคณะครุศาสตร์ต้องดำเนินการตามหลักการของกฎหมายนี้ โดยมาตรา ๒๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องเพศ จะกระทำมิได้” จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คำสั่งของคณะครุศาสตร์เป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หากคณะครุศาสตร์เคารพรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ คณะครุศาสตร์ควรจะต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าว และเปิดการพิจารณากรณีดังกล่าวใหม่ทั้งหมด
ดังนั้นพวกเรา จึงขอความร่วมมือจากนิสิตนักศึกษาทั้งคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และคณะอื่น ๆ ทั้งจุฬาฯ และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนคนไทยทุกภาคส่วนร่วมกันลงชื่อสนับสนุนให้คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ประกาศยกเลิกคำสั่งให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศต้องแต่งกายด้วยเครื่องแบบตามเพศโดยกำเนิด ยกเลิกบทลงโทษของนิสิตที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม เปิดการประชุมเพื่อเริ่มกระบวนการพิจารณากรณีข้างต้นใหม่ และเปิดโอกาสให้นิสิตมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาในหลาย ๆ ขั้นตอน เพื่อให้นิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ มีเสรีภาพในการแต่งกายตามอัตลักษณ์ทางเพศที่เขาต้องการ และเพื่อให้เป็นกรณีตัวอย่างของคณะอื่น มหาวิทยาลัยอื่น หรือองค์กรอื่นใดที่จะออกคำสั่งที่เข้าข่ายการเลือกปฏิบัติทางเพศ และการดูถูกเหยียดหยามความเป็นมนุษย์ของคนทุกเพศทั้งหญิง ชาย และคนหลากหลายทางเพศ
กลุ่มนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คนรุ่นใหม่ผู้ห่วงใยการเคารพให้เกียรติกันในสังคมไทย

ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 16 มกราคม ค.ศ. 2019 แล้ว