ให้มีนักโภชนาการดูแลอาหารในโรงเรียน

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 75,000 คน!


                       ต้องไม่มีเด็กไทย ผอม อ้วน เตี้ย และ โง่ อีกต่อไป

                  ด้วยนโยบาย ให้มีนักโภชนาการดูแลอาหารในโรงเรียน

            ประเทศญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีนักโภชนาการอยู่ประจำโรงเรียนละ 1 คน ซึ่งนักโภชนาการนี้ไม่ได้มีหน้าที่สอนหน้าที่ สิ่งที่ทำคือแพลนเมนูอาหาร มีหน้าที่ทำสื่อการเรียนการสอนด้านโภชนาการให้เด็กเรียนรู้เรื่องการกินอาหารให้ถูกหลัก เพราะญี่ปุ่นมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศจากการพัฒนาคน โดยเอาโภชนาการมาพัฒนาคน

            แต่ประเทศไทยมีนักโภชนการดูแลอาหารแต่ในโรงเพยาบาลไม่มีในโรงเรียน ซึ่งนักโภชนาการในโรงพยาบาลดูแลอาหารสำหรับผู้ป่วย แต่จะอย่างไรให้กับที่ยังไม่ป่วยกินเป็น เพื่อไม่ให้เข้าโพยาบาล

            จึงถึงเวลาแล้ว ที่ต้องมีนักโภชนาการดูแลอาหารเด็กในโรงเรียน โดยขอเรียกร้องให้ อปท. องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นจัดจ้างนักโภชนาการในชุมชน ให้เป็นนักจัดการอาหารและโชนาการในโรงเรียนของชุมชน อย่างน้อย 1 ตำบล ต้องมี 1 นักโภชนาการ ส่วนสาเหตุทีเสนอให้ อปท. เป็นผู้รับผิดโครงการ เพราะเล็งเห็นแล้วว่าเป็นองค์กรที่มีศักยภาพ และ มีหน้าที่ความรับผิดชอบฝนการดูแลโรงเรียน กับศูนย์เด็กเล็กอยู่แล้ว นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรงศึกษาธิการก็ต้องเข้ามาสนับสนุนในเรื่องนี้ด้วย  ซึ่ง อปท.ที่อยู่ในความกำกับดูแลของ กระทรวงมหาดไทย โดยกระทรวงต้องทำหน้าที่คือ

1. กำหนดเป็นนโยบาย และ ให้งบประมาณจัดสรรไปยังท้องถิ่น

2. กำหนดคุณสมบัติ และวิธีการคัดเลือกนักโภชนาการ

3. กำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของนักโภชนาการในท้องถิ่น

            นักโภชนาการ หรือ นักจัดการอาหารในโรงเรียนของชุมชนมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

1.  ทำงานร่วมกับเกษตรกรในชุมชน เพื่อนำผลผลิตทางการเกษตร ที่ปลอดภัยไม่ใช่สารเคมี และเป็นผักพื้นบ้าน เข้าสู่โรงเรียน

2. ต้องทำให้แม่ครัว กับ ครู มีความรู้เรื่องโภชนาการ เช่น อบรม

3. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารของเด็กให้ถูกหลักโภชนาการ

4. ต้องมีการประเมินแบบเสริมพลัง (Empowerment Monitoring) โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้โครงการ/แผนงาน มีโอกาสบรรลุผลสำเร็จ  และพัฒนาศักยภาพของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ให้สามารถวางแผนการลงมือปฏิบัติ และประเมินโครงการด้วยตัวเขาเอง เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนางานให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

(***หมายเหตุ : อาหารของเด็กในโรงเรียนมี 4 อย่าง คือ อาหารกลางวัน นมโรงเรียน อาหารว่าง เช่น ขนม /ผลไม้ และ น้ำดื่ม***)

          ข้อดีของการมีนักโชนการในชุมชนเพื่อดูแลอาหารเด็กในโรงเรียน

1. คุณภาพอาหารในโรงเรียนดีขึ้น

2. ครูและแม่ครัวมีความรู้และทักษะในการทำอาหารให้มีคุณภาพได้มากขึ้น

3. เกิดกระบวนการใรชุมชนอย่างเป็นระบบ ที่เป็นความร่วมมือกันระหว่าง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

            ซึ่งถ้านโยบายนี้เป็นจริง จะส่งผลลัพธ์ในระยะยาวคือ... เด็กไทยจะโภชนาการสมวัย คือ ไม่ผอม ไม่เตี้ย ไม่อ้วน และ ไม่โง่  อีกต่อไป