ทุกรร.ต้องมีนักจิตวิทยา-ครูต้องเรียนรู้สิทธิเด็ก ป้องกันไม่ให้ #รร.ชื่อดังย่านโคลี เกิดซ้ำ


ทุกรร.ต้องมีนักจิตวิทยา-ครูต้องเรียนรู้สิทธิเด็ก ป้องกันไม่ให้ #รร.ชื่อดังย่านโคลี เกิดซ้ำ
ประเด็นรณรงค์
ทุกรร.ต้องมีนักจิตวิทยา-ครูต้องเรียนรู้สิทธิเด็ก ป้องกันไม่ให้กรณี #รร.ชื่อดังย่านโคลี เกิดซ้ำ
12 พ.ค. 65 ‘ปลอบขวัญ’ เด็กนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนสตรีพัทลุงได้ผูกคอตาย จดเกิดเป็นแฮทช์แท็ก #รรชื่อดังย่านโคลีที่ไวรัลในโลกออนไลน์
เรากับปลอบขวัญอยู่โรงเรียนเดียวกัน น้องทักมาคุยก่อนแล้วรู้จักกันค่ะ น้องเป็นเด็กขยันมากๆ นะ มาทำงานกับเราทางออนไลน์ และพอรู้ว่าเราทำงานนอกด้วยก็ทักมาถามเลย คือเป็นเด็กที่คุยด้วยแล้วรู้สึกสดใสมากๆ เด็กคนนี้โคตรจะน่ารักเลยนะเอาจริงๆ
เราได้รู้จากในทวิตเตอร์ว่าวันที่ 9 พ.ค. โรงเรียนสตรีพัทลุงเปิดเรียนเฉพาะชั้น ม.1 ม.2 และ ม.4 วันนั้นน้องที่อยู่สงขลาจะต้องเตรียมตัวกลับมาพัทลุง แต่ติดขบวนเสด็จ ไม่มีใครไปส่งที่สถานีขนส่งได้เลย วันต่อมาครูก็โทรมาถามว่าทำไมถึงไม่มาโรงเรียน น้องบอกเหตุผลไป และเล่าให้ครูฟังว่าเครียดและเหนื่อยจากปัญหาที่บ้าน บอกว่าครูว่ามีเงินติดตัวแค่ 200 บาท แต่ครูที่น้องเคารพกลับพูดกับน้องว่าถ้าไม่มีเงินย้ายไปเรียนที่อื่นดีไหม
น้องบอกเพื่อนว่ารู้สึกมืดแปดด้าน อยากย้ายไปอยู่โรงเรียนอื่น อยากฆ่าตัวตาย จากนั้นได้ขาดการติดต่อกับเพื่อน จนเป็นข่าวฆ่าตัวตาย ต่อมาเพื่อนของน้องได้โทรศัพท์ไปหาครูถึงเรื่องนี้และบันทึกเสียงไว้[1] ส่วนหนึ่งจากคลิปเสียงครูพูดว่าว่า ปลอบขวัญจะอยู่ได้อย่างไรถ้ามีเงินแค่ 200 บาทแล้วไม่มีผู้ปกครอง “ขณะที่เราโทรหาพ่อแม่เขาเนี่ยไม่ได้เลย ตอบครูมาสิว่าครูต้องทำยังไง….” (ฟังคลิปได้ที่นี่ https://www.amarintv.com/news/detail/134251
น้องมีปัญหาครอบครัว มีเรื่องให้เครียดอยู่แล้ว ต้องการคำแนะนำและแนวทางแก้ไข ครูควรที่จะเข้าใจและช่วยเหลือเด็ก แต่กลับได้รับคำพูดที่บั่นทอนมาแทน จริงๆ แล้ว ถ้าเด็กไม่เงินเรียนต่อ ร.ร.สตรีพัทลุง มีระเบียบให้ขอให้ยกเว้นเงินบำรุงการศึกษาได้ ตัวเราเองเป็นเด็กกิจกรรรมและทำเรื่องยกเว้นเงินบำรุงการศึกษามา 1-2 ปี แล้วเหมือนกันก่อนจะเรียนจบ เราสงสัยว่าคุณครูท่านนี้เสนอแนวทางนี้ให้ปลอบขวัญหรือไม่?
ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ร.ร.สตรีพัทลุง เกิดปัญหาครูใช้คำพูดบั่นทอนจิตใจเด็ก หลังปลอบขวัญตายไป มีนักเรียนเปิดเผยแชทที่เคยคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อร้องเรียนเรื่องครูสอนภาษาอังกฤษที่ใช้คำพูดรุนแรง บอกเด็กว่าถ้าอ่านไม่ออกก็ไปตายซะ และเด็กบางคนถูกครูด่าจนร้องไห้ โดยนักเรียนคนดังกล่าวได้เตือนแล้วว่าถ้าเด็กเป็นโรคซึมเศร้าและอ่อนไหวง่ายถ้าฟังแล้วไปตายจริงๆ จะเป็นอย่างไร แล้วผู้อำนวยการโรงเรียนตอบกลับมาว่า
“เรื่องรายละเอียดคำพูดของครูแต่ละคนจะให้ ผอ. ไปจัดการไม่ได้หรอกลูก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ บริบทของครู พูดเล่นพูดจริงพูดสร้างความกดดันเพื่อให้ นร.ฮึดสู้ เป็นธรรมดาระหว่างครูกับลูกศิษย์ ผอ.ว่าเราอย่าไปถือเป็นสรณะ เรารับเอาแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นมงคลแก่ชีวิต….”
เราไม่รู้ว่ายังมีครูอีกกี่คนที่คิดอย่างนี้ และเราไม่รู้ว่ามีครูอีกกี่โรงเรียนที่คิดอย่างนี้ และมีเด็กอีกกี่คนที่ต้องเศร้า เครียด หรือฆ่าตัวตายอย่างปลอบขวัญ
โรงเรียนทุกโรงเรียนควรมีนักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษาเด็กที่ไม่ใช่แค่ครูแนะแนว แต่ให้คำปรึกษาเด็กเรื่องสุขภาพจิต ปัญหาความเครียดจากการศึกษาต่อ ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเงิน และให้คำปรึกษาในเรื่องที่เด็กแก้ไขเองไม่ได้ และครูทุกคนควรได้รับการอบรมเรื่องสิทธิเด็กอย่างจริงจัง
จากที่เราได้เห็นในทวิตเตอร์ของคนคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราเห็นด้วยมากๆ ขอคัดลอกข้อความมาไว้ตรงนี้ “จิตใจคนเรามันบอบบางมากนะ เราไม่รู้ระดับความเข้มแข็งของคนอื่นหรอก แต่เราสามารถลดระดับความรุนแรงจากตัวเราได้” โลกใบนี้มีความโหดร้ายและรุนแรงมากอยู่แล้ว อย่างน้อยเราขอให้โรงเรียนเป็นสักที่หนึ่งที่เป็นเซฟโซนให้เด็ก ขอทุกคนมาร่วมลงชื่อกันค่ะ

10,626
ประเด็นรณรงค์
ทุกรร.ต้องมีนักจิตวิทยา-ครูต้องเรียนรู้สิทธิเด็ก ป้องกันไม่ให้กรณี #รร.ชื่อดังย่านโคลี เกิดซ้ำ
12 พ.ค. 65 ‘ปลอบขวัญ’ เด็กนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนสตรีพัทลุงได้ผูกคอตาย จดเกิดเป็นแฮทช์แท็ก #รรชื่อดังย่านโคลีที่ไวรัลในโลกออนไลน์
เรากับปลอบขวัญอยู่โรงเรียนเดียวกัน น้องทักมาคุยก่อนแล้วรู้จักกันค่ะ น้องเป็นเด็กขยันมากๆ นะ มาทำงานกับเราทางออนไลน์ และพอรู้ว่าเราทำงานนอกด้วยก็ทักมาถามเลย คือเป็นเด็กที่คุยด้วยแล้วรู้สึกสดใสมากๆ เด็กคนนี้โคตรจะน่ารักเลยนะเอาจริงๆ
เราได้รู้จากในทวิตเตอร์ว่าวันที่ 9 พ.ค. โรงเรียนสตรีพัทลุงเปิดเรียนเฉพาะชั้น ม.1 ม.2 และ ม.4 วันนั้นน้องที่อยู่สงขลาจะต้องเตรียมตัวกลับมาพัทลุง แต่ติดขบวนเสด็จ ไม่มีใครไปส่งที่สถานีขนส่งได้เลย วันต่อมาครูก็โทรมาถามว่าทำไมถึงไม่มาโรงเรียน น้องบอกเหตุผลไป และเล่าให้ครูฟังว่าเครียดและเหนื่อยจากปัญหาที่บ้าน บอกว่าครูว่ามีเงินติดตัวแค่ 200 บาท แต่ครูที่น้องเคารพกลับพูดกับน้องว่าถ้าไม่มีเงินย้ายไปเรียนที่อื่นดีไหม
น้องบอกเพื่อนว่ารู้สึกมืดแปดด้าน อยากย้ายไปอยู่โรงเรียนอื่น อยากฆ่าตัวตาย จากนั้นได้ขาดการติดต่อกับเพื่อน จนเป็นข่าวฆ่าตัวตาย ต่อมาเพื่อนของน้องได้โทรศัพท์ไปหาครูถึงเรื่องนี้และบันทึกเสียงไว้[1] ส่วนหนึ่งจากคลิปเสียงครูพูดว่าว่า ปลอบขวัญจะอยู่ได้อย่างไรถ้ามีเงินแค่ 200 บาทแล้วไม่มีผู้ปกครอง “ขณะที่เราโทรหาพ่อแม่เขาเนี่ยไม่ได้เลย ตอบครูมาสิว่าครูต้องทำยังไง….” (ฟังคลิปได้ที่นี่ https://www.amarintv.com/news/detail/134251
น้องมีปัญหาครอบครัว มีเรื่องให้เครียดอยู่แล้ว ต้องการคำแนะนำและแนวทางแก้ไข ครูควรที่จะเข้าใจและช่วยเหลือเด็ก แต่กลับได้รับคำพูดที่บั่นทอนมาแทน จริงๆ แล้ว ถ้าเด็กไม่เงินเรียนต่อ ร.ร.สตรีพัทลุง มีระเบียบให้ขอให้ยกเว้นเงินบำรุงการศึกษาได้ ตัวเราเองเป็นเด็กกิจกรรรมและทำเรื่องยกเว้นเงินบำรุงการศึกษามา 1-2 ปี แล้วเหมือนกันก่อนจะเรียนจบ เราสงสัยว่าคุณครูท่านนี้เสนอแนวทางนี้ให้ปลอบขวัญหรือไม่?
ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ร.ร.สตรีพัทลุง เกิดปัญหาครูใช้คำพูดบั่นทอนจิตใจเด็ก หลังปลอบขวัญตายไป มีนักเรียนเปิดเผยแชทที่เคยคุยกับผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อร้องเรียนเรื่องครูสอนภาษาอังกฤษที่ใช้คำพูดรุนแรง บอกเด็กว่าถ้าอ่านไม่ออกก็ไปตายซะ และเด็กบางคนถูกครูด่าจนร้องไห้ โดยนักเรียนคนดังกล่าวได้เตือนแล้วว่าถ้าเด็กเป็นโรคซึมเศร้าและอ่อนไหวง่ายถ้าฟังแล้วไปตายจริงๆ จะเป็นอย่างไร แล้วผู้อำนวยการโรงเรียนตอบกลับมาว่า
“เรื่องรายละเอียดคำพูดของครูแต่ละคนจะให้ ผอ. ไปจัดการไม่ได้หรอกลูก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ บริบทของครู พูดเล่นพูดจริงพูดสร้างความกดดันเพื่อให้ นร.ฮึดสู้ เป็นธรรมดาระหว่างครูกับลูกศิษย์ ผอ.ว่าเราอย่าไปถือเป็นสรณะ เรารับเอาแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นมงคลแก่ชีวิต….”
เราไม่รู้ว่ายังมีครูอีกกี่คนที่คิดอย่างนี้ และเราไม่รู้ว่ามีครูอีกกี่โรงเรียนที่คิดอย่างนี้ และมีเด็กอีกกี่คนที่ต้องเศร้า เครียด หรือฆ่าตัวตายอย่างปลอบขวัญ
โรงเรียนทุกโรงเรียนควรมีนักจิตวิทยาคอยให้คำปรึกษาเด็กที่ไม่ใช่แค่ครูแนะแนว แต่ให้คำปรึกษาเด็กเรื่องสุขภาพจิต ปัญหาความเครียดจากการศึกษาต่อ ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเงิน และให้คำปรึกษาในเรื่องที่เด็กแก้ไขเองไม่ได้ และครูทุกคนควรได้รับการอบรมเรื่องสิทธิเด็กอย่างจริงจัง
จากที่เราได้เห็นในทวิตเตอร์ของคนคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราเห็นด้วยมากๆ ขอคัดลอกข้อความมาไว้ตรงนี้ “จิตใจคนเรามันบอบบางมากนะ เราไม่รู้ระดับความเข้มแข็งของคนอื่นหรอก แต่เราสามารถลดระดับความรุนแรงจากตัวเราได้” โลกใบนี้มีความโหดร้ายและรุนแรงมากอยู่แล้ว อย่างน้อยเราขอให้โรงเรียนเป็นสักที่หนึ่งที่เป็นเซฟโซนให้เด็ก ขอทุกคนมาร่วมลงชื่อกันค่ะ

10,626
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 14 พฤษภาคม ค.ศ. 2022 แล้ว