ขอให้ กกท. โชว์สปิริต บรรจุ ‘กีฬาสากล’ ไม่ใช่ ‘กีฬาพื้นบ้าน' ในซีเกมส์ 2568 รอบหน้าที่กทม.

ผู้ลงชื่อสนับสนุนล่าสุด:
Ongoam Anona และคนอื่นๆ อีก 9 คนได้ร่วมลงชื่อเมื่อเร็วๆ นี้

ประเด็นรณรงค์

สมัยตอนผมเด็กๆ ผมชอบดูกีฬาซีเกมส์ โดยเฉพาะความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับซีเกมส์ปี 2538 ที่เชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ ผมได้เห็นอารมณ์ร่วมของคนไทย ได้สัมผัสถึงความรู้สึกสุดฟินเมื่อทีมที่เราเชียร์ ชนะ และความดิ่งเมื่อทีมโปรดแพ้ ซึ่งทำให้ผมเป็นคนหนึ่งที่รักและติดตามกีฬาตั้งแต่นั้นมา

แต่ผมรู้สึกว่าเสน่ห์ของกีฬาในระดับทีมชาติค่อยๆ ลดลงไป โดยเฉพาะกีฬาซีเกมส์ แทบจะลดความสำคัญไปแล้ว เพราะหลังๆ ถูกค่อนขอดว่าเป็น “มหกรรมกีฬาพื้นบ้าน” หากใครได้สิทธิเป็นเจ้าภาพ ก็มักจะบรรจุกีฬาสาธิต ที่เป็นความถนัดของเจ้าภาพ เพื่อเปิดโอกาสโกยเหรียญทอง ที่เอื้อให้เจ้าภาพได้เป็นเจ้าเหรียญทอง ไม่ว่าจะเป็นเตะลูกขนไก่ ฟินสวิมมิ่ง (ว่ายน้ำใส่ตีนกบ) และโววินัม (มวยเวียดนาม) ของเวียดนาม ปัญจักสีลัตของอินโดนีเซีย และล่าสุดคือกุนแขมร์ ของกัมพูชา

แต่เดิม “กีฬาสาธิต” นั้นเป็นส่วนหนึ่งเพื่อให้เราเรียนรู้วัฒนธรรมระหว่างกัน แต่หลัง ๆ เริ่มจะกลายเป็นการทำให้กลายเป็นมหกรรมกีฬาพื้นบ้าน ที่มีการเพิ่มการชิงชัยเหรียญทองมากกว่า “กีฬาสากล” ซึ่งเป็นกีฬาที่โอลิมปิกสากลรับรอง นานาชาติยอมรับ และมีสมาคมกีฬาชนิดนั้นๆ ในหลายประเทศ

อย่าง “พนมเปญเกมส์” ที่กัมพูชา ครั้งนี้กลายเป็นดราม่าชาตินิยม ไม่ว่าการออกแบบกฎที่เอื้อเจ้าภาพในกีฬาต่างๆ อย่าง แบดมินตันที่ห้ามชาติอื่นส่งในหลายประเภท การยกเลิกจัดแข่งเพาะกล้าม เพราะนักกีฬาตัวเต็งของเจ้าภาพถูกแบนห้ามแข่ง จนมาถึงดราม่า ‘กุนขแมร์’ ปะทะ ‘มวยไทย’ กลายเป็นตัวปลุกกระแสให้สองชาติมาเกลียดกันเองตรงข้ามกับสปิริตของการแข่งขัน และความมีน้ำใจนักกีฬาที่ควรจะเป็นหัวใจหลักของซีเกมส์ไป

เนื่องจากในปี 2568 ประเทศไทยจะเวียนกลับมาเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์อีกครั้งที่จะจัดที่กรุงเทพฯ ชลบุรี กับสงขลา ดังนั้นผมในฐานะแฟนกีฬา อยากจะเรียกร้องให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการเป็นเจ้าภาพ เน้นกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ มากกว่าการใช้เป็นเครื่องมือการปลุกกระแสชาตินิยมเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้าน ผลักดัน “กีฬาสากล” เพื่อต่อยอดไปยังระดับภูมิภาคอย่างเอเชียนเกมส์ และระดับนานาชาติอย่างโอลิมปิกเกมส์ บรรจุกีฬาสาธิตไม่เกิน 3-5 เหรียญรางวัล ไม่หมกมุ่นกับการเป็นเจ้าเหรียญทองจนลืมความสำคัญดั้งเดิมของกีฬาสาธิตเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม

ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราควรจะยกระดับกีฬาซีเกมส์/ ให้เป็นกีฬาแห่งความภาคภูมิใจของคนอาเซียนอีกครั้ง ไม่ใช่มหกรรมกีฬาแบบ “ทีใครทีมัน” เพราะจะกลายเป็นการที่เราทุ่มเงินมหาศาล เพื่อรักษาหน้าตาของตัวเอง และไม่ได้เชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านแต่กลายเป็นการสร้างศัตรูจากความไม่มืออาชีพ เรื่องนี้ผมอยากให้ กกท. ตระหนักให้ดีครับ

 

 

avatar of the starter
ธนากร ไพรวรรณ์ผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

1,472

ผู้ลงชื่อสนับสนุนล่าสุด:
Ongoam Anona และคนอื่นๆ อีก 9 คนได้ร่วมลงชื่อเมื่อเร็วๆ นี้

ประเด็นรณรงค์

สมัยตอนผมเด็กๆ ผมชอบดูกีฬาซีเกมส์ โดยเฉพาะความทรงจำดี ๆ เกี่ยวกับซีเกมส์ปี 2538 ที่เชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ ผมได้เห็นอารมณ์ร่วมของคนไทย ได้สัมผัสถึงความรู้สึกสุดฟินเมื่อทีมที่เราเชียร์ ชนะ และความดิ่งเมื่อทีมโปรดแพ้ ซึ่งทำให้ผมเป็นคนหนึ่งที่รักและติดตามกีฬาตั้งแต่นั้นมา

แต่ผมรู้สึกว่าเสน่ห์ของกีฬาในระดับทีมชาติค่อยๆ ลดลงไป โดยเฉพาะกีฬาซีเกมส์ แทบจะลดความสำคัญไปแล้ว เพราะหลังๆ ถูกค่อนขอดว่าเป็น “มหกรรมกีฬาพื้นบ้าน” หากใครได้สิทธิเป็นเจ้าภาพ ก็มักจะบรรจุกีฬาสาธิต ที่เป็นความถนัดของเจ้าภาพ เพื่อเปิดโอกาสโกยเหรียญทอง ที่เอื้อให้เจ้าภาพได้เป็นเจ้าเหรียญทอง ไม่ว่าจะเป็นเตะลูกขนไก่ ฟินสวิมมิ่ง (ว่ายน้ำใส่ตีนกบ) และโววินัม (มวยเวียดนาม) ของเวียดนาม ปัญจักสีลัตของอินโดนีเซีย และล่าสุดคือกุนแขมร์ ของกัมพูชา

แต่เดิม “กีฬาสาธิต” นั้นเป็นส่วนหนึ่งเพื่อให้เราเรียนรู้วัฒนธรรมระหว่างกัน แต่หลัง ๆ เริ่มจะกลายเป็นการทำให้กลายเป็นมหกรรมกีฬาพื้นบ้าน ที่มีการเพิ่มการชิงชัยเหรียญทองมากกว่า “กีฬาสากล” ซึ่งเป็นกีฬาที่โอลิมปิกสากลรับรอง นานาชาติยอมรับ และมีสมาคมกีฬาชนิดนั้นๆ ในหลายประเทศ

อย่าง “พนมเปญเกมส์” ที่กัมพูชา ครั้งนี้กลายเป็นดราม่าชาตินิยม ไม่ว่าการออกแบบกฎที่เอื้อเจ้าภาพในกีฬาต่างๆ อย่าง แบดมินตันที่ห้ามชาติอื่นส่งในหลายประเภท การยกเลิกจัดแข่งเพาะกล้าม เพราะนักกีฬาตัวเต็งของเจ้าภาพถูกแบนห้ามแข่ง จนมาถึงดราม่า ‘กุนขแมร์’ ปะทะ ‘มวยไทย’ กลายเป็นตัวปลุกกระแสให้สองชาติมาเกลียดกันเองตรงข้ามกับสปิริตของการแข่งขัน และความมีน้ำใจนักกีฬาที่ควรจะเป็นหัวใจหลักของซีเกมส์ไป

เนื่องจากในปี 2568 ประเทศไทยจะเวียนกลับมาเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์อีกครั้งที่จะจัดที่กรุงเทพฯ ชลบุรี กับสงขลา ดังนั้นผมในฐานะแฟนกีฬา อยากจะเรียกร้องให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ในฐานะองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการเป็นเจ้าภาพ เน้นกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ มากกว่าการใช้เป็นเครื่องมือการปลุกกระแสชาตินิยมเกลียดชังประเทศเพื่อนบ้าน ผลักดัน “กีฬาสากล” เพื่อต่อยอดไปยังระดับภูมิภาคอย่างเอเชียนเกมส์ และระดับนานาชาติอย่างโอลิมปิกเกมส์ บรรจุกีฬาสาธิตไม่เกิน 3-5 เหรียญรางวัล ไม่หมกมุ่นกับการเป็นเจ้าเหรียญทองจนลืมความสำคัญดั้งเดิมของกีฬาสาธิตเพื่อเผยแพร่วัฒนธรรม

ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราควรจะยกระดับกีฬาซีเกมส์/ ให้เป็นกีฬาแห่งความภาคภูมิใจของคนอาเซียนอีกครั้ง ไม่ใช่มหกรรมกีฬาแบบ “ทีใครทีมัน” เพราะจะกลายเป็นการที่เราทุ่มเงินมหาศาล เพื่อรักษาหน้าตาของตัวเอง และไม่ได้เชื่อมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านแต่กลายเป็นการสร้างศัตรูจากความไม่มืออาชีพ เรื่องนี้ผมอยากให้ กกท. ตระหนักให้ดีครับ

 

 

avatar of the starter
ธนากร ไพรวรรณ์ผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 8 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2023 แล้ว