

จากวันแรกของกลุ่ม ‘หมอไม่ทน’ วันนี้ เรามีเพื่อนจาก ‘ภาคีบุคลากรสาธารณสุข’, Nurses Connect, สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์นานาชาติแห่งประเทศไทย (IFMSA-Thailand), DNA บุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัคร, ภาคีเทคนิคการแพทย์ และ นิสิตนักศึกษาแพทย์เพื่อประชาธิปไตย ทุกคนเห็นตรงกันว่าการจัดการวิกฤติโควิด-19 ของรัฐบาลมีปัญหาในทุกระดับ
โดยเฉพาะเมื่อต้นสัปดาห์ที่แล้ว เรื่องความสับสนของแผนการกระจายวัคซีน mRNA ไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดสที่ไทยได้รับบริจาคจากสหรัฐฯ จากที่เคยประกาศว่าจะมีการจัดสรรโควตาไฟเซอร์สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า 500,000 โดส (ทั้งที่แรกๆๆ สุด บอกว่า 700,000 โดส) แลัวดันมีกระแสข่าวว่า ‘ที่ประชุม’ จะจัดสรร เหลือ 200,000 โดส จึงถูกสังคมทวงถาม
พวกเราได้เดินทางไปยื่นหนังสือที่สถานทูตสหรัฐฯ ขอช่วยจับตาการจัดสรรไฟเซอร์ล็อตนี้ให้ถึงบุคลากรด่านหน้า และประชาชนกลุ่มเสี่ยง (แบบไม่กั๊กไว้ให้ VIP หรือ VVIP) มีสื่อมาช่วยทำข่าว โหมกระแสเต็มที่ จนภายในวันเดียวกัน ท่านทูตไมเคิล ฮีธ ก็ออกมาให้บอกว่า ทางสหรัฐฯ จะจับตาดูการจัดสรรของรัฐบาลไทย ถึงแม้ว่าสหรัฐฯ ไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ แต่หวังว่าวัคซีนจะถูกส่งไปยังคนที่ต้องการมากที่สุดอย่างบุคคลากรหน้าด่านก่อน
ไม่จบแค่นี้ ปลายสัปดาห์ พวกเราเข้ายื่นหนังสือถึงรมต.สาธารณสุข ผ่านนพ. รุ่งเรือง กิจผาติ โฆษกกระทรวงฯ ขอความโปร่งใสในการกระจายไฟเซอร์ พร้อม 4 ข้อเรียกร้อง;
- นำวัคซีน mRNA เข้ามาเป็นวัคซีนหลักให้คนไทยทุกคน
- ชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลว่ามีบุคลากรฯ ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าเป็นบูสเตอร์โดส (เข็มที่ 3) ไปแล้วเท่าไหร่ และยังเหลือบุคลากรฯ ที่ยืนยันจะรับวัคซีนไฟเซอร์เป็นจำนวนเท่าใด เพื่อให้จำนวนวัคซีนที่ได้รับพอดีกับบุคลากรฯ ไม่ตกหล่น
- เปิดเผยข้อมูลสำคัญในระบบ Cold-Chain Tracking เพื่อความโปร่งใสในการกระจายวัคซีน โดยระบุยี่ห้อ ล็อตต่างๆ ของวัคซีน และเปิดให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย
- ระบุผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน กรณีเกิดการจัดสรรกระจายวัคซีนผิดพลาดหรือทุจริต
ยังไม่ทันไรก็มีการเผยแพร่เกณฑ์การฉีดวัคซีนไฟเซอร์โดยกลุ่มบุคลากรการแพทย์ที่ฉีดซิโนแวคหรือแอสตร้าเซนเนก้าไป 1 เข็มไม่เข้าเกณฑ์ ที่ไม่เคยได้วัคซีนอะไรเลยก็ไม่เข้าเกณฑ์ ฯลฯ ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนติดเทรนด์แฮชแท็กในทวิตเตอร์ #ทวงPfizerให้หน่วยด่านหน้า
ด้วยความเคลื่อนไหวตลอดสัปดาห์ (แบบไม่พร่อง) บวกกับพลังการทวงถาม เกาะติด และสังคมที่พร้อมใจเปิดเครื่องด่าอย่างพร้อมเพรียงในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเพื่อทวงไฟเซอร์ให้ด่านหน้า ทำให้ล่าสุด กระทรวงสาธารณสุขประกาศปรับเกณฑ์การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ใหม่ให้ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ด่านหน้าทุกคนรวม 700,000 โดส (กลับมาที่เลขเดิม) รวมนักศึกษาแพทย์ อาสาสมัครและเจ้าหน้าที่กู้ภัยเก็บศพ และปรับเกณฑ์สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยได้วัคซีนให้สามารถรับไฟเซอร์ได้ 2 เข็ม และสามารถฉีดเป็นวัคซีนเข็มที่ 2 ได้ อ่านต่อแถลงการณ์เรื่อง เกณฑ์ผู้ได้รับวัคซีน Pfizer ล็อตบริจาค
อย่างไรก็ตาม มหากาพย์นี้ดูจะไม่จบลงง่ายๆ สำหรับประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยเสียงด่า เราเห็นมาหลายครั้งแล้วว่าถ้าบุคคลากรและประชาชนไม่นิ่งเฉย เราจะขยับไปข้างหน้าพร้อมกัน ขอบคุณทุกเสียงที่ทำให้เรามาไกลถึงจุดนี้ ถ้า(ด่าจน)เหนื่อยก็ไปพักก่อน แล้วกลับมารวมพลังกันต่อ
ระหว่างนี้ ขอเชิญทุกคน ร่วมลงชื่อสนับสนุนการนำ mRNA มาเป็นวัคซีนหลักทาง www.change.org/vaccinewetrust และร่วมจับตามองการกระจายวัคซีนไปด้วยกัน ด้วยการแจ้งเบาะแสมายัง “แบบรับรายงานความผิดปกติในการกระจายวัคซีนโดย สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์นานาชาติแห่งประเทศไทย” (ที่ shorturl.at/dkDHK หรือ QR code ด้านล่าง) หรือ ส่งเมลมาที่ mormaithon@protonmail.com
เราเชื่อเสมอว่า ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงวัคซีน และการปิดบังข้อมูลเส้นทางการกระจายวัคซีน คือการลดโอกาสการมีชีวิตรอดของประชาชน
ขอให้ทุกคนติดตามอย่างใกล้ชิดและรอความเคลื่อนไหวต่อไปจาก ‘หมอไม่ทน’
หมอไม่ทนและตัวแทนบุคลากรทางการแพทย์