แคมเปญนี้เป็นส่วนหนึ่งของเพจ << ส่งเสียงเพื่อร่วมสู้โควิด-19 ไปด้วยกัน >>
แคมเปญนี้เป็นส่วนหนึ่งของเพจ << ส่งเสียงเพื่อร่วมสู้โควิด-19 ไปด้วยกัน >>
เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดเสรีวัคซีนโควิด-19


เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดเสรีวัคซีนโควิด-19
ประเด็นรณรงค์
ปี2563เป็นปีแห่งความผันผวนสำหรับแทบทุกประเทศทั่วโลก มีคำสั่งปิดประเทศ ระงับการออกจากบ้านเพราะการระบาดของโรคโควิด-19 โรคนี้นอกจากทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และทำให้หลายคนเสียอาชีพการงานไป
เมื่อเข้าสู่ปี2564 สถานการณ์ในหลายๆประเทศเริ่มดีขึ้นเพราะมีการฉีดวัคซีน อิสราเอลประกาศยกเลิกการใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่นอกบ้าน อเมริกาอนุญาตให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบสองโดสสามารถไปพบปะผู้อื่นได้โดยไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัย แต่ชาวไทยกับยังต้องทรมานกับการระบาดระลอกสาม ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากกว่าครั้งใดๆ เตียงในสถานพยาบาลมีไม่เพียงพอจนเกิดกรณีผู้ป่วยเสียชีวิตที่บ้าน เพื่อที่จะควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อ ภาครัฐได้ออกประกาศปิดกิจการบางประเภทและให้ประชาชนพยายามอยู่ในบ้านโดยไม่มีมาตราการเยียวยาใดๆ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ อาชญากรรม และปัญหาการฆ่าตัวตายเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว
ถึงแม้จะมีผู้มีน้ำใจคอยแจกอาหารและของจำเป็นทุกครั้งที่เกิดการระบาด คนไทยก็ไม่ควรต้องมาหวาดผวากับโรคโควิด-19และผลกระทบด้านปากท้องเช่นนี้ ทางแก้ที่แท้จริงสำหรับปัญหานี้ไม่ใช่การเพิ่มโรงพยาบาลสนาม โครงการคนละครึ่ง หรือเงินกู้SME แต่เป็นการฉีดวัคซีนเพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามเดิม
วัคซีนที่สามารถใช้ในประเทศไทยได้ในขณะนี้มีเพียงสองชนิด ได้แก่AstraZenecaที่ไม่ควรใช้กับผู้สูงอายุ กับSinovacที่พบผลข้างเคียงเป็นอาการอัมพฤกษ์และมีผู้เสียชีวิตหลังฉีด ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ได้ฉีดวัคซีนครบทั้งสองโดสยังมีไม่ถึง5%ของประชากร ถึงมีแผนการฉีดวัคซีนให้ครบ100ล้านโดสภายในสิ้นปี2564จากภาครัฐ ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะเป็นไปตามนั้น หรือจะไม่เกิดการระบาดระลอกสี่ในขณะที่กำลังรอวัคซีน ยังไม่รวมถึงภาคธุรกิจที่หมดกำลังไปทุกที
จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดให้ภาคเอกชนนำเข้าวัคซีนอย่างเสรี โดยเปิดรับรายชื่อวัคซีนที่ภาคเอกชนมีความประสงค์จะนำเข้ามา จากนั้นจัดทำTime Frameที่ชัดเจนว่าวัคซีนนั้นๆจะได้รับการตรวจสอบและอนุมัติโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาภายในเมื่อไหร่และดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนยี่ห้ออื่น นอกจากจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนได้เร็วขึ้นแล้ว ยังเป็นการลดภาระของภาครัฐในการกระจายวัคซีนและบริหารงบประมานอีกด้วย
หากรัฐบาลยังมั่นใจและอยากจะใช้AstraZenecaและSinovacต่อไป อย่างน้อยประชาชนก็ควรมีสิทธิที่จะเข้าถึงวัคซีนยี่ห้ออื่นๆและเลือกใช้ตามความเหมาะสม เพราะสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน
ประเด็นรณรงค์
ปี2563เป็นปีแห่งความผันผวนสำหรับแทบทุกประเทศทั่วโลก มีคำสั่งปิดประเทศ ระงับการออกจากบ้านเพราะการระบาดของโรคโควิด-19 โรคนี้นอกจากทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และทำให้หลายคนเสียอาชีพการงานไป
เมื่อเข้าสู่ปี2564 สถานการณ์ในหลายๆประเทศเริ่มดีขึ้นเพราะมีการฉีดวัคซีน อิสราเอลประกาศยกเลิกการใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่นอกบ้าน อเมริกาอนุญาตให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนครบสองโดสสามารถไปพบปะผู้อื่นได้โดยไม่ต้องใส่หน้ากากอนามัย แต่ชาวไทยกับยังต้องทรมานกับการระบาดระลอกสาม ซึ่งมีผู้ติดเชื้อมากกว่าครั้งใดๆ เตียงในสถานพยาบาลมีไม่เพียงพอจนเกิดกรณีผู้ป่วยเสียชีวิตที่บ้าน เพื่อที่จะควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อ ภาครัฐได้ออกประกาศปิดกิจการบางประเภทและให้ประชาชนพยายามอยู่ในบ้านโดยไม่มีมาตราการเยียวยาใดๆ ซึ่งจะนำไปสู่ภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจ อาชญากรรม และปัญหาการฆ่าตัวตายเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว
ถึงแม้จะมีผู้มีน้ำใจคอยแจกอาหารและของจำเป็นทุกครั้งที่เกิดการระบาด คนไทยก็ไม่ควรต้องมาหวาดผวากับโรคโควิด-19และผลกระทบด้านปากท้องเช่นนี้ ทางแก้ที่แท้จริงสำหรับปัญหานี้ไม่ใช่การเพิ่มโรงพยาบาลสนาม โครงการคนละครึ่ง หรือเงินกู้SME แต่เป็นการฉีดวัคซีนเพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตตามเดิม
วัคซีนที่สามารถใช้ในประเทศไทยได้ในขณะนี้มีเพียงสองชนิด ได้แก่AstraZenecaที่ไม่ควรใช้กับผู้สูงอายุ กับSinovacที่พบผลข้างเคียงเป็นอาการอัมพฤกษ์และมีผู้เสียชีวิตหลังฉีด ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ได้ฉีดวัคซีนครบทั้งสองโดสยังมีไม่ถึง5%ของประชากร ถึงมีแผนการฉีดวัคซีนให้ครบ100ล้านโดสภายในสิ้นปี2564จากภาครัฐ ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะเป็นไปตามนั้น หรือจะไม่เกิดการระบาดระลอกสี่ในขณะที่กำลังรอวัคซีน ยังไม่รวมถึงภาคธุรกิจที่หมดกำลังไปทุกที
จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดให้ภาคเอกชนนำเข้าวัคซีนอย่างเสรี โดยเปิดรับรายชื่อวัคซีนที่ภาคเอกชนมีความประสงค์จะนำเข้ามา จากนั้นจัดทำTime Frameที่ชัดเจนว่าวัคซีนนั้นๆจะได้รับการตรวจสอบและอนุมัติโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาภายในเมื่อไหร่และดำเนินการให้เร็วที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ต้องการฉีดวัคซีนยี่ห้ออื่น นอกจากจะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนได้เร็วขึ้นแล้ว ยังเป็นการลดภาระของภาครัฐในการกระจายวัคซีนและบริหารงบประมานอีกด้วย
หากรัฐบาลยังมั่นใจและอยากจะใช้AstraZenecaและSinovacต่อไป อย่างน้อยประชาชนก็ควรมีสิทธิที่จะเข้าถึงวัคซีนยี่ห้ออื่นๆและเลือกใช้ตามความเหมาะสม เพราะสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน
ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 30 เมษายน ค.ศ. 2021 แล้ว