รณรงค์ให้มีการแยกศาสนาออกจากรัฐและทำให้เป็นรัฐโลกวิสัย

รณรงค์ให้มีการแยกศาสนาออกจากรัฐและทำให้เป็นรัฐโลกวิสัย

ประเด็นรณรงค์

   

   เหตุผลที่ต้องการรณรงค์ให้ประเทศไทยนั้นมีการแยกศาสนาออกจากรัฐและทำให้เป็นรัฐโลกวิสัยก็เพราะประสงค์ให้ประเทศไทยนั้นมีเสรีภาพและความเสมอภาคทางศาสนาโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องการให้รัฐนั้นใช้ศาสนามาบังหน้าแล้วทำการทุจริต คดโกงชาติบ้านเมือง ไม่ต้องการให้มีการบังคับหรือกึ่งบังคับยัดเยียดศาสนาให้แก่เด็กและเยาวชนทั้งโดยนโยบาย ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนของรัฐและหลักสูตรการศึกษา ไม่ต้องการให้ศาสนาใดศาสนาหนึ่งมีอภิสิทธิ์มากกว่าศาสนาอื่น โดยประเทศไทยนั้นถือได้ว่ามีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติโดยพฤตินัย(De Facto) จึงเป็นเหตุผลอันสมควรที่จะมีการรณรงค์เรื่องนี้นั้นเกิดขึ้น

ทั้งนี้ผมและชาวไทยหลายท่านมิได้มีเจตนาจะต่อต้านศาสนาแต่ประการใด แต่เป็นการกระทำที่เป็นคุณอนันต์แก่ชาติไทยของเรา

  • การแยกศาสนาออกจากรัฐ

   หลายคนอาจไม่ทราบหรือไม่เข้าใจว่าการแยกศาสนาออกจากรัฐนั้น มันคืออะไร? จะอธิบายดังนี้

   หลักการเรื่องเสรีภาพทางศาสนา มี 2 หลักการที่เกี่ยวข้อง หลักการแรกคือ เสรีภาพในการนับถือศาสนา (Freedom of Religion) หลักการที่สอง คือ การแยกศาสนาออกจากรัฐ (The Separation of Religion and State) ซึ่งเกี่ยวข้องกันแต่ไม่เหมือนกัน

   การแยกศาสนาออกจากรัฐ ทำให้ประเทศมีความเป็นกลางทางศาสนา โดยไม่มีศาสนาประจำชาติ ประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมทางศาสนา ในขณะที่ประเทศที่แยกศาสนาออกจากรัฐ ก็ย่อมจะมีศาสนาประจำชาติและมีแนวโน้มที่จะไม่เป็นกลางทางศาสนากัน โดยประเทศไทยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแต่ไม่แยกศาสนาอออกจากรัฐ

   ซึ่งที่จริงแล้วเสรีภาพในการนับถือศาสนาก็ต้องตั้งอยู่บนหลักพื้นฐานเรื่องความเสมอภาคด้วย รัฐจึงควรปฏิบัติต่อทุกศาสนาอย่างเสมอภาคกันและหลีกเลี่ยงการให้ความสำคัญกับศาสนาใดศาสนาหนึ่งเกินความจำเป็น

   การแยกศาสนาออกจากรัฐนั้นโดยภาพรวมถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ในโลกนั้นมีความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันชาติกับศาสนาอยู่ 3 ประเภท คือรัฐศาสนา รัฐกึ่งศาสนาและรัฐโลกวิสัย โดยรัฐโลกวิสัยนั้นที่เกี่ยวข้องกันกับการแยกศาสนาออกจากรัฐ จึงขออธิบายดังนี้

  • รัฐศาสนา

   รัฐศาสนา(Religious State) มีความหมาย 2 ระดับ

1.รัฐหรือประเทศที่ระบุชัดในรัฐธรรมนูญและการปฏิบัติว่ามีการยกย่องให้ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจำชาติและให้ศาสนานั้นมีอิทธิพลต่อรัฐ

2.ประเทศที่เคร่งในศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างเต็มที่ จนเอาหลักคำสอนมาปกครองประเทศ

ลักษณะทั่วไปของรัฐศาสนา มีลักษณะดังนี้คือ

1.ระบุในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนว่า มีศาสนาใดหรือแม้กระทั่งนิกายใดเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งแม้จะบอกว่าให้เสรีภาพทางศาสนาแก่ศาสนาอื่น แต่ก็ต้องเป็นรอง และห้ามขัดแย้งกับศาสนาหลัก

2.ผู้นำประเทศต้องนับถือศาสนาหลักหรืออาจต้องเป็นผู้นำศาสนาหลักด้วย

3.มีการให้ศาสนาหลักเป็นศาสนาเดียวหรือศาสนาหลักในรัฐพิธี

4.รัฐอุดหนุนบำรุงศาสนาหลักอย่างเต็มที่

5.ใช้หลักคำสอนศาสนาหลักมากำหนดเป็นกฎหมายและประเพณีของรัฐอย่างมาก

6.ใช้วันสำคัญทางศาสนาหลักมาเป็นวันหยุดราชการและวันสำคัญของชาติ

7.รัฐศาสนาโดยส่วนใหญ่ก็ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาอื่น แต่มักหมายถึงให้เป็นศาสนาของชนกลุ่มน้อยเท่านั้นและกีดกันไม่ให้คนในศาสนาหลักเปลี่ยนศาสนา

8.ตราสัญลักษณ์ของชาติ ธงชาติ และของหน่วยงานราชการจะมีมาจากเนื้อหาของศาสนาหลักปนอยู่

9.มีโทษสำหรับการกระทำที่หมิ่นศาสนาหรือบั่นทอนศาสนาหลัก

10.มีการกำหนดให้นักเรียนต้องเรียนศาสนาหลักในโรงเรียนและมีพิธีกรรมของศาสนาหลักในโรงเรียน

11.มีสัญลักษณ์ของศาสนาหลักปรากฏอยู่ทั่วไปตามสถานที่ราชการ

จะเห็นได้ว่ายังไม่มีบางข้อที่เกิดในไทย ฉะนั้นเราจะดูที่"รัฐกึ่งศาสนา"

  • รัฐกึ่งศาสนา

   รัฐกึ่งศาสนา(Semi-religious state) หมายถึงรัฐศาสนาบางประเภทที่หลีกเลี่ยงการทำให้ตนเป็นรัฐศาสนาที่ชัดเจน จึงไม่ระบุในรัฐธรรมนูญว่าประเทศตนมีศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ก็มีเขียนอ้อมไว้ เช่น ระบุว่าประมุขต้องนับถือศาสนาใดหรือเขียนเชิงพรรณนาว่ามีศาสนาใดเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมอันยาวนาน กรณีแบบนี้ก็ถือว่าเป็นรัฐกึ่งศาสนา

   รัฐกึ่งศาสนา แม้จะไม่ระบุศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ได้ แต่ก็มีการยกย่องเชิดชูศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษในลักษณะเป็นศาสนาแห่งจารีตประเพณีของชาติ และจะมีการสนับสนุนศาสนานั้นเป็นพิเศษอย่างเห็นได้ชัด มีการอุดหนุนศาสนาหลัก ใช้พิธีกรรมของศาสนาหลักในการทำรัฐพิธี มีสัญลักษณ์ของศาสนาอยู่ทั่วไป มีการกำหนดให้นักเรียนเรียนศาสนาหลักและการทำศาสนพิธีของศาสนาหลักในโรงเรียน ฯลฯ

ดูแล้ว ประเทศไทยนั้นเข้าข่ายรัฐกึ่งศาสนาแน่นอนเลยทีเดียว เป็นรัฐศาสนาที่ไม่ชัดเจน

  • รัฐโลกวิสัย

  รัฐโลกวิสัย (Secular State) คือรัฐหรือประเทศที่ให้เสรีภาพและความเสมอภาคและเป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุนหรือต่อต้านความเชื่อหรือการปฏิบัติทางศาสนาใดๆ รัฐโลกวิสัยจะปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่จะไม่มีศาสนาประจำชาติหรือหากมีศาสนาประจำชาติ ศาสนานั้นก็จะมีความหมายเชิงสัญลักษณ์และไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

   ประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูงจะเลือกเป็นรัฐโลกวิสัย ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน สวีเดน เยอรมัน สิงคโปร์ ฯลฯ สิ่งที่น่าสนใจคือต้นกำเนิดของศาสนาใหญ่ๆหรือนิกายใหญ่ๆก็ล้วนระบุว่าประเทศตนเป็นรัฐโลกวิสัย หรือ Secular State ด้วยทั้งสิ้น เช่น เยอรมัน(คริสต์ นิกายลูเธอร์แรน) อินเดีย(ฮินดู อิสลาม พุทธ) จีน(เต๋า พุทธ) รัสเซีย (คริสต์ นิกายรัสเซียนออร์โธดอกซ์)

   โดยบางประเทศนั้นเชื่อว่าศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร จึงเกิดคำถามว่า ความเป็นรัฐศาสนาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือไม่? อย่างไร? ทุกวันนี้ข้อมูลจากทั่วโลกกลับพบว่าประเทศที่เป็นรัฐโลกวิสัยหรือรัฐฆราวาสก็มีระดับคุณภาพประชากรที่สูง เช่น โลกตะวันตก ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น ในขณะที่รัฐศาสนาส่วนใหญ่กลับมีระดับคุณภาพต่ำกว่าเสียด้วยซ้ำ ฉะนั้นจึงไม่อาจพูดได้ว่า การเป็นรัฐศาสนาจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต

      เอาล่ะ ที่นี้บางคนอาจคิดว่ารัฐโลกวิสัยนี่มันคงทำให้คนเป็นคนชั่วกว่าการเป็นรัฐศาสนา(พุทธ) ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริงเลย รัฐโลกวิสัยที่ไหนในโลกก็ตระหนักและห่วงใยถึงผลเสียของเสรีภาพที่เกินเหตุและไร้ขอบเขตกันทั้งนั้น เพราะเหตุว่าการเหลื่อมล้ำในสังคมมากเกินไป ก็จะเกิดปัญหาความยากจน ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบ ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบ ความไม่เป็นธรรม อาชญากรรม ปัญหาชนชั้น ปัญหาสังคม ฯลฯ

   แล้วสิ่งนี้จะทำให้ประชาชนไม่รักชาติ แตกแยก เล่นพรรคเล่นพวก จนรัฐไม่มีความมั่นคง จนสามารถกลายเป็นรัฐล่มสลายได้ในที่สุด

   ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่รัฐโลกวิสัยจะต้องมีมาตรการป้องกันและแก้ไขสิ่งเหล่านี้ด้วยหลายๆวิธี ทั้งการอบรมบ่มเพาะ การรณรงค์ส่งเสริมให้รางวัล กระจายอำนาจ กระจายรายได้ทำให้เกิดความเป็นธรรมลดการเหลื่อมล้ำ จนถึงออกกฎหมายบังคับและลงโทษให้เด็ดขาด

   จะเห็นได้ว่า รัฐโลกวิสัยก็คิดสิ่งแหล่านี้ได้ มีมาตรการป้องกันและแก้ปัญหา เพียงไม่ใช้ศาสนาเป็นแนวทาง อีกทั้งยังเหนือกว่ารัฐศาสนาใน 4 สิ่งนี้อีก คือ

   1.ในรัฐโลกวิสัย สังคมมีโอกาสจะมีกฎหมายและนโยบายที่มีเหตุผลพิสูจน์ได้ล้วนๆ อันจะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่สามารถยอมรับได้อย่างเต็มใจ ถ้าเป็นรัฐศาสนา กฎหมายจะถูกกำหนดโดยคัมภีร์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งต้องเชื่อฟัง ทำตามโดยไม่มีคำอธิบาย

   2.ในรัฐโลกวิสัย สังคมมีโอกาสเรียนรู้ แก้ไข รัฐโลกวิสัยอาจผิดพลาดได้แต่มันสามารถแก้ไขได้ แต่รัฐศาสนาผิดอย่างไรก็แก้ไขไม่ได้ เพราะผิดต่อคัมภีร์และจารีต ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แปลว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

   3.ในรัฐโลกวิสัย สังคมยังมีโอกาสยุติธรรมกับคนทุกศาสนา ทุกนิกายและคนไม่นับถือศาสนาได้มากกว่า แต่ถ้าในรัฐศาสนา ต้องยึดคัมภีร์บางศาสนาเป็นหลัก แม้จะผ่อนปรนศาสนิกอื่น แต่ก็มีแนวโน้มจะเกิดความอยุติธรรมอยู่ดี ซึ่งเกิดปัญหาอื่นตามมาแน่นอน

   4.ในรัฐโลกวิสัยจะไม่มีคนในศาสนาใดมีอภิสิทธิ์หรือได้เปรียบเหนือศาสนิกอื่นด้วยเหตุผลทางศาสนาและไม่มีใครถูกริดรอนสิทธิและการเอารัดเอาเปรียบด้วยเหตุทางศาสนา

   จากตรงนี้เราจะเห็นได้ว่ารัฐโลกวิสัยนั้นย่อมดีกว่ารัฐศาสนาอย่างแน่นอน แม้ไม่มีศาสนาประจำชาติหรือการสอนศาสนาในโรงเรียนของรัฐ ก็ยังสามารถสอนคนให้เป็นคนดีได้ด้วย จริยธรรมแบบโลกวิสัย

"จริยธรรมแบบโลกวิสัย"(Secular Ethics) มีหลายหลักการ คือ

1.เสรีภาพ มีเต็มที่ ห้ามเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ไม่เอากฎศีลธรรมเชิงศาสนามาควบคุม

มีเสรีภาพเต็มที่ในการนับถือศาสนา เปลี่ยนศาสนา ไม่นับถือศาสนา รวมไปถึงวิจารณ์ศาสนา

2.ความเสมอภาค เพราะถ้ามีแค่เสรีภาพแต่ไม่มีความเสมอภาค สังคมก็เกิดความอยุติธรรม

ในทางศาสนา คือ ไม่เอาแนวทางของศาสนาใดศาสนาหนึ่งมามีอภิสิทธิ์เหนือศาสนาอื่น

3.ประโยชน์นิยม สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมากที่สุดคือสิ่งที่ดีที่สุด

4.ยึดเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย การจะออกกฎหมายห้ามใดๆต้องพิสูจน์ได้เชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ห้ามเพราะศาสนาบอกไว้อย่างนั้น

5.ยึดเสียงส่วนใหญ่ของพลเมือง ยอมรับมติจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ในกรณีที่ยึดหลักสามประการแรกแล้ไม่อาจหาความจริงเชิงวิทยาศาสตร์สนับสนุนได้ อาจแสดงออกด้วยการทำประชาพิจารณ์ ประชามติ

     จากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นได้ว่า รัฐโลกวิสัยนั้นโดยภาพรวมนั้นดีกว่ารัฐศาสนามากจริงๆ ซ้ำร้าย รัฐศาสนาได้ให้ข้อเสียหลายประการเลยทีเดียว ทีนี้ถึงเวลาหรือยัง? ที่ประชาชนทุกท่านจะร่วมกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไปในโลกยุคปัจจุบัน ทำให้เป็นประเทศที่มีเสรีภาพและความเสมอภาคทางศาสนาโดยสมบูรณ์เสียที ผมและชาวไทยหลายท่านกำลังรอการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อยู่ เพื่ออนาคตของชาติและลูกหลานของเรา

 

(ขอขอบคุณ ข้อมูลจากหนังสือศาสนวิทยาและศาสนายุคโพสท์โมเดิร์น โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ ผู้จุดประกายความคิดเรื่องรัฐโลกวิสัย)

 

                                       

avatar of the starter
North Suparerkผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 166 คน

ประเด็นรณรงค์

   

   เหตุผลที่ต้องการรณรงค์ให้ประเทศไทยนั้นมีการแยกศาสนาออกจากรัฐและทำให้เป็นรัฐโลกวิสัยก็เพราะประสงค์ให้ประเทศไทยนั้นมีเสรีภาพและความเสมอภาคทางศาสนาโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องการให้รัฐนั้นใช้ศาสนามาบังหน้าแล้วทำการทุจริต คดโกงชาติบ้านเมือง ไม่ต้องการให้มีการบังคับหรือกึ่งบังคับยัดเยียดศาสนาให้แก่เด็กและเยาวชนทั้งโดยนโยบาย ระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนของรัฐและหลักสูตรการศึกษา ไม่ต้องการให้ศาสนาใดศาสนาหนึ่งมีอภิสิทธิ์มากกว่าศาสนาอื่น โดยประเทศไทยนั้นถือได้ว่ามีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติโดยพฤตินัย(De Facto) จึงเป็นเหตุผลอันสมควรที่จะมีการรณรงค์เรื่องนี้นั้นเกิดขึ้น

ทั้งนี้ผมและชาวไทยหลายท่านมิได้มีเจตนาจะต่อต้านศาสนาแต่ประการใด แต่เป็นการกระทำที่เป็นคุณอนันต์แก่ชาติไทยของเรา

  • การแยกศาสนาออกจากรัฐ

   หลายคนอาจไม่ทราบหรือไม่เข้าใจว่าการแยกศาสนาออกจากรัฐนั้น มันคืออะไร? จะอธิบายดังนี้

   หลักการเรื่องเสรีภาพทางศาสนา มี 2 หลักการที่เกี่ยวข้อง หลักการแรกคือ เสรีภาพในการนับถือศาสนา (Freedom of Religion) หลักการที่สอง คือ การแยกศาสนาออกจากรัฐ (The Separation of Religion and State) ซึ่งเกี่ยวข้องกันแต่ไม่เหมือนกัน

   การแยกศาสนาออกจากรัฐ ทำให้ประเทศมีความเป็นกลางทางศาสนา โดยไม่มีศาสนาประจำชาติ ประชาชนทุกคนมีความเท่าเทียมทางศาสนา ในขณะที่ประเทศที่แยกศาสนาออกจากรัฐ ก็ย่อมจะมีศาสนาประจำชาติและมีแนวโน้มที่จะไม่เป็นกลางทางศาสนากัน โดยประเทศไทยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาแต่ไม่แยกศาสนาอออกจากรัฐ

   ซึ่งที่จริงแล้วเสรีภาพในการนับถือศาสนาก็ต้องตั้งอยู่บนหลักพื้นฐานเรื่องความเสมอภาคด้วย รัฐจึงควรปฏิบัติต่อทุกศาสนาอย่างเสมอภาคกันและหลีกเลี่ยงการให้ความสำคัญกับศาสนาใดศาสนาหนึ่งเกินความจำเป็น

   การแยกศาสนาออกจากรัฐนั้นโดยภาพรวมถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ในโลกนั้นมีความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันชาติกับศาสนาอยู่ 3 ประเภท คือรัฐศาสนา รัฐกึ่งศาสนาและรัฐโลกวิสัย โดยรัฐโลกวิสัยนั้นที่เกี่ยวข้องกันกับการแยกศาสนาออกจากรัฐ จึงขออธิบายดังนี้

  • รัฐศาสนา

   รัฐศาสนา(Religious State) มีความหมาย 2 ระดับ

1.รัฐหรือประเทศที่ระบุชัดในรัฐธรรมนูญและการปฏิบัติว่ามีการยกย่องให้ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจำชาติและให้ศาสนานั้นมีอิทธิพลต่อรัฐ

2.ประเทศที่เคร่งในศาสนาใดศาสนาหนึ่งอย่างเต็มที่ จนเอาหลักคำสอนมาปกครองประเทศ

ลักษณะทั่วไปของรัฐศาสนา มีลักษณะดังนี้คือ

1.ระบุในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนว่า มีศาสนาใดหรือแม้กระทั่งนิกายใดเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งแม้จะบอกว่าให้เสรีภาพทางศาสนาแก่ศาสนาอื่น แต่ก็ต้องเป็นรอง และห้ามขัดแย้งกับศาสนาหลัก

2.ผู้นำประเทศต้องนับถือศาสนาหลักหรืออาจต้องเป็นผู้นำศาสนาหลักด้วย

3.มีการให้ศาสนาหลักเป็นศาสนาเดียวหรือศาสนาหลักในรัฐพิธี

4.รัฐอุดหนุนบำรุงศาสนาหลักอย่างเต็มที่

5.ใช้หลักคำสอนศาสนาหลักมากำหนดเป็นกฎหมายและประเพณีของรัฐอย่างมาก

6.ใช้วันสำคัญทางศาสนาหลักมาเป็นวันหยุดราชการและวันสำคัญของชาติ

7.รัฐศาสนาโดยส่วนใหญ่ก็ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนาอื่น แต่มักหมายถึงให้เป็นศาสนาของชนกลุ่มน้อยเท่านั้นและกีดกันไม่ให้คนในศาสนาหลักเปลี่ยนศาสนา

8.ตราสัญลักษณ์ของชาติ ธงชาติ และของหน่วยงานราชการจะมีมาจากเนื้อหาของศาสนาหลักปนอยู่

9.มีโทษสำหรับการกระทำที่หมิ่นศาสนาหรือบั่นทอนศาสนาหลัก

10.มีการกำหนดให้นักเรียนต้องเรียนศาสนาหลักในโรงเรียนและมีพิธีกรรมของศาสนาหลักในโรงเรียน

11.มีสัญลักษณ์ของศาสนาหลักปรากฏอยู่ทั่วไปตามสถานที่ราชการ

จะเห็นได้ว่ายังไม่มีบางข้อที่เกิดในไทย ฉะนั้นเราจะดูที่"รัฐกึ่งศาสนา"

  • รัฐกึ่งศาสนา

   รัฐกึ่งศาสนา(Semi-religious state) หมายถึงรัฐศาสนาบางประเภทที่หลีกเลี่ยงการทำให้ตนเป็นรัฐศาสนาที่ชัดเจน จึงไม่ระบุในรัฐธรรมนูญว่าประเทศตนมีศาสนาใดเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ก็มีเขียนอ้อมไว้ เช่น ระบุว่าประมุขต้องนับถือศาสนาใดหรือเขียนเชิงพรรณนาว่ามีศาสนาใดเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมอันยาวนาน กรณีแบบนี้ก็ถือว่าเป็นรัฐกึ่งศาสนา

   รัฐกึ่งศาสนา แม้จะไม่ระบุศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญก็ได้ แต่ก็มีการยกย่องเชิดชูศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นพิเศษในลักษณะเป็นศาสนาแห่งจารีตประเพณีของชาติ และจะมีการสนับสนุนศาสนานั้นเป็นพิเศษอย่างเห็นได้ชัด มีการอุดหนุนศาสนาหลัก ใช้พิธีกรรมของศาสนาหลักในการทำรัฐพิธี มีสัญลักษณ์ของศาสนาอยู่ทั่วไป มีการกำหนดให้นักเรียนเรียนศาสนาหลักและการทำศาสนพิธีของศาสนาหลักในโรงเรียน ฯลฯ

ดูแล้ว ประเทศไทยนั้นเข้าข่ายรัฐกึ่งศาสนาแน่นอนเลยทีเดียว เป็นรัฐศาสนาที่ไม่ชัดเจน

  • รัฐโลกวิสัย

  รัฐโลกวิสัย (Secular State) คือรัฐหรือประเทศที่ให้เสรีภาพและความเสมอภาคและเป็นกลางทางด้านศาสนา ไม่สนับสนุนหรือต่อต้านความเชื่อหรือการปฏิบัติทางศาสนาใดๆ รัฐโลกวิสัยจะปฏิบัติต่อประชาชนอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ส่วนใหญ่จะไม่มีศาสนาประจำชาติหรือหากมีศาสนาประจำชาติ ศาสนานั้นก็จะมีความหมายเชิงสัญลักษณ์และไม่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

   ประเทศที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูงจะเลือกเป็นรัฐโลกวิสัย ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน สวีเดน เยอรมัน สิงคโปร์ ฯลฯ สิ่งที่น่าสนใจคือต้นกำเนิดของศาสนาใหญ่ๆหรือนิกายใหญ่ๆก็ล้วนระบุว่าประเทศตนเป็นรัฐโลกวิสัย หรือ Secular State ด้วยทั้งสิ้น เช่น เยอรมัน(คริสต์ นิกายลูเธอร์แรน) อินเดีย(ฮินดู อิสลาม พุทธ) จีน(เต๋า พุทธ) รัสเซีย (คริสต์ นิกายรัสเซียนออร์โธดอกซ์)

   โดยบางประเทศนั้นเชื่อว่าศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร จึงเกิดคำถามว่า ความเป็นรัฐศาสนาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือไม่? อย่างไร? ทุกวันนี้ข้อมูลจากทั่วโลกกลับพบว่าประเทศที่เป็นรัฐโลกวิสัยหรือรัฐฆราวาสก็มีระดับคุณภาพประชากรที่สูง เช่น โลกตะวันตก ญี่ปุ่น จีน เป็นต้น ในขณะที่รัฐศาสนาส่วนใหญ่กลับมีระดับคุณภาพต่ำกว่าเสียด้วยซ้ำ ฉะนั้นจึงไม่อาจพูดได้ว่า การเป็นรัฐศาสนาจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต

      เอาล่ะ ที่นี้บางคนอาจคิดว่ารัฐโลกวิสัยนี่มันคงทำให้คนเป็นคนชั่วกว่าการเป็นรัฐศาสนา(พุทธ) ซึ่งไม่ใช่เรื่องจริงเลย รัฐโลกวิสัยที่ไหนในโลกก็ตระหนักและห่วงใยถึงผลเสียของเสรีภาพที่เกินเหตุและไร้ขอบเขตกันทั้งนั้น เพราะเหตุว่าการเหลื่อมล้ำในสังคมมากเกินไป ก็จะเกิดปัญหาความยากจน ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบ ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบ ความไม่เป็นธรรม อาชญากรรม ปัญหาชนชั้น ปัญหาสังคม ฯลฯ

   แล้วสิ่งนี้จะทำให้ประชาชนไม่รักชาติ แตกแยก เล่นพรรคเล่นพวก จนรัฐไม่มีความมั่นคง จนสามารถกลายเป็นรัฐล่มสลายได้ในที่สุด

   ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่รัฐโลกวิสัยจะต้องมีมาตรการป้องกันและแก้ไขสิ่งเหล่านี้ด้วยหลายๆวิธี ทั้งการอบรมบ่มเพาะ การรณรงค์ส่งเสริมให้รางวัล กระจายอำนาจ กระจายรายได้ทำให้เกิดความเป็นธรรมลดการเหลื่อมล้ำ จนถึงออกกฎหมายบังคับและลงโทษให้เด็ดขาด

   จะเห็นได้ว่า รัฐโลกวิสัยก็คิดสิ่งแหล่านี้ได้ มีมาตรการป้องกันและแก้ปัญหา เพียงไม่ใช้ศาสนาเป็นแนวทาง อีกทั้งยังเหนือกว่ารัฐศาสนาใน 4 สิ่งนี้อีก คือ

   1.ในรัฐโลกวิสัย สังคมมีโอกาสจะมีกฎหมายและนโยบายที่มีเหตุผลพิสูจน์ได้ล้วนๆ อันจะทำให้ผู้คนส่วนใหญ่สามารถยอมรับได้อย่างเต็มใจ ถ้าเป็นรัฐศาสนา กฎหมายจะถูกกำหนดโดยคัมภีร์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งต้องเชื่อฟัง ทำตามโดยไม่มีคำอธิบาย

   2.ในรัฐโลกวิสัย สังคมมีโอกาสเรียนรู้ แก้ไข รัฐโลกวิสัยอาจผิดพลาดได้แต่มันสามารถแก้ไขได้ แต่รัฐศาสนาผิดอย่างไรก็แก้ไขไม่ได้ เพราะผิดต่อคัมภีร์และจารีต ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แปลว่าไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

   3.ในรัฐโลกวิสัย สังคมยังมีโอกาสยุติธรรมกับคนทุกศาสนา ทุกนิกายและคนไม่นับถือศาสนาได้มากกว่า แต่ถ้าในรัฐศาสนา ต้องยึดคัมภีร์บางศาสนาเป็นหลัก แม้จะผ่อนปรนศาสนิกอื่น แต่ก็มีแนวโน้มจะเกิดความอยุติธรรมอยู่ดี ซึ่งเกิดปัญหาอื่นตามมาแน่นอน

   4.ในรัฐโลกวิสัยจะไม่มีคนในศาสนาใดมีอภิสิทธิ์หรือได้เปรียบเหนือศาสนิกอื่นด้วยเหตุผลทางศาสนาและไม่มีใครถูกริดรอนสิทธิและการเอารัดเอาเปรียบด้วยเหตุทางศาสนา

   จากตรงนี้เราจะเห็นได้ว่ารัฐโลกวิสัยนั้นย่อมดีกว่ารัฐศาสนาอย่างแน่นอน แม้ไม่มีศาสนาประจำชาติหรือการสอนศาสนาในโรงเรียนของรัฐ ก็ยังสามารถสอนคนให้เป็นคนดีได้ด้วย จริยธรรมแบบโลกวิสัย

"จริยธรรมแบบโลกวิสัย"(Secular Ethics) มีหลายหลักการ คือ

1.เสรีภาพ มีเต็มที่ ห้ามเฉพาะสิ่งที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น ไม่เอากฎศีลธรรมเชิงศาสนามาควบคุม

มีเสรีภาพเต็มที่ในการนับถือศาสนา เปลี่ยนศาสนา ไม่นับถือศาสนา รวมไปถึงวิจารณ์ศาสนา

2.ความเสมอภาค เพราะถ้ามีแค่เสรีภาพแต่ไม่มีความเสมอภาค สังคมก็เกิดความอยุติธรรม

ในทางศาสนา คือ ไม่เอาแนวทางของศาสนาใดศาสนาหนึ่งมามีอภิสิทธิ์เหนือศาสนาอื่น

3.ประโยชน์นิยม สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมากที่สุดคือสิ่งที่ดีที่สุด

4.ยึดเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย การจะออกกฎหมายห้ามใดๆต้องพิสูจน์ได้เชิงวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ห้ามเพราะศาสนาบอกไว้อย่างนั้น

5.ยึดเสียงส่วนใหญ่ของพลเมือง ยอมรับมติจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ในกรณีที่ยึดหลักสามประการแรกแล้ไม่อาจหาความจริงเชิงวิทยาศาสตร์สนับสนุนได้ อาจแสดงออกด้วยการทำประชาพิจารณ์ ประชามติ

     จากข้อมูลทั้งหมด จะเห็นได้ว่า รัฐโลกวิสัยนั้นโดยภาพรวมนั้นดีกว่ารัฐศาสนามากจริงๆ ซ้ำร้าย รัฐศาสนาได้ให้ข้อเสียหลายประการเลยทีเดียว ทีนี้ถึงเวลาหรือยัง? ที่ประชาชนทุกท่านจะร่วมกันพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไปในโลกยุคปัจจุบัน ทำให้เป็นประเทศที่มีเสรีภาพและความเสมอภาคทางศาสนาโดยสมบูรณ์เสียที ผมและชาวไทยหลายท่านกำลังรอการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้อยู่ เพื่ออนาคตของชาติและลูกหลานของเรา

 

(ขอขอบคุณ ข้อมูลจากหนังสือศาสนวิทยาและศาสนายุคโพสท์โมเดิร์น โดย ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ ผู้จุดประกายความคิดเรื่องรัฐโลกวิสัย)

 

                                       

avatar of the starter
North Suparerkผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

The Government of Thailand
The Government of Thailand
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 19 ตุลาคม ค.ศ. 2015 แล้ว