ร่วมลงชื่อ เพื่อปกป้องเด็กไทยจากการตลาดอาหารหวานมันเค็ม


ร่วมลงชื่อ เพื่อปกป้องเด็กไทยจากการตลาดอาหารหวานมันเค็ม
ประเด็นรณรงค์
ยุติเด็กอ้วน เร่งออกกฎหมายควบคุมการตลดาอาหารหวานมันเค็ม
ข้อมูลเชิงวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศยืนยันว่า การตลาดอาหารและเครื่องดื่มหวานมันเค็ม เช่น ขนมขบเคี้ยว น้ำหวาน น้ำอัดลม ใช้ดาราหรือผู้ที่มีชื่อเสียง การชิงโชค ชิงรางวัล การแลก แจก แถม ให้ หรือแม้กระทั้งบริษัทอาหารหวานมันเค็มไปจัดกิจกรรมหรือบริจาคสิ่งของภายในโรงเรียน จูงให้เด็กซื้อและบริโภคอาหารเหล่านี้ และการบริโภคอาหารเหล่านี้นำไปสู่ภาวะอ้วนและการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้องรังของเด็ก
แล้วสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร
- เด็กไทย มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน เพิ่มสูงขึ้น 2 เท่าใน 20 ปีที่ผ่านมา เด็กที่มีภาวะอ้วนมีผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกาย จิต สังคม รวมถึงการเรียนรู้ของ เด็กที่มีภาวะอ้วนมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนถึง 5 เท่า และผู้ป่วยโรคเบาหวาน 31% และโรคความดันโลหิตสูง 22% เคยเป็นเด็กที่มีภาวะอ้วนมาก่อน
- เม็ดเงินโฆษณาของไตรมาสแรกปี 2567 พบว่า กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มใช้เงินทำการโฆษณาสินค้าของตนเองมากที่สุด และมากกว่ากลุ่มธุรกิจอื่นๆ มูลค่า 4,476 ล้านบาท การลงทุนด้วยเงินมหาศาลเป้ยการเพิ่มพื้นที่ให้เด็กพบเห็นการโฆษณาอาหารมากยิ่งขึ้น
- เด็กไทยจึงเสี่ยงต่อการถูกกระตุ้นจากการตลาดอาหารและเครื่องดื่มหวานมันเค็มเพิ่มขึ้น เนื่องจากเด็กอยู่กับสื่อ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์มากขึ้น เฉลี่ย 11-12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่ง 84% ของเด็กพบการตลาดอาหารและเครื่องดื่มหวานมันเค็มผ่านทาง Social Media และมากกว่า 70% พบเห็นผ่านทางโทรทัศน์และสื่อกลางแจ้ง
- เกินครึ่งหนึ่งของเด็กไทบพบเห็นอาหารและเครื่องดื่มหวานมันเค็ม ทำให้เกิดความชอบอาหารเหล่านี้มากขึ้น และเด็กทุก 4 คน จาก 10 คน เมื่อพบเห็นการตลาดฯ ซื้อและบริโภคอาหารหวานมันเค็มมากขึ้น
การควบคุมการตลาดอาหารฯ ดีอย่างไร
- มาตรการปกป้องเด็กจากการตลาดอาหารและเครื่องดื่มหวานมันเค็ม เป็นมาตรการที่ได้รับการรับรองจากมติสมัชชาสุขภาพโลกและองค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอ้วนในเด็กและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หากประเทศไทยมีการออกมาตรการควบคุมสื่อโฆษณาอาหารฯ จะลดดัชนีมวลกาย (BMI) เด็ก (6-12 ปี) ทั้งประเทศได้เฉลี่ย 0.32 กิโลกรัม/เมตร2 และใช้งบประมาณ 1.13 ล้านบาท ในการลดการเกิดภาวะเริมอ้วนและโรคอ้วนในเด็ก (6-12 ปี) ได้ถึง 121,000 คน
- ประเทศไทยได้ทำตามสัญญาในการปกป้องคุ้มครองเด็กที่ได้ให้ไว้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (UNICRC) มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทย มติ 2.8 การจัดการปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน พ.ศ.2552 ข้อเสนอแนะคณะทำงาน UN Interagency task force on NCDs (UNIATF on NCDs) ที่ประเมินการดำเนินงานของประเทศไทย พ.ศ.2561
ข้อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
กระทรวงสาธารณสุขเร่งออกกฎหมายควบคุมการตลาดอาหารหวานมันเค็ม รับร่าง ‘ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก’ เพื่อลดการกระตุ้นและชักจูงให้เด็กซื้อและบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กไทยที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศในอนาคตต่อไป

266
ประเด็นรณรงค์
ยุติเด็กอ้วน เร่งออกกฎหมายควบคุมการตลดาอาหารหวานมันเค็ม
ข้อมูลเชิงวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศยืนยันว่า การตลาดอาหารและเครื่องดื่มหวานมันเค็ม เช่น ขนมขบเคี้ยว น้ำหวาน น้ำอัดลม ใช้ดาราหรือผู้ที่มีชื่อเสียง การชิงโชค ชิงรางวัล การแลก แจก แถม ให้ หรือแม้กระทั้งบริษัทอาหารหวานมันเค็มไปจัดกิจกรรมหรือบริจาคสิ่งของภายในโรงเรียน จูงให้เด็กซื้อและบริโภคอาหารเหล่านี้ และการบริโภคอาหารเหล่านี้นำไปสู่ภาวะอ้วนและการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้องรังของเด็ก
แล้วสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร
- เด็กไทย มีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน เพิ่มสูงขึ้น 2 เท่าใน 20 ปีที่ผ่านมา เด็กที่มีภาวะอ้วนมีผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกาย จิต สังคม รวมถึงการเรียนรู้ของ เด็กที่มีภาวะอ้วนมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่ที่อ้วนถึง 5 เท่า และผู้ป่วยโรคเบาหวาน 31% และโรคความดันโลหิตสูง 22% เคยเป็นเด็กที่มีภาวะอ้วนมาก่อน
- เม็ดเงินโฆษณาของไตรมาสแรกปี 2567 พบว่า กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มใช้เงินทำการโฆษณาสินค้าของตนเองมากที่สุด และมากกว่ากลุ่มธุรกิจอื่นๆ มูลค่า 4,476 ล้านบาท การลงทุนด้วยเงินมหาศาลเป้ยการเพิ่มพื้นที่ให้เด็กพบเห็นการโฆษณาอาหารมากยิ่งขึ้น
- เด็กไทยจึงเสี่ยงต่อการถูกกระตุ้นจากการตลาดอาหารและเครื่องดื่มหวานมันเค็มเพิ่มขึ้น เนื่องจากเด็กอยู่กับสื่อ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์มากขึ้น เฉลี่ย 11-12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่ง 84% ของเด็กพบการตลาดอาหารและเครื่องดื่มหวานมันเค็มผ่านทาง Social Media และมากกว่า 70% พบเห็นผ่านทางโทรทัศน์และสื่อกลางแจ้ง
- เกินครึ่งหนึ่งของเด็กไทบพบเห็นอาหารและเครื่องดื่มหวานมันเค็ม ทำให้เกิดความชอบอาหารเหล่านี้มากขึ้น และเด็กทุก 4 คน จาก 10 คน เมื่อพบเห็นการตลาดฯ ซื้อและบริโภคอาหารหวานมันเค็มมากขึ้น
การควบคุมการตลาดอาหารฯ ดีอย่างไร
- มาตรการปกป้องเด็กจากการตลาดอาหารและเครื่องดื่มหวานมันเค็ม เป็นมาตรการที่ได้รับการรับรองจากมติสมัชชาสุขภาพโลกและองค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 ว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคอ้วนในเด็กและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หากประเทศไทยมีการออกมาตรการควบคุมสื่อโฆษณาอาหารฯ จะลดดัชนีมวลกาย (BMI) เด็ก (6-12 ปี) ทั้งประเทศได้เฉลี่ย 0.32 กิโลกรัม/เมตร2 และใช้งบประมาณ 1.13 ล้านบาท ในการลดการเกิดภาวะเริมอ้วนและโรคอ้วนในเด็ก (6-12 ปี) ได้ถึง 121,000 คน
- ประเทศไทยได้ทำตามสัญญาในการปกป้องคุ้มครองเด็กที่ได้ให้ไว้ทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (UNICRC) มติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทย มติ 2.8 การจัดการปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน พ.ศ.2552 ข้อเสนอแนะคณะทำงาน UN Interagency task force on NCDs (UNIATF on NCDs) ที่ประเมินการดำเนินงานของประเทศไทย พ.ศ.2561
ข้อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
กระทรวงสาธารณสุขเร่งออกกฎหมายควบคุมการตลาดอาหารหวานมันเค็ม รับร่าง ‘ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก’ เพื่อลดการกระตุ้นและชักจูงให้เด็กซื้อและบริโภคอาหารและเครื่องดื่มเหล่านี้ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อสุขภาพที่ดีของเด็กไทยที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศในอนาคตต่อไป

266
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 19 มิถุนายน ค.ศ. 2024 แล้ว