

ประกันสังคมต้องเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมให้เท่าเทียมกับระบบหลักประกันสุขภาพอื่น


ประกันสังคมต้องเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านทันตกรรมให้เท่าเทียมกับระบบหลักประกันสุขภาพอื่น
ประเด็นรณรงค์
สำนักงานประกันสังคม ฟังทางนี้!!!
สิทธิประโยชน์ทันตกรรมต้องเท่าเทียม
อุด ขูด ถอน ผ่าตัดฟันคุด และฟันเทียมต้องใช้ได้ตามความจำเป็น ไม่ต้องสำรองจ่าย ไม่ต้องจ่ายเพิ่มส่วนเกินเอง ต้องเข้ารับบริการได้ทั้งคลินิกรัฐและเอกชน
ที่ผ่านมา มีความเดือดร้อนของผู้ประกันตน และได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการรับบริการทันตกรรมของสิทธิประกันสังคม (สปส.) โดยเฉพาะการบริการพื้นฐาน อย่างอุดฟัน ถอนฟัน และขูดหินปูน เพราะแม้จะเหมือนกับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) แต่กลับพบว่าผู้ประกันตนมีปัญหาเรื่องนี้มาก เนื่องจากประกันสังคมจะจำกัดวงเงินในการเข้ารับบริการพื้นฐานไม่เกินวงเงิน 600 บาทต่อปี โดยผู้ประกันตนต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อน และหากผู้ประกันตนมีปัญหาช่องปากในราคาที่เกินวงเงินกำหนด ก็ต้องจ่ายเอง ซึ่งแตกต่างจากสิทธิบัตรทองที่เมื่อไปอุดฟัน แต่กลับพบปัญหาโรคทางช่องปากอื่นๆ เพิ่ม เช่น โรคเหงือก ก็จะครอบคลุมรักษาให้ทันที โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงิน หรือจ่ายเพิ่มเหมือนผู้ประกันตน
ล่าสุด มีกรณีผู้ประกันตนท่านหนึ่งอายุประมาณ 50 ปี มีปัญหาปวดฟันมาก แต่ไม่กล้าไปรับบริการ เพราะกลัวต้องจ่ายเพิ่ม ขณะเดียวกัน ไม่มีเงินสำรองจ่าย เพราะเป็นลูกจ้างมีรายได้วันละ 300 บาท หากสำรองจ่ายไปก่อนจะไม่มีเงินใช้จ่ายรายวันทำให้ต้องทนปวดฟันมาเป็นเวลา 4-5 ปี สุดท้ายป่วยด้วยโรคมะเร็งช่องปากและเสียชีวิตแล้ว
เราพบว่าผู้ประกันตนที่เข้าถึงบริการทันตกรรมน้อยมาก โดยข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมพบว่า ปี 2557 มีผู้ประกันตนเข้ารับบริการอุดฟันจำนวน 668,335 คน ถอนฟันจำนวน 473,719 คน และขูดหินปูนจำนวน 586,984 คน ขณะที่ผู้ประกันตนต้องใส่ฟันปลอมมีจำนวน 40,502 คน คิดอัตราเฉลี่ยผู้ประกันตนที่เข้าถึงบริการทันตกรรมอยู่ที่ร้อยละ 6 ของผู้ประกันตนทั้งหมด 11 ล้านคน
สรุปคือ มีผู้ประกันตนประมาณ 1.7 ล้านคนที่เข้าถึงบริการ ขณะที่สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ หรือ IHPP เคยสำรวจการเข้าถึงบริการทันตกรรม และส่วนหนึ่งเคยสอบถามผู้ประกันตนว่า เคยไปรับบริการทันตกรรมและได้เบิกเงินกับทางประกันสังคมหรือไม่ กลับพบว่าร้อยละ 37 ของผู้ประกันตนที่ไปใช้บริการ กลับไม่เคยเบิกเงินที่สำรองจ่ายไปเลย เพราะใช้ประกันสุขภาพจากเอกชน และยอมจ่ายเงินเอง เพราะรู้สึกเสียเวลาต้องไปเบิกเงินเพียง 300-600 บาท ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างแรงงานหากต้องไปเบิกเงินจะทำให้เสียโอกาสการทำงาน และรับค่าจ้างรายวัน
19,932
ประเด็นรณรงค์
สำนักงานประกันสังคม ฟังทางนี้!!!
สิทธิประโยชน์ทันตกรรมต้องเท่าเทียม
อุด ขูด ถอน ผ่าตัดฟันคุด และฟันเทียมต้องใช้ได้ตามความจำเป็น ไม่ต้องสำรองจ่าย ไม่ต้องจ่ายเพิ่มส่วนเกินเอง ต้องเข้ารับบริการได้ทั้งคลินิกรัฐและเอกชน
ที่ผ่านมา มีความเดือดร้อนของผู้ประกันตน และได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาการรับบริการทันตกรรมของสิทธิประกันสังคม (สปส.) โดยเฉพาะการบริการพื้นฐาน อย่างอุดฟัน ถอนฟัน และขูดหินปูน เพราะแม้จะเหมือนกับสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) แต่กลับพบว่าผู้ประกันตนมีปัญหาเรื่องนี้มาก เนื่องจากประกันสังคมจะจำกัดวงเงินในการเข้ารับบริการพื้นฐานไม่เกินวงเงิน 600 บาทต่อปี โดยผู้ประกันตนต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อน และหากผู้ประกันตนมีปัญหาช่องปากในราคาที่เกินวงเงินกำหนด ก็ต้องจ่ายเอง ซึ่งแตกต่างจากสิทธิบัตรทองที่เมื่อไปอุดฟัน แต่กลับพบปัญหาโรคทางช่องปากอื่นๆ เพิ่ม เช่น โรคเหงือก ก็จะครอบคลุมรักษาให้ทันที โดยไม่ต้องสำรองจ่ายเงิน หรือจ่ายเพิ่มเหมือนผู้ประกันตน
ล่าสุด มีกรณีผู้ประกันตนท่านหนึ่งอายุประมาณ 50 ปี มีปัญหาปวดฟันมาก แต่ไม่กล้าไปรับบริการ เพราะกลัวต้องจ่ายเพิ่ม ขณะเดียวกัน ไม่มีเงินสำรองจ่าย เพราะเป็นลูกจ้างมีรายได้วันละ 300 บาท หากสำรองจ่ายไปก่อนจะไม่มีเงินใช้จ่ายรายวันทำให้ต้องทนปวดฟันมาเป็นเวลา 4-5 ปี สุดท้ายป่วยด้วยโรคมะเร็งช่องปากและเสียชีวิตแล้ว
เราพบว่าผู้ประกันตนที่เข้าถึงบริการทันตกรรมน้อยมาก โดยข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคมพบว่า ปี 2557 มีผู้ประกันตนเข้ารับบริการอุดฟันจำนวน 668,335 คน ถอนฟันจำนวน 473,719 คน และขูดหินปูนจำนวน 586,984 คน ขณะที่ผู้ประกันตนต้องใส่ฟันปลอมมีจำนวน 40,502 คน คิดอัตราเฉลี่ยผู้ประกันตนที่เข้าถึงบริการทันตกรรมอยู่ที่ร้อยละ 6 ของผู้ประกันตนทั้งหมด 11 ล้านคน
สรุปคือ มีผู้ประกันตนประมาณ 1.7 ล้านคนที่เข้าถึงบริการ ขณะที่สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ หรือ IHPP เคยสำรวจการเข้าถึงบริการทันตกรรม และส่วนหนึ่งเคยสอบถามผู้ประกันตนว่า เคยไปรับบริการทันตกรรมและได้เบิกเงินกับทางประกันสังคมหรือไม่ กลับพบว่าร้อยละ 37 ของผู้ประกันตนที่ไปใช้บริการ กลับไม่เคยเบิกเงินที่สำรองจ่ายไปเลย เพราะใช้ประกันสุขภาพจากเอกชน และยอมจ่ายเงินเอง เพราะรู้สึกเสียเวลาต้องไปเบิกเงินเพียง 300-600 บาท ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างแรงงานหากต้องไปเบิกเงินจะทำให้เสียโอกาสการทำงาน และรับค่าจ้างรายวัน
19,932
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 21 มีนาคม ค.ศ. 2016 แล้ว