

ค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและสิทธิแรงงานของผู้ช่วยสส.ไทย
ประเด็นรณรงค์
[ แถลงการณ์ในนามกลุ่มคนทำงานการเมือง เรื่อง: ข้อเรียกร้องต่อการทบทวนสวัสดิการ และ อัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรมสำหรับผู้ช่วยสส. ]
สืบเนื่องจากการเผยแพร่ระเบียบรัฐสภาอันมีผลเป็นการยกเลิกระเบียบเดิมที่เคยกำหนดให้มีการปรับเพิ่มค่าตอบแทนแก่บุคลากรฝ่ายสนับสนุน ส่งผลให้อัตราค่าตอบแทนของผู้ปฎิบัติงาน ตำแหน่งผู้ช่วยดำเนินงาน ผู้ชำนาญการ และ ผู้เชี่ยวชาญ ของสมาชิกรัฐสภา ยังคงไว้ที่อัตราเดิม พวกเราคนทำงานการเมือง ประกอบด้วยคนที่ทำงานด้านการเมืองในภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ผู้ช่วย, ผู้ชำนาญการ, ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสส.และสว.ในรัฐสภา พนักงานของพรรคการเมือง คณะทำงานการเมืองของกระทรวง กรรมาธิการในรัฐสภา ผู้ช่วยส่วนตัว ฯลฯ ขอแสดงจุดยืนและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคมและรัฐสภา ดังนี้
1. ความสำเร็จของงานในสภา และงานรับใช้ประชาชน ล้วนเกิดจากแรงงานเบื้องหลัง
งานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถบรรลุผลได้ด้วยสส.เพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยกลไกการทำงานเป็นทีมของบุคลากรฝ่ายสนับสนุน ทั้งตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงาน ภาระงานของผู้ปปฏิบัตงานด้านการเมือง ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษารายละเอียดร่างกฎหมาย การรวบรวมข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อเตรียมการอภิปรายสร้างข้อเสนอในแต่ละญัตติ การทำงานในชั้นกรรมาธิการ ตลอดจนการลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน การติดต่อประสานงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน และภาคประชาสังคม
ความสำเร็จในการผ่านร่างกฎหมาย การอภิปรายเปิดโปงการทุจริตครั้งมหึมา หรือการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนผ่านกลไกรัฐสภาล้วนเกิดขึ้นจากการทำงานเป็นทีมของผู้ปฏิบัติงานด้านการเมือง
2. แรงงานการเมืองเป็นอาชีพเต็มเวลา ต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการทำงาน มิใช่งานชั่วคราว
คนทำงานการเมืองจำนวนไม่น้อย มีทักษะ เครือข่าย และประสบการณ์เฉพาะทางจากองค์กรภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา จนถึงองค์กรระดับโลกในหลากหลายประเด็น คนทำงานการเมืองคือฟันเฟืองสำคัญที่ดูแลประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสนในพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร พร้อมประสานความร่วมมือกับท้องถิ่นและเอกชน พวกเรานำความเชี่ยวชาญเติมเต็มงานการเมือง เพื่อให้ สส. สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด
ด้วยเหตุที่กล่าวมา งานด้านการเมืองจึงเป็นงานที่อาศัยทักษะ ความรู้ และ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีความซับซ้อนและมีปริมาณงานสูง มิใช่เพียงอยู่ในกรอบงานธุรการทั่วไป
ความเข้าใจผิดของคนในสังคมนั้นมาจากการมองว่างานผู้ช่วย สส. เป็นเพียงงานชั่วคราวและไม่ใช่อาชีพ พวกเราขอเน้นย้ำว่า งานผู้ช่วย สส. ในปัจจุบันคือการทำงานเต็มเวลา เข้าเกณฑ์เป็นลูกจ้างตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน เนื่องจากเป็นงานที่ต้องทุ่มเท เวลา สติปัญญา และแรงกายตลอด สัปดาห์ ทั้งในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ ตลอดจนในพื้นที่รัฐสภา
การไม่ได้รับการยอมรับในฐานะ "อาชีพ" ไม่เพียงแต่บั่นทอนศักดิ์ศรีของคนทำงาน แต่ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในระยะยาวของฝ่ายนิติบัญญัติไทย และละเลยจุดประสงค์ของการมีตำแหน่งเหล่านี้ในระบบรัฐสภาตั้งแต่เริ่ม ประชาธิปไตยจะพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นต่อไปไม่ได้ หากประชาชนและนักการเมืองไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน ครอบคลุมมากพอ รัฐสภาจะไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์ของตนในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติได้ หากงานของพวกเราไม่ถูกมองเป็นอาชีพหนึ่ง
3. ความไม่สอดคล้องระหว่างภาระงานและ ภาวะเศรษฐกิจ
ประธานรัฐสภาให้เหตุผลในการยกเลิกการปรับขึ้นค่าตอบแทนครั้งนี้ว่าเป็นไปเพราะภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ หากแต่อัตราค่าจ้างของผู้ช่วย สส. เริ่มต้น 15,000 บาทต่อเดือนนี้ ถูกใช้บังคับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ซึ่งผ่านมากว่า 14 ปีแล้ว ในขณะที่ข้าราชการและพนักงานราชการทั่วไปในทุกกระทรวงรวมถึงในรัฐสภาเอง ต่างได้รับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามมติคณะรัฐมนตรีขึ้นเป็น 18,000 บาทแล้วเพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง
ยิ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างภายในรัฐสภาและหน่วยงานภาครัฐ ยิ่งชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำอย่างย้อนแย้ง เพราะในอาคารรัฐสภาแห่งเดียวกันนี้ ข้าราชการสภาและพนักงานราชการประจำสภาในตำแหน่งต่าง ๆ เช่น นิติกร วิทยากร นักวิเคราะห์นโยบายและแผน หรือพนักงานวิชาการ ต่างได้รับเงินเดือนแรกบรรจุเริ่มต้นตั้งแต่ 18,000 ถึง 21,000 บาท พร้อมสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการหรือระบบประกันสังคม มาตรา 33 มีสิทธิเบิกค่าล่วงเวลา (OT) เบี้ยเลี้ยงเดินทาง และการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี เช่นเดียวกับบุคลากรฝ่ายสนับสนุนในองค์กรอิสระ อาทิ ป.ป.ช., กกต., ผู้ตรวจการแผ่นดิน และฝ่ายตุลาการ ที่มีอัตราค่าตอบแทนเริ่มต้นตั้งแต่ 18,000 ถึง 25,000 บาทขึ้นไปพร้อมระบบสวัสดิการคุ้มครอง
ในทางกลับกัน ผู้ช่วยดำเนินงาน ผู้ชำนาญการ และผู้เชี่ยวชาญของ สส. ซึ่งต้องแบกรับภาระงานวิชาการ การกลั่นกรองกฎหมาย การเตรียมข้อมูลอภิปราย ตลอดจนการลงพื้นที่ดูแลประชาชนต่อเนื่องตลอดทั้ง 7 วัน กลับถูกแช่แข็งเงินเดือนไว้ที่ 15,000 บาทคงที่ โดยไม่มีค่า OT ไม่มีเบี้ยเลี้ยง ไม่มีสิทธิประกันสังคมจากรัฐสภา และไม่มีเงินชดเชยใด ๆ เมื่อมีการยุบสภา เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนทำงานการเมืองกลายเป็นกลุ่มแรงงานที่เปราะบางที่สุดในสถาบันนิติบัญญัติอย่างไม่สมเหตุสมผล
การยกเลิกการปรับขึ้นค่าตอบแทนย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีพของผู้ปฏิบัติงานที่ต้องทำงานเต็มเวลาไม่ต่างจากสาขาอาชีพอื่นๆ ขัดต่อหลักการจัดสรรค่าจ้างที่เป็นธรรมตามสภาวะเศรษฐกิจจริง รวมไปถึงการที่ไม่มีสวัสดิการอื่นใด ทั้งการรักษาพยาบาล สิทธิในการเข้าถึงสินเชื่อ รวมไปถึงการประกันสังคม ทำให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการเมือง เป็นกลุ่มคนที่มีสถานะการจ้างงานเปราะบาง อันเป็นสถานะของคนทำงานที่ไม่ควรเกิดขึ้นในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่เป็น 1 ใน 3 อำนาจหลักของรัฐ อีกทั้งยังเกิดความเสี่ยงที่คนมีความสามารถต้องออกไปประกอบอาชีพอื่นแทน
ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยก้าวหน้าล้วนใช้งบประมาณของรัฐในการจ้างผู้ช่วยสส.มากกว่าไทยทั้งสิ้น เช่น สหรัฐอเมริกา 12 เท่า เมื่อถ่วงด้วยกำลังซื้อภายในประเทศ, เกาหลีใต้ 5 เท่า, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน 3-4 เท่า
อีกทั้งยังมีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยเล็งเห็นความสำคัญของพวกเรา ได้เพิ่มเงินค่าตอบแทนและสวัสดิการหลายอย่างที่พวกเราควรได้รับในฐานะแรงงานเพิ่มเติมให้เอง เช่น เงินเดือนเพิ่ม ประกันกลุ่มเอกชน ช่วยส่งประกันสังคมให้ ฯลฯ
4. บทบาทความรับผิดชอบของรัฐสภาในฐานะ "นายจ้างที่เป็นแบบอย่าง"
พวกเราขอชี้แจงว่าผู้ปฏิบัติงานด้านการเมืองคือบุคลากรที่ขับเคลื่อนกลไกนิติบัญญัติของประเทศ การดูแลสวัสดิการ ค่าตอบแทน และการสร้างความมั่นคงในอาชีพ จึงเป็นความรับผิดชอบเชิงสถาบันโดยตรงของรัฐสภา ในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและเป็นผู้ออกกฎหมายที่ต้องดูแลและคุ้มครองแรงงาน และ ประชาชนของประเทศให้ได้รับสิทธิ และ สวัสดิการที่พึงได้ รัฐสภาจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็น "นายจ้างที่เป็นแบบอย่าง" ที่ยึดมั่นในหลักการจ้างงานที่เป็นธรรม
หากรัฐสภาละเลยความรับผิดชอบในการดูแลสวัสดิการและค่าตอบแทนของบุคลากรกลุ่มนี้ จะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อระบบนิติบัญญัติ 2 ประการ คือ:
4.1 การเปิดช่องให้เกิดระบบอุปถัมภ์ : เมื่อโครงสร้างค่าตอบแทนและสวัสดิการจากสภาไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ การเข้าสู่อาชีพนี้จะจำกัดอยู่เพียงกลุ่มคนที่มีฐานะอยู่แล้ว สามารถทำงานรับค่าจ้างต่ำได้โดยไม่เดือดร้อน หรือเปิดโอกาสให้เกิดการดึงคนใกล้ชิดและเครือข่ายเข้ามารับตำแหน่ง มากกว่าการคัดเลือกบุคลากรจากความรู้ความสามารถจริง
4.2 วิกฤตการสูญเสียบุคลากรคุณภาพ : การขาดระบบสวัสดิการและค่าตอบแทนที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ จะปิดกั้นโอกาสของคนที่มีความรู้ความสามารถ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพที่พร้อมพัฒนาประเทศ ทำให้รัฐสภาสูญเสียบุคลากรคุณภาพที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพกฎหมาย การบริการประชาชน และการตรวจสอบเพื่อประโยชน์ของประชาชนไปอย่างที่ประเมินความเสียหายไม่ได้
พวกเราแรงงานการเมือง จึงขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภา คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนกำหนดนโยบาย ทบทวนโครงสร้างค่าตอบแทนและสวัสดิการดังกล่าวอีกครั้ง โดยพิจารณาบนพื้นฐานของภาระงานจริง อัตราเงินเฟ้อสะสม และยึดมั่นในหลักการที่ว่า การจ้างงานที่เป็นธรรม และ สร้างและธำรงไว้ซึ่งคุณภาพของฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โดยพิจารณาบนฐานข้อเสนอของทางกลุ่มฯ ดังต่อไปนี้
[ ข้อเสนอในการพิจารณาค่าตอบแทนและสวัสดิการผู้ปฏิบัติงานด้านการเมือง ]
- กำหนดค่าตอบแทนที่เป็นธรรม: ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ และปริมาณภาระงานจริง จนสามารถดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่สายงานนิติบัญญัติและรัฐสภาได้
- ให้สิทธิแรงงาน: กำหนดให้คนทำงานการเมืองมีสิทธิแรงงานเช่นเดียวกับอาชีพอื่น เช่น ประกันสังคมมาตรา 33, เงินชดเชยในการเลิกจ้าง, ระบบคุ้มครองความเสี่ยงทางการแพทย์และการเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่, ตลอดจนสามารถรวมตัวกันตั้งสหภาพแรงงานได้
- การสร้างหลักประกันและความมั่นคงในอาชีพ : ต้องมีการสร้างหลักประกันในอาชีพให้แก่ผู้ปฏิบัติงานฯ โดยอ้างอิงและศึกษาจากประเทศที่มีความเข้มแข็งในระบบรัฐสภา และระบอบประชาธิปไตย เช่น
- เงินชดเชยการสิ้นสุดสัญญาจ้าง : จัดตั้งระบบเงินชดเชยเมื่อพ้นวาระการทำงาน เช่น ยุบสภา หรือการเลือกตั้ง เพื่อเป็นทุนสำรองในการดำรงชีพช่วงเปลี่ยนผ่านอาชีพ (อ้างอิง: ระบบ Redundancy Pay ของรัฐสภาอังกฤษ - UK IPSA และ Transition Pay ของรัฐสภาสหรัฐฯ)
- การรับรองประสบการณ์และการนับอายุงาน : ออกใบรับรองมาตรฐานประสบการณ์งานนิติบัญญัติ และเปิดให้มีการนับสะสมอายุงาน เพื่อใช้เป็นคุณวุฒิต่อ ยอดในการสอบบรรจุ รับราชการ หรือทำงานสายงานนโยบายสาธารณะ (อ้างอิง: ระบบ Accredited Parliamentary Staff ของสภาสหภาพยุโรป และรัฐสภาเยอรมนี)
- สิทธิกองทุนสะสมและการโอนย้ายสวัสดิการ : จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านการเมือง ที่สามารถสะสมและโอนย้ายงบสมทบไปใช้ต่อในระบบราชการหรือหน่วยงานรัฐอื่นได้เมื่อสิ้นสุดวาระ (อ้างอิง: ระบบกองทุนบำนาญและออมอเนกประสงค์ FERS/TSP ของรัฐสภาสหรัฐฯ) - เปิดเผยรายชื่อและประวัติของผู้ช่วย,ผู้เชี่ยวชาญ,ผู้ชำนาญการประจำตัวสส.และสว.ทุกคนทางเว็บไซต์
โดยทางกลุ่มแรงงานการเมืองพร้อมเข้าพบกับประธานรัฐสภาเพื่อหารือประเด็นเหล่านี้
-----------------------------------------------------------
หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อ politicalworkersth@gmail.com
หากท่านอยากร่วมจัดตั้งสหภาพแรงงานคนทำงานการเมือง สามารถติดต่อ politicalworkersth@gmail.com

5
ประเด็นรณรงค์
[ แถลงการณ์ในนามกลุ่มคนทำงานการเมือง เรื่อง: ข้อเรียกร้องต่อการทบทวนสวัสดิการ และ อัตราค่าตอบแทนที่เป็นธรรมสำหรับผู้ช่วยสส. ]
สืบเนื่องจากการเผยแพร่ระเบียบรัฐสภาอันมีผลเป็นการยกเลิกระเบียบเดิมที่เคยกำหนดให้มีการปรับเพิ่มค่าตอบแทนแก่บุคลากรฝ่ายสนับสนุน ส่งผลให้อัตราค่าตอบแทนของผู้ปฎิบัติงาน ตำแหน่งผู้ช่วยดำเนินงาน ผู้ชำนาญการ และ ผู้เชี่ยวชาญ ของสมาชิกรัฐสภา ยังคงไว้ที่อัตราเดิม พวกเราคนทำงานการเมือง ประกอบด้วยคนที่ทำงานด้านการเมืองในภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่ผู้ช่วย, ผู้ชำนาญการ, ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสส.และสว.ในรัฐสภา พนักงานของพรรคการเมือง คณะทำงานการเมืองของกระทรวง กรรมาธิการในรัฐสภา ผู้ช่วยส่วนตัว ฯลฯ ขอแสดงจุดยืนและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสังคมและรัฐสภา ดังนี้
1. ความสำเร็จของงานในสภา และงานรับใช้ประชาชน ล้วนเกิดจากแรงงานเบื้องหลัง
งานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถบรรลุผลได้ด้วยสส.เพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยกลไกการทำงานเป็นทีมของบุคลากรฝ่ายสนับสนุน ทั้งตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ และผู้ช่วยดำเนินงาน ภาระงานของผู้ปปฏิบัตงานด้านการเมือง ครอบคลุมตั้งแต่การศึกษารายละเอียดร่างกฎหมาย การรวบรวมข้อมูลเชิงวิชาการเพื่อเตรียมการอภิปรายสร้างข้อเสนอในแต่ละญัตติ การทำงานในชั้นกรรมาธิการ ตลอดจนการลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชน การติดต่อประสานงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน และภาคประชาสังคม
ความสำเร็จในการผ่านร่างกฎหมาย การอภิปรายเปิดโปงการทุจริตครั้งมหึมา หรือการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนผ่านกลไกรัฐสภาล้วนเกิดขึ้นจากการทำงานเป็นทีมของผู้ปฏิบัติงานด้านการเมือง
2. แรงงานการเมืองเป็นอาชีพเต็มเวลา ต้องใช้ความเชี่ยวชาญในการทำงาน มิใช่งานชั่วคราว
คนทำงานการเมืองจำนวนไม่น้อย มีทักษะ เครือข่าย และประสบการณ์เฉพาะทางจากองค์กรภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา จนถึงองค์กรระดับโลกในหลากหลายประเด็น คนทำงานการเมืองคือฟันเฟืองสำคัญที่ดูแลประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสนในพื้นที่หลายร้อยตารางกิโลเมตร พร้อมประสานความร่วมมือกับท้องถิ่นและเอกชน พวกเรานำความเชี่ยวชาญเติมเต็มงานการเมือง เพื่อให้ สส. สามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนได้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด
ด้วยเหตุที่กล่าวมา งานด้านการเมืองจึงเป็นงานที่อาศัยทักษะ ความรู้ และ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่มีความซับซ้อนและมีปริมาณงานสูง มิใช่เพียงอยู่ในกรอบงานธุรการทั่วไป
ความเข้าใจผิดของคนในสังคมนั้นมาจากการมองว่างานผู้ช่วย สส. เป็นเพียงงานชั่วคราวและไม่ใช่อาชีพ พวกเราขอเน้นย้ำว่า งานผู้ช่วย สส. ในปัจจุบันคือการทำงานเต็มเวลา เข้าเกณฑ์เป็นลูกจ้างตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน เนื่องจากเป็นงานที่ต้องทุ่มเท เวลา สติปัญญา และแรงกายตลอด สัปดาห์ ทั้งในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ ตลอดจนในพื้นที่รัฐสภา
การไม่ได้รับการยอมรับในฐานะ "อาชีพ" ไม่เพียงแต่บั่นทอนศักดิ์ศรีของคนทำงาน แต่ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในระยะยาวของฝ่ายนิติบัญญัติไทย และละเลยจุดประสงค์ของการมีตำแหน่งเหล่านี้ในระบบรัฐสภาตั้งแต่เริ่ม ประชาธิปไตยจะพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นต่อไปไม่ได้ หากประชาชนและนักการเมืองไม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง รอบด้าน ครอบคลุมมากพอ รัฐสภาจะไม่สามารถบรรลุจุดประสงค์ของตนในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติได้ หากงานของพวกเราไม่ถูกมองเป็นอาชีพหนึ่ง
3. ความไม่สอดคล้องระหว่างภาระงานและ ภาวะเศรษฐกิจ
ประธานรัฐสภาให้เหตุผลในการยกเลิกการปรับขึ้นค่าตอบแทนครั้งนี้ว่าเป็นไปเพราะภาวะเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ หากแต่อัตราค่าจ้างของผู้ช่วย สส. เริ่มต้น 15,000 บาทต่อเดือนนี้ ถูกใช้บังคับมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ซึ่งผ่านมากว่า 14 ปีแล้ว ในขณะที่ข้าราชการและพนักงานราชการทั่วไปในทุกกระทรวงรวมถึงในรัฐสภาเอง ต่างได้รับการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุตามมติคณะรัฐมนตรีขึ้นเป็น 18,000 บาทแล้วเพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง
ยิ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างภายในรัฐสภาและหน่วยงานภาครัฐ ยิ่งชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำอย่างย้อนแย้ง เพราะในอาคารรัฐสภาแห่งเดียวกันนี้ ข้าราชการสภาและพนักงานราชการประจำสภาในตำแหน่งต่าง ๆ เช่น นิติกร วิทยากร นักวิเคราะห์นโยบายและแผน หรือพนักงานวิชาการ ต่างได้รับเงินเดือนแรกบรรจุเริ่มต้นตั้งแต่ 18,000 ถึง 21,000 บาท พร้อมสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการหรือระบบประกันสังคม มาตรา 33 มีสิทธิเบิกค่าล่วงเวลา (OT) เบี้ยเลี้ยงเดินทาง และการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปี เช่นเดียวกับบุคลากรฝ่ายสนับสนุนในองค์กรอิสระ อาทิ ป.ป.ช., กกต., ผู้ตรวจการแผ่นดิน และฝ่ายตุลาการ ที่มีอัตราค่าตอบแทนเริ่มต้นตั้งแต่ 18,000 ถึง 25,000 บาทขึ้นไปพร้อมระบบสวัสดิการคุ้มครอง
ในทางกลับกัน ผู้ช่วยดำเนินงาน ผู้ชำนาญการ และผู้เชี่ยวชาญของ สส. ซึ่งต้องแบกรับภาระงานวิชาการ การกลั่นกรองกฎหมาย การเตรียมข้อมูลอภิปราย ตลอดจนการลงพื้นที่ดูแลประชาชนต่อเนื่องตลอดทั้ง 7 วัน กลับถูกแช่แข็งเงินเดือนไว้ที่ 15,000 บาทคงที่ โดยไม่มีค่า OT ไม่มีเบี้ยเลี้ยง ไม่มีสิทธิประกันสังคมจากรัฐสภา และไม่มีเงินชดเชยใด ๆ เมื่อมีการยุบสภา เกิดเป็นความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างที่ทำให้คนทำงานการเมืองกลายเป็นกลุ่มแรงงานที่เปราะบางที่สุดในสถาบันนิติบัญญัติอย่างไม่สมเหตุสมผล
การยกเลิกการปรับขึ้นค่าตอบแทนย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงชีพของผู้ปฏิบัติงานที่ต้องทำงานเต็มเวลาไม่ต่างจากสาขาอาชีพอื่นๆ ขัดต่อหลักการจัดสรรค่าจ้างที่เป็นธรรมตามสภาวะเศรษฐกิจจริง รวมไปถึงการที่ไม่มีสวัสดิการอื่นใด ทั้งการรักษาพยาบาล สิทธิในการเข้าถึงสินเชื่อ รวมไปถึงการประกันสังคม ทำให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการเมือง เป็นกลุ่มคนที่มีสถานะการจ้างงานเปราะบาง อันเป็นสถานะของคนทำงานที่ไม่ควรเกิดขึ้นในฝ่ายนิติบัญญัติ ที่เป็น 1 ใน 3 อำนาจหลักของรัฐ อีกทั้งยังเกิดความเสี่ยงที่คนมีความสามารถต้องออกไปประกอบอาชีพอื่นแทน
ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยก้าวหน้าล้วนใช้งบประมาณของรัฐในการจ้างผู้ช่วยสส.มากกว่าไทยทั้งสิ้น เช่น สหรัฐอเมริกา 12 เท่า เมื่อถ่วงด้วยกำลังซื้อภายในประเทศ, เกาหลีใต้ 5 เท่า, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน 3-4 เท่า
อีกทั้งยังมีนักการเมืองจำนวนไม่น้อยเล็งเห็นความสำคัญของพวกเรา ได้เพิ่มเงินค่าตอบแทนและสวัสดิการหลายอย่างที่พวกเราควรได้รับในฐานะแรงงานเพิ่มเติมให้เอง เช่น เงินเดือนเพิ่ม ประกันกลุ่มเอกชน ช่วยส่งประกันสังคมให้ ฯลฯ
4. บทบาทความรับผิดชอบของรัฐสภาในฐานะ "นายจ้างที่เป็นแบบอย่าง"
พวกเราขอชี้แจงว่าผู้ปฏิบัติงานด้านการเมืองคือบุคลากรที่ขับเคลื่อนกลไกนิติบัญญัติของประเทศ การดูแลสวัสดิการ ค่าตอบแทน และการสร้างความมั่นคงในอาชีพ จึงเป็นความรับผิดชอบเชิงสถาบันโดยตรงของรัฐสภา ในฐานะองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและเป็นผู้ออกกฎหมายที่ต้องดูแลและคุ้มครองแรงงาน และ ประชาชนของประเทศให้ได้รับสิทธิ และ สวัสดิการที่พึงได้ รัฐสภาจำเป็นต้องทำหน้าที่เป็น "นายจ้างที่เป็นแบบอย่าง" ที่ยึดมั่นในหลักการจ้างงานที่เป็นธรรม
หากรัฐสภาละเลยความรับผิดชอบในการดูแลสวัสดิการและค่าตอบแทนของบุคลากรกลุ่มนี้ จะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อระบบนิติบัญญัติ 2 ประการ คือ:
4.1 การเปิดช่องให้เกิดระบบอุปถัมภ์ : เมื่อโครงสร้างค่าตอบแทนและสวัสดิการจากสภาไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ การเข้าสู่อาชีพนี้จะจำกัดอยู่เพียงกลุ่มคนที่มีฐานะอยู่แล้ว สามารถทำงานรับค่าจ้างต่ำได้โดยไม่เดือดร้อน หรือเปิดโอกาสให้เกิดการดึงคนใกล้ชิดและเครือข่ายเข้ามารับตำแหน่ง มากกว่าการคัดเลือกบุคลากรจากความรู้ความสามารถจริง
4.2 วิกฤตการสูญเสียบุคลากรคุณภาพ : การขาดระบบสวัสดิการและค่าตอบแทนที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ จะปิดกั้นโอกาสของคนที่มีความรู้ความสามารถ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญที่มีศักยภาพที่พร้อมพัฒนาประเทศ ทำให้รัฐสภาสูญเสียบุคลากรคุณภาพที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพกฎหมาย การบริการประชาชน และการตรวจสอบเพื่อประโยชน์ของประชาชนไปอย่างที่ประเมินความเสียหายไม่ได้
พวกเราแรงงานการเมือง จึงขอเรียกร้องให้ประธานรัฐสภา คณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนกำหนดนโยบาย ทบทวนโครงสร้างค่าตอบแทนและสวัสดิการดังกล่าวอีกครั้ง โดยพิจารณาบนพื้นฐานของภาระงานจริง อัตราเงินเฟ้อสะสม และยึดมั่นในหลักการที่ว่า การจ้างงานที่เป็นธรรม และ สร้างและธำรงไว้ซึ่งคุณภาพของฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ โดยพิจารณาบนฐานข้อเสนอของทางกลุ่มฯ ดังต่อไปนี้
[ ข้อเสนอในการพิจารณาค่าตอบแทนและสวัสดิการผู้ปฏิบัติงานด้านการเมือง ]
- กำหนดค่าตอบแทนที่เป็นธรรม: ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพ และปริมาณภาระงานจริง จนสามารถดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่สายงานนิติบัญญัติและรัฐสภาได้
- ให้สิทธิแรงงาน: กำหนดให้คนทำงานการเมืองมีสิทธิแรงงานเช่นเดียวกับอาชีพอื่น เช่น ประกันสังคมมาตรา 33, เงินชดเชยในการเลิกจ้าง, ระบบคุ้มครองความเสี่ยงทางการแพทย์และการเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่, ตลอดจนสามารถรวมตัวกันตั้งสหภาพแรงงานได้
- การสร้างหลักประกันและความมั่นคงในอาชีพ : ต้องมีการสร้างหลักประกันในอาชีพให้แก่ผู้ปฏิบัติงานฯ โดยอ้างอิงและศึกษาจากประเทศที่มีความเข้มแข็งในระบบรัฐสภา และระบอบประชาธิปไตย เช่น
- เงินชดเชยการสิ้นสุดสัญญาจ้าง : จัดตั้งระบบเงินชดเชยเมื่อพ้นวาระการทำงาน เช่น ยุบสภา หรือการเลือกตั้ง เพื่อเป็นทุนสำรองในการดำรงชีพช่วงเปลี่ยนผ่านอาชีพ (อ้างอิง: ระบบ Redundancy Pay ของรัฐสภาอังกฤษ - UK IPSA และ Transition Pay ของรัฐสภาสหรัฐฯ)
- การรับรองประสบการณ์และการนับอายุงาน : ออกใบรับรองมาตรฐานประสบการณ์งานนิติบัญญัติ และเปิดให้มีการนับสะสมอายุงาน เพื่อใช้เป็นคุณวุฒิต่อ ยอดในการสอบบรรจุ รับราชการ หรือทำงานสายงานนโยบายสาธารณะ (อ้างอิง: ระบบ Accredited Parliamentary Staff ของสภาสหภาพยุโรป และรัฐสภาเยอรมนี)
- สิทธิกองทุนสะสมและการโอนย้ายสวัสดิการ : จัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านการเมือง ที่สามารถสะสมและโอนย้ายงบสมทบไปใช้ต่อในระบบราชการหรือหน่วยงานรัฐอื่นได้เมื่อสิ้นสุดวาระ (อ้างอิง: ระบบกองทุนบำนาญและออมอเนกประสงค์ FERS/TSP ของรัฐสภาสหรัฐฯ) - เปิดเผยรายชื่อและประวัติของผู้ช่วย,ผู้เชี่ยวชาญ,ผู้ชำนาญการประจำตัวสส.และสว.ทุกคนทางเว็บไซต์
โดยทางกลุ่มแรงงานการเมืองพร้อมเข้าพบกับประธานรัฐสภาเพื่อหารือประเด็นเหล่านี้
-----------------------------------------------------------
หากมีข้อสงสัย สามารถติดต่อ politicalworkersth@gmail.com
หากท่านอยากร่วมจัดตั้งสหภาพแรงงานคนทำงานการเมือง สามารถติดต่อ politicalworkersth@gmail.com

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 19 สิงหาคม ค.ศ. 2026 แล้ว