

เมื่อวานนี้ (28 กันยา) ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการวัตถุอันตราย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติ 20 ต่อ 4 เสียง “ไม่เห็นด้วยให้ทบทวนมติยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตร” ได้แก่ พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส ถือเป็นที่สิ้นสุด จากกรรมการทั้งหมดที่มี 27 คน
"มีเหตุผลรองรับชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นสารอันตรายมีผลเสียต่อสุขภาพ เห็นได้จากต่างประเทศที่ประกาศยกเลิกใช้สารนี้ในหลายประเทศแล้วเช่นกัน"
"หากมีผู้มาร้องเรียนให้ทบทวนอีกในลักษณะเป็นประเด็นเดียวกันนี้ก็จะไม่มีการนำมาสู่การพิจารณาอีก ถือว่าได้เป็นมติไปแล้ว"
แต่ตอนนี้ถือยังเป็นเรื่องเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็นอวสานของพาราควอต เนื่องจากขณะนี้บริษัทซินเจนทาได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้มติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจต้องรอผลการพิจารณาของศาลปกครองซึ่งเชื่อว่าคงมีการต่อสู้ในชั้นศาลกันอีกหลายยก และหากในชั้นศาล ตัวแทนของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ คดีอาจพลิก พาราควอตอาจฟื้นคืนชีพอีกครั้งก็ได้
องค์กรภาคประชาสังคม และเครือข่ายผู้บริโภค จะไม่ยอมให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้ร้องสอดต่อศาลปกครองเพื่อขอเป็นจำเลยร่วม และศาลได้มีคำวินิจฉัยรับแล้ว ทำให้กลุ่มสนับสนุนการแบนสามารถนำข้อมูลและข้อเท็จจริงมาหักล้างบริษัทซินเจนทาและกลุ่มต่อต้านการแบนได้อย่างชอบธรรม
อย่าลืมว่า มูลค่าตลาดพาราควอตนั้นสูงถึงหนึ่งหมื่นล้านบาทต่อปี บริษัทที่ผลิตและค้าพาราควอตย่อมไม่ยอมสูญเสียตลาดนี้ในประเทศไทย และต้องป้องกันมิให้โดมิโนการแบนพาราควอตแผ่ออกไปทั่วโลก เพราะขณะนี้ประเทศต่างๆ ได้ประกาศแบนพาราควอตเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ล่าสุด บราซิลยักษ์ใหญ่เกษตรกรรมของโลก ได้เริ่มการแบนแล้วตั้งแต่วันที่ 22 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา และไนจีเรีย หนึ่งในประเทศเกษตรกรรมยักษ์ใหญ่ของแอฟริกาก็ประกาศแบนแล้วเช่นกัน