หยุดยัดเยียดความเครียดให้เด็ก ออกกฎหมายควบคุมไม่ให้มีสอบเด็กเพื่อเลือกเข้าเรียน ชั้น ป.1

หยุดยัดเยียดความเครียดให้เด็ก ออกกฎหมายควบคุมไม่ให้มีสอบเด็กเพื่อเลือกเข้าเรียน ชั้น ป.1

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 50,000 คน!
หากถึง50,000รายชื่อแคมเปญนี้จะเป็นหนึ่งในแคมเปญที่มีคนที่ลงชื่อมากที่สุดบน Change.org
Piyavalee Thanasetkorn ได้สร้างแคมเปญรณรงค์นี้ร้องเรียน ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา และ

 หยุดยัดเยียดความเครียดให้เด็ก โดยออกกฎหมายควบคุมไม่ให้มีการจัดสอบเด็กเพื่อคัดเลือก เข้าเรียน ชั้น ป.1

เครือข่ายคุ้มครองสมองเด็กปฐมวัย ได้สร้างแคมเปญรณรงค์และร้องเรียน กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) สำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาการศึกษา กระทรวงการศึกษา และสมาชิกสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ

 จากข้อมูลงานวิจัยในหลายๆศาสตร์ต่างก็ชี้ชัดว่า ช่วงปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญที่สุดของพัฒนาการทางสมอง อุปนิสัย และทักษะที่สำคัญ ซึ่งถือว่าเป็นรากฐานของชีวิตมนุษย์ และการลงทุนที่เด็กปฐมวัยนั้น ให้ผลตอบแทนที่ดีในทุกมิติของชีวิต และมากถึง 7  เท่าของการลงทุน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพและความเป็นอยู่ของประชากรส่วนใหญ่ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน

 ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจึงหันมาให้ความสำคัญพร้อมกับสร้างวิสัยทัศน์ว่าประเทศไทยต้องการเด็กปฐมวัยที่ เก่ง ดี มีความสุข และทุ่มเทงบประมานในการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัยมากขึ้น เช่น ส่งเสริมมาตรฐานคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพิ่มสวัสดิการรักษาพยาบาล รณรงค์เรื่องน้ำนมแม่และสารอาหาร ส่งเสริมการอ่าน และการมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างเด็กกับครอบครัว

ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะมีแผนและการดำเนินงานหลายๆอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ยังไม่สามารถเห็นความสำเร็จของ เด็กเก่ง ดี มี ความสุข ได้เนื่องจาก ได้ละเลยปัจจัยหลักที่สำคัญปัจจัยหนึ่งในการพัฒนาเด็กปฐมวัย นั่นคือการจัดสภาพแวดล้อมที่หลีกเลี่ยงความเครียด ความกังวล ความไม่ปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ ให้กับเด็กๆ ซึ่งงานวิจัยทั่วโลกพบว่าความเครียดเป็นตัวร้ายที่ขัดขวางและทำลายศักยภาพสมอง และความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ แต่เป็นเพราะ เรายังไม่มีกฎหมายมาคุ้มครองเด็กในเรื่องนี้ การสอบเข้าป.1 ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เด็กถูกเร่งเรียน เร่งติวอย่างเคร่งเครียดเพื่อเตรียมตัวสอบล่วงหน้ากันมาเป็นปี จึงยังคงเกิดขึ้น และทำให้เด็กถูกริดรอนสิทธิที่จะได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาอย่างรอบด้านและเหมาะสมกับวัย

 การสอบเข้าป. 1 ด้วยข้อสอบวิชาการหรือเชาว์นอกจากไม่เหมาะกับวัยแล้ว ยังเป็นการวัดผลที่จะไม่สามารถคัดหาเด็กที่’เก่ง ดี มีความสุข’ได้

เก่ง: การใช้ข้อสอบจะวัดได้แค่เด็กที่ท่องเก่ง แต่ไม่สามารถประเมินได้ว่า เด็กพูดเก่ง ฟังเก่ง สังคมเก่ง แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าเก่ง หรือคิดสร้างสรรค์ เก่งหรือเปล่า ข้อสอบจะวัดได้แค่บางด้าน แต่ผลสอบตัดสินตัวเด็กโดยองค์รวม

ดี: ข้อสอบข้อเขียน ออกให้ดีขนาดไหน ก็ไม่สามรถวัดความดีที่แท้จริงของเด็ก เพราะความดีต้องสังเกตด้วยการกระทำ พฤติกรรมที่ทำเป็นนิสัย แนวคิดในการ ใช้ชีวิต

มีความสุข: การสอบทำลายความสุขในชีวิตวัยเด็กมากกว่าที่หลายคนคาดคิด เด็กบางคนเครียดจนอาเจียนทุกเช้า วันสอบเด็กกี่คนที่ร้องไห้ กินข้าวไม่ลง  ฉี่ ราดหรือท้องเสีย  ส่วนการติวเพื่อเตรียมสอบเป็นการขโมยเวลาแห่งความสุขของ เด็กๆไป  ทุกวันนี้เด็กมากกว่าครึ่งถูกบังคับให้ไปติวเพื่อเตรียมสอบสารพัดสอบ

 ผู้ใหญ่บางคนยังมีความกังวล และความเครียดเวลาต้องเข้าห้องสอบ แล้วลองนึกถึงความรู้สึกของเด็กเล็ก 5-6 ขวบ ที่รับรู้มาตลอดตั้งแต่ก่อนถึงวันสอบว่าความคาดหวังจากผลสอบครั้งนี้มีมาก เป็นเรื่องใหญ่และสำคัญกับพ่อแม่ของตนเอง ดังนั้นการจัดสอบจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด เหตุการณ์และความคาดหวัง ความกดดัน ที่เด็กได้รับจากพ่อแม่ และสังคมรอบข้างไม่ว่าลักษณะการสอบจะเป็นรูปแบบใด และเมื่อผลสอบออกมา เด็กที่สอบไม่ผ่านนั้นย่อมมีจำนวนมากกว่าเด็กที่สอบผ่าน และเค้าเหล่านั้นได้ถูกตีตราตัดสินไปแล้วว่า “สอบไม่ติด” ตั้งแต่ปฐมวัย แล้วความยากลำบากในการสั่งสม และสร้างคุณค่าในตัวเองจะยากขนาดไหน

 เราในฐานะผู้ใหญ่มีหน้าที่เรียกร้องสิทธิให้กับเด็ก โดยเฉพาะเด็กปฐมวัยนั้นเค้ายังพึ่งพาเราด้วยความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าเราจะเลือกสรรค์แต่สิ่งที่ดีที่สุดมาให้พวกเค้าได้เติบโตและพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ จึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่มีความรับผิดชอบในการออกกฎหมายนี้ ได้กรุณาเร่งรีบพิจารณาและออกพรบ.การปฐมวัยแห่งชาติ ที่ว่าด้วยการคุ้มครองเด็กให้ได้รับการจัดสรรโอกาสในการเข้าเรียน โดยไม่ให้ใช้การสอบคัดเลือกหรือการทดสอบใดๆในเด็กปฐมวัย เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคุ้มครองเด็กปฐมวัยให้พ้นจากการเร่งเรียนเขียนอ่าน จนละเมิดสิทธิในการได้รับการพัฒนาด้านอื่นๆ  ซึ่งมีเหล่านักวิชาการปฐมวัยที่ทรงความรู้และข้อมูลพยายามยื่นเรื่อง และผลักดัน ด้วยข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงจากงานวิจัยทั้งในประเทศไทยเอง และต่างประเทศทั่วโลก

 เพื่อ “ให้โอกาสเด็กปฐมวัยได้ค้นหาและพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างทรงคุณค่า” ด้วยการเลิกครอบงำและตัดสินพวกเค้าด้วย “การสอบเข้าป.1”

 พิทักษ์สิทธิเด็กด้วย พรบ . การปฐมวัยแห่งชาติ

“เด็กแต่ละคน เกิดมาพร้อมกับสิทธิติดตัวมาตั้งแต่แรกเกิด เท่าเทียมกันทุกคน”: การ สอบเข้า ป.1 เป็นระบบคัดออก เท่ากับละเมิดสิทธิความเท่าเทียมกัน
“สิทธิที่จะได้มีส่วนร่วม แสดงความคิดเห็น”: นอกจากการจัดสอบจะถูกจัดขึ้นโดยละเลยพัฒนาการแบบองค์รวมแล้วนั้น ควาคิดเห็น และข้อเสนอแนะการคัดเลือกในรูปแบบอื่นยังไม่เคยมีใครให้ความสำคัญในข้อเสนอแนะของเด็ก
“สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา” : ขบวนการเกี่ยวข้องกับการสอบเข้า ป.1 สร้างความเครียดให้เด็ก ทั้งนี้เป็นการหยุดยั้งและทำลายศักยภาพสมองที่มีการเจริญเติบโตได้ดีที่สุดในช่วงปฐมวัย
“สิทธิที่เด็กทุกคนจะได้รับความคุ้มครองให้รอดพ้นจากการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากเด็ก” : ขบวนการเกี่ยวข้องกับการสอบเข้า ป.1 นั้นก่อให้เกิดโทษที่ตัวเด็ก แต่เกิดผลประโยชน์กับผู้ที่หารายได้ และชื่อเสียงเข้าตัวเอง

 เด็กมีสิทธิในการมีส่วนร่วม และมีสิทธิที่จะแสดงออกและแสดงความคิดเห็นต่อสังคมในเรื่องที่มีผลกระทบกับเด็ก ซึ่งเด็กปฐมวัยได้มอบความเชื่อใจให้ผู้ใหญ่ในสังคม  จากผลกระทบของการสอบเข้า ป.1 ที่เกิดขึ้นโดยตรงต่อเด็กปฐมวัย เราต้องพิทักษ์รักษาสิทธินี้ให้เขา โดย

1. พ่อแม่ต้องได้รับข้อมูลและความช่วยเหลือเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับพัฒนาการทุกด้านของลูก เพื่อที่จะมีความเชื่อมั่นในการคัดเลือกสิ่งที่ดีจริงให้ลูก

2. ให้ข้อมูลกับพ่อแม่ว่า การเร่งเด็กอนุบาลเรียนเขียนอ่านตอนไม่พร้อม การยัดเยียดวิชาการ การแข่งขัน ตลอดจนการสอบเข้า ป.1 จะทำให้เด็กสี่ยงต่อปัญหาพัฒนาการทางจิตวิทยา และกระบวนการคิด ตลอดจนการมีคุณค่าในตนเองอีกหลายประการ 
3. การคัดเลือกเด็กเข้าเรียนในแต่ละสถาบันการศึกษา และพัฒนาศักยภาพเด็ก ต้องมีการควบคุม ไม่ให้ไปยุ่งกับเด็ก  ไม่ทำให้เด็กทุกข์ เครียด ไม่ทำให้เขาถูกพ่อแม่กดดัน ถูกครูอนุบาลกดดัน ไม่ทำให้เขาสูญเสียคุณค่าในตนเองที่ทำยังไม่ได้

4. ห้ามมีคณะกรรมการตั้งโต๊ะ แล้วเอาเด็กเข้ามาทำกิจกรรมให้ดู แล้วเด็กรอดูผลการตัดสินจากคณะกรรมการ

5. นอกเหนือจากการสอบในรูปแบบต่างๆแล้ว โรงเรียนควรมีเกณฑ์การคัดเลือกที่โปร่งใส และมีการนำเสนอคะแนนต่อสาธารณะ

6. พัฒนาคุณภาพโรงเรียน และครูผู้สอนให้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน และตอบสนองการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนทั้งกระบวนความคิด ทักษะสังคม ทักษะชีวิต (Soft-Hard Skills) และการค้นหาตนเองโดยผู้เรียน

 หากกล่าวอ้างว่าการสอบเป็นวิธีเดียวที่ทำให้คัดเลือกเด็กได้ตามจำนวนที่โรงเรียนรับได้ เราคงต้องละอายที่ได้รับความไว้วางใจจากเด็กในการพิทักษ์ผลกระทบต่อตัวเด็กด้วยทางออกง่ายๆ และผลักภาระผู้ใหญ่ให้เด็กต้องรับผิดชอบ จนมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของเด็กโดยตรง แท้จริงแล้ววิธีอื่นมีมากมายที่เราควรจะช่วยกันคิดได้เพื่อให้สมเกียรติที่ได้รับให้เป็นผู้พิทักษ์สิทธิเด็ก เช่น

สอบคัดเลือกพ่อแม่ (โดยเน้นเรื่องการเลี้ยงดูลูก และไม่ถามเรื่องการสนับสนุนวงเงิน)
•    พ่อแม่จับฉลาก
•    ดูตามรัศมีบ้านใกล้ และ ไล่ลำดับโอกาสได้รับสิทธิ์
•   สร้างเงื่อนไขในการเข้าเรียน โดยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ เช่น ต้องไปจัดค่ายให้เด็กนร.  ต้องพาลูกไปทำงานจิตสาธารณะ เป็นต้น

 ปฐมวัย เป็นรากฐานเริ่มต้นของคุณค่าความเป็นมนุษย์ หากเริ่มต้นก็หาคุณค่าในตนเองไม่ได้แล้ว การใช้ชีวิตในรั้วการศึกษาอีกร่วมยี่สิบปีก็ดูจะไร้ความหมาย แล้วการเรียนรู้อีกทั้งชีวิตที่เหลือจะทำเพื่ออะไร เพื่อใคร อย่างไร ประชากรที่ตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้จะมีเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศหรือไม่

นี่คือหลักการสั้นๆของ “กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กปฐมวัยยกเลิกการสอบเข้า ป.1” ที่เรากำลังอยากจะให้มีขึ้นในประเทศไทยพวกเราสามารถช่วยกันปกป้องคุณค่าของเด็กปฐมวัยทุกคนซึ่งเป็นอนาคตของชาติได้ ด้วยการร่วมลงชื่อเพื่อสนับสนุนการผ่านร่างกฎหมายฉบับนี้"

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 50,000 คน!
หากถึง50,000รายชื่อแคมเปญนี้จะเป็นหนึ่งในแคมเปญที่มีคนที่ลงชื่อมากที่สุดบน Change.org