ปิดแคมเปญรณรงค์

"ทบทวน" ร่าง พ.ร.บ. ยา พ.ศ. ... ฉบับกระทรวงสาธารณสุข คุ้มครองสิทธิผู้ป่วย

แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 17,589 คน


พระราชบัญญัติยาในประเทศไทยฉบับที่ใช้บังคับใช้ในปัจจุบัน มีการประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 หรือเป็นเวลาเกือบ 50 ปีแล้ว ทำให้มีเนื้อหาหรือบทบัญญัติบางประการที่ไม่สมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้มีความพยายามจากหลายหน่วยงานหลายฝ่าย ในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติยาฉบับใหม่ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข ให้มีความทันสมัยการงานด้านเภสัชกรรมและการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ทว่าแก่นปัญหาของระบบยาในประเทศไทยในปัจจุบันเป็นปัญหาสำคัญที่หลายคนมองข้าม เนื่องจากการกระจายยาและการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมในหลายพื้นที่ ทั้งยังมีช่องว่างในการกระจายยาอย่างมาก ทำให้ประชาชนบางส่วนได้รับความไม่ปลอดภัย ได้รับยาไม่ถูกโรค ทั้งได้รับความเสี่ยงเรื่องการแพ้ยา ผลข้างเคียงจากการใช้ยา การใช้ยาผิดโรค ปัญหาการตีกันของยา การบริโภค "ยาชุด" หรือแม้กระทั่งการใช้สารเสตียรอยด์ในทางที่ผิด ซึ่งส่งผลเสียต่อผู้ใช้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว 

ร่างพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ... ฉบับซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้เสนอในขั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วนั้น มีสาระสำคัญบางประการซึ่งอาจนำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย ได้แก่

1. การจัดแบ่งประเภทยาใหม่ 

ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับประกระทรวงสาธารณสุข มีการจัดแบ่งประเภทของยาใหม่ จากกฎหมายพ.ร.บ.ฉฐับบังคับใช้ปัจจุบัน (พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510) ได้แบ่งยาออกเป็น 3 ประเภท คือ (1) ยาควบคุมพิเศษ ซึ่งเป็นยาที่เภสัชกรจ่ายโดยใช้ใบสั่งแพทย์ ทันตแพทย์ หรือสัตวแพทย์ (2) ยาอันตราย ซึ่งเป็นยาที่ให้อำนาจเภสัชกรในการพิจารณาจ่ายยา หรือยาที่ผู้ป่วยต้องได้รับคำแนะนำจากเภสัชกรในการจ่ายยาในร้านยา และ (3) กลุ่มยาสามัญประจำบ้าน ยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ซึ่งในกลุ่มนี้ ประชาชนสามารถซื้อหาได้โดยทั่วไป แต่ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่นั้น ได้แบ่งประเภทของยาใหม่ ได้แก่ (1) ยาที่ต้องจ่ายตามใบสั่งยา ซึ่งเภสัชกรจ่ายได้โดยใบสั่งของแพทย์ (กลุ่มเดิมคือ ยาควบคุมพิเศษ) (2) ยาที่ต้องจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งระบุให้อำนาจแก่แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ นักกายภาพบำบัด แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และเภสัชกรเป็นผู้พิจารณาจ่ายยา และ (3) ยาสามัญประจำบ้าน

การจัดแบ่งยาตามร่างพระราชบัญญัติยาฉบับใหม่นี้ สร้างความไม่ปลอดภัยให้แก่ระบบยาที่มีปัญหาจากช่องว่างในหลายส่วนให้มีความหละหลวมยิ่งขึ้น เภสัชกรเป็นผู้เชี่ยวชาญและร่ำเรียนเรื่องยามาโดยเฉพาะ การจ่ายยาจึงเป็นศาสตร์จำเพาะซึ่งระบุไว้ในพระราชบัญญัติวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2537 ทำให้เกือบทุกประเทศทั่วโลกได้ให้อำนาจการจ่ายยาไว้กับเภสัชกร เพื่อให้เป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของยาและตรวจทานใบสั่งยาของแพทย์ให้ผู้ป่วยได่รับยาที่มีความปลอดภัยสูงสุด ยาเป็นวัตถุที่มีคุณอนันต์และโทษมหันต์ในเวลาเดียวกัน จึงต้องผ่านการพิจารณาของผู้ได้รับการอบรมโดยเฉพาะด้านยาก่อนการใช้ยา เพื่อให้เกิดประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน แต่ร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่นี้ได้ให้อำนาจการจ่ายยากลุ่ม "ยาทีจ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพ" ไว้ให้เกือบทุกวิชาชีพด้านสาธารณสุข ซึ่งไม่ได้ร่ำเรียนด้านยามาโดยเฉพาะ อาจทำให้ผู้ป่วยได้รับความเสี่ยงจากการใช้ยาและปิดช่องว่างการกระจายยาในประเทศไทยมากยิ่งขึ่้น

2. การผสมยา

นอกจากสาระด้านการแบ่งประเภทของยาแล้วนั้น ในส่วนของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ยังมีการยกเว้นการผสมยาที่ขึ้นทะเบียนยาแล้วนั้นเพื่อผู้ป่วยเฉพาะรายให้แก่บุคลากรทางสาธารณสุขอื่นๆ การผสมยาที่พบได้ตามทั่วไปใโรงพยาบาลซึ่งกระทำโดยแพทย์หรือพยาบาลนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็น "การเตรียมยาให้พร้อมใช้" ไม่ใช่การผสมยา การผสมปรุงยาคือการนำสารมาผสมกันเพื่อให้ออกฤทธิ์และมีประสิทธิศักดิ์ จึงต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านยาหรือเภสัชกรในการผสมยา เพราะการผสมยาไม่เพียงแต่ตัวยาเท่านั้น ยังมีสารประกอบอื่นๆ อาทิ สารช่วยกระจายตัวหรือแตกตัวของยา สารละลาย สารช่วยให้ยาไหลลื่น เป็นต้น และต้องมีการทดสอบประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาซึ่งผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ก่อนนำออกมาเป็นยา ปัจจุบันยังมีการกำหนดมาตรฐานการผลิตยาในประเทศไทยตามมาตรฐานสากลอย่าง PICS/GMP ซึ่งร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับนี้ สวนทางกับการพัฒนาการผลิตยาให้มีมาตรฐานสากล อาจทำให้ประชาชนได้รับความเสี่ยง อาจเกิดจากการประสิทธิผลหรือยาทีผสมไม่มีความเข้ากันเกิดอันตรายได้

3. การแบ่งบรรจุยา

การแบ่งบรรจุยาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วให้กระทำได้โดยบุคคลอื่นนอกจากเภสัชกร การแบ่งบรรจุยานั้น เภสัชกรต้องคำนึงถึงธรรมชาติของยา มิใช่ยาทุกตัวจะทำการแบ่งบรรจุด้วย และต้องคำนึงถึงคุณสมบัติของภาชนะบรรจุด้วย ในหลักสูตรเภสัชศาสตร์มีการกำหนดบทเรียนเรื่องวัตถุเพื่อนำมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ซึ่งมีมากมายหลายชนิด เพื่อเลือกสรรได้ถูกต้องกับธรรมชาติของยาและต้องผ่านการทดสอบความคงตัวของยาต่อบรรจุภัณฑ์นั้นๆ ก่อนกระจายสู้ผู้ป่วย จึงต้องมีการบูรณาการประยุกต์ใช้ศาสตร์ความรู้ทางเภสัชกรรม มิใช่บรรจุภัณฑ์ใดๆก็สามารถนำมาใช้บรรจุยาได้ การแบ่งบรรจุยายังต้องมีเทคนิคซึ่งเภสัชกรได้รับการฝึกฝนอบรมเทคนิคกาแบ่งบรรจุยาอย่างถูกต้อง และต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของสถานที่แบ่งบรรจุยาด้วย การแบ่งบรรจุยาจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการทางเภสัชกรรม 

ประเทศไทยมีบุคลากรทางด้านสาธารณสุขหลากหลายสาขา อันประกอบไปด้วยแพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ พยาบาล สัตวแพทย์ นักกายภาพบำบัด นักเทคนิคการแพทย์ และสาขาอื่นๆ ซึ่งเหตุแห่งการมีความหลากหลายในสาขาก็เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน เพื่อร่วมกันดูแลรักษาประชาชนให้หายจากโรคภัย และมีความปลอดภัยสูงสุด แต่ร่างพระราชบัญญัตินี้ได้ร่างไว้สวนทางกับการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขแต่ละสาขามาแต่ครั้งอดีตและระดับสากลทั่วโลกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านยา ผู้สั่งใช้ยา (prescriber) และผู้จ่ายยา (dispenser) ต้องแยกออกจากกันเพื่อให้สอบทานและถ่วงดุลย์ซึ่งกันและกัน เพื่อประสิทธิภาพการรักษาและความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้ป่วย

ปัญหาการใช้ยาในสังคมไทยสมควรที่จะได้รับการแก้ไขและปฏิรูประบบยาในประเทศให้มีความรัดกุม ทันสมัย เป็นไปตามมาตรฐานสากล และสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้สมกับรูปการณ์ปัจจุบัน จึงขอเรียกร้องประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ดำเนินการยังยั้งและทบทวน หรือทำประชาพิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติยาที่เสนอโดยกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ ซึ่งอาจทำให้ปัญหาด้านยาและสาธารณสุขของไทยทวีความรุนแรงมากขึ้น และเป็นปัญหาเรื้อรังบ่อนทำลายสุขภาพของประชาชน ส่งผลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจและการเจริญเติบโตของประเทศไทยต่อไป



Siwat อยากให้คุณช่วย

Siwat Bhunlapiwat ชวนคุณร่วมลงชื่อในแคมเปญ «Review! Medicines Bill Protect Patient's Right» ร่วมกับ Siwat และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 17,588 คน