ยกเลิก กม.อาญา ม. 301 ผู้หญิงที่ทำแท้งไม่ใช่อาชญากร การทำแท้งเป็นเรื่องสุขภาพ

ยกเลิก กม.อาญา ม. 301 ผู้หญิงที่ทำแท้งไม่ใช่อาชญากร การทำแท้งเป็นเรื่องสุขภาพ

ประเด็นรณรงค์

ขอเชิญชวนร่วมลงชื่อสนับสนุนให้มีการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 301

เพื่อปกป้องชีวิต และสิทธิของผู้หญิง

 

ในประเทศไทยกฎหมายอาญามีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานทำให้แท้งลูกในมาตรา 301-305 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2500

ในบรรดากฎหมายทั้ง 5 มาตรา มาตราที่สำคัญซึ่งมักถูกนำมาพิจารณาเป็นอันดับแรก ๆ ได้แก่ มาตรา 301  และมาตรา 305 โดยมาตรา 301 ระบุถึงความผิดของผู้หญิงที่ทำให้ตนเองแท้งลูก ว่า

“หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ”

ขณะที่มาตรา 305 คุ้มครองแพทย์ที่ทำแท้งว่าไม่มีความผิด หากทำภายใต้ 2 เงื่อนไข คือ

1.เพื่อสุขภาพของผู้หญิง

2.ในกรณีที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จากการถูกข่มขืนกระทำชำเรา หรือถูกล่อลวง จัดหา บังคับให้มีเพศสัมพันธ์ ตามมาตรา 276, 277, 282, 283 และ 284 ผู้กระทำไม่มีความผิด

ในปี พ.ศ. 2548 แพทยสภาได้ออก หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ เพื่อมาสนับสนุนให้แพทย์สามารถทำแท้งให้ผู้หญิงได้โดยไม่ผิด หากทำภายใต้เงื่อนไขว่าจำเป็นต้องทำเนื่องจาก

1.ปัญหาสุขภาพทางกายของหญิงตั้งครรภ์หรือ

2.ปัญหาสุขภาพทางจิตของหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากความเครียด รวมถึงเมื่อพบว่าทารกมีความเสี่ยงสูงที่จะพิการ หรือเป็นโรคทางพันธุกรรม โดยมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนทางการแพทย์ และต้องได้รับการรับรองจากแพทย์อย่างน้อยอีกหนึ่งคนที่ไม่ได้เป็นผู้ทำแท้ง

ในปัจจุบัน ยังไม่มีการคุมกำเนิดใดที่มีผลในการป้องกันได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้คนจำนวนมากยังมีความเชื่อที่ผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องการคุมกำเนิด เช่น การหลั่งนอก ทำให้ไม่ท้อง, การมีเพศสัมพันธ์นาน ๆ ครั้ง ไม่น่าจะทำให้ท้อง อีกทั้งผู้หญิงจำนวนมากยังไม่สามารถต่อรองให้คู่ของตนใช้ถุงยางอนามัยได้อีกด้วย ข้อมูลจากกลุ่มทำทางที่ให้คำปรึกษากับผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม พบว่า ผู้หญิงต้องการทำแท้ง จำนวนมากมีสาเหตุมาจาก การที่คู่รัก หรือแฟน ปฎิเสธที่จะรับผิดชอบ หรือให้ความช่วยเหลือ หากผู้หญิงตัดสินใจตั้งครรภ์ต่อ จนกระทั่งถึงหลังคลอด  ผู้หญิงจำนวนมากไม่ได้เต็มใจที่จะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่ทำให้ตนเองท้องตั้งแต่แรก หรือไม่คิดว่าผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยเหมาะสมที่จะมาเป็นคู่ชีวิต ผู้หญิงที่ทำแท้งจำนวนไม่น้อยผ่านการมีบุตรมาแล้ว และไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูบุตรอีกคน เนื่องจากความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจ

สำหรับผู้หญิงทุกคน การทำแท้ง ไม่ใช่การตัดสินใจที่ “ง่าย”  แม้ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันจะทำให้การทำแท้งที่ปลอดภัย[1]เป็นสิ่งที่ “ปลอดภัยกว่าการคลอด” มาก โดยการทำแท้งในอายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ด้วยยา หรือด้วยเครื่องดูดสุญญากาศ มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยถึง 98%

สำหรับผู้หญิงตัดสินใจที่จะทำแท้ง การจะเข้าถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัย และมีคุณภาพก็ยังไม่ใช่เรื่อง “ง่าย” อีกเช่นเดียวกัน เนื่องจากสังคมไทยคอยตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า การทำแท้งเป็นเรื่องผิดบาป และผิดกฎหมาย ทั้งที่ในความเป็นจริงการทำแท้งในประเทศไทยเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างปลอดภัย และถูกกฎหมาย มีสถานบริการสาธารณสุขทั้งของภาครัฐ และเอกชนที่ให้บริการ การไม่มีข้อมูล และความกลัวต่ออคติและค่านิยมของสังคม ส่งผลให้ผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมจำนวนมากต้องเสียชีวิตไปจากอาการแทรกซ้อนของการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ทั้งจากการหาซื้อยาจากแหล่งยาด้อยคุณภาพมาใช้เอง และจากการไปทำแท้งเถื่อนกับสถานบริการที่ไม่ปลอดภัย

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ชี้ให้เห็นว่า ทุกปีมีการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นจำนวน 25 ล้านครั้งทั่วโลก ในจำนวนนี้ผู้หญิงราว 50,000 คนต้องเสียชีวิตเนื่องจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศที่มีกฎหมายห้ามการทำแท้ง หรือลงโทษผู้หญิงที่ทำแท้ง  ในประเทศไทยมีข้อมูลจากการวิจัยในปี พ.ศ.2557 ที่ชี้ให้เห็นว่าแต่ละปีมีการทำแท้งราว 300,000-400,000 ครั้งต่อปี และ มีผู้หญิงเสียชีวิตราว 300 คน ต่อการทำแท้ง 100,000 ครั้ง

ในหลักการสากลด้านสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ การเข้าถึงบริการการทำแท้งอย่างปลอดภัย ถือเป็นสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิงทุก ๆ คนบนโลกใบนี้  ถึงเวลาแล้วที่ไม่ควรมีผู้หญิงคนใดต้องเสียชีวิตโดยไม่จำเป็นอีกต่อไป

การยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 301 ที่เอาผิดผู้หญิงที่ทำแท้ง จะช่วยให้ผู้หญิงเข้าถึงข้อมูลรอบด้านเกี่ยวกับการทำแท้ง และเข้าถึงบริการทำแท้งอย่างปลอดภัย

กลุ่มทำทาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวของนักกิจกรรมผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์การทำแท้ง และทำงานให้บริการคำปรึกษาเพื่อการเข้าถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัยของผู้หญิง ร่วมกับ เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม และ สมาคมเพศวิถีศึกษา  ขอเชิญชวนทุกท่านลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้อง

ขอให้มีการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 301 เอาผิดผู้หญิงที่ทำแท้ง เพื่อไม่ให้ผู้หญิงต้องเสียชีวิตจากการเข้าไม่ถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัยอีกต่อไป



[1] ตามหลักสากลแล้ว การทำแท้งสามารถทำได้จนถึงอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ มากกว่านั้น จะถือว่าเป็นการคลอดก่อนกำหนด

avatar of the starter
กลุ่มทำทางผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

แคมเปญประสบความสำเร็จ

การรณรงค์สำเร็จตามเป้าหมาย โดยมีผู้สนับสนุนจำนวน400คน

ประเด็นรณรงค์

ขอเชิญชวนร่วมลงชื่อสนับสนุนให้มีการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 301

เพื่อปกป้องชีวิต และสิทธิของผู้หญิง

 

ในประเทศไทยกฎหมายอาญามีบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานทำให้แท้งลูกในมาตรา 301-305 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ประกาศใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2500

ในบรรดากฎหมายทั้ง 5 มาตรา มาตราที่สำคัญซึ่งมักถูกนำมาพิจารณาเป็นอันดับแรก ๆ ได้แก่ มาตรา 301  และมาตรา 305 โดยมาตรา 301 ระบุถึงความผิดของผู้หญิงที่ทำให้ตนเองแท้งลูก ว่า

“หญิงใดทำให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ”

ขณะที่มาตรา 305 คุ้มครองแพทย์ที่ทำแท้งว่าไม่มีความผิด หากทำภายใต้ 2 เงื่อนไข คือ

1.เพื่อสุขภาพของผู้หญิง

2.ในกรณีที่ผู้หญิงตั้งครรภ์จากการถูกข่มขืนกระทำชำเรา หรือถูกล่อลวง จัดหา บังคับให้มีเพศสัมพันธ์ ตามมาตรา 276, 277, 282, 283 และ 284 ผู้กระทำไม่มีความผิด

ในปี พ.ศ. 2548 แพทยสภาได้ออก หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ เพื่อมาสนับสนุนให้แพทย์สามารถทำแท้งให้ผู้หญิงได้โดยไม่ผิด หากทำภายใต้เงื่อนไขว่าจำเป็นต้องทำเนื่องจาก

1.ปัญหาสุขภาพทางกายของหญิงตั้งครรภ์หรือ

2.ปัญหาสุขภาพทางจิตของหญิงตั้งครรภ์ เนื่องจากความเครียด รวมถึงเมื่อพบว่าทารกมีความเสี่ยงสูงที่จะพิการ หรือเป็นโรคทางพันธุกรรม โดยมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจนทางการแพทย์ และต้องได้รับการรับรองจากแพทย์อย่างน้อยอีกหนึ่งคนที่ไม่ได้เป็นผู้ทำแท้ง

ในปัจจุบัน ยังไม่มีการคุมกำเนิดใดที่มีผลในการป้องกันได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้คนจำนวนมากยังมีความเชื่อที่ผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่องการคุมกำเนิด เช่น การหลั่งนอก ทำให้ไม่ท้อง, การมีเพศสัมพันธ์นาน ๆ ครั้ง ไม่น่าจะทำให้ท้อง อีกทั้งผู้หญิงจำนวนมากยังไม่สามารถต่อรองให้คู่ของตนใช้ถุงยางอนามัยได้อีกด้วย ข้อมูลจากกลุ่มทำทางที่ให้คำปรึกษากับผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม พบว่า ผู้หญิงต้องการทำแท้ง จำนวนมากมีสาเหตุมาจาก การที่คู่รัก หรือแฟน ปฎิเสธที่จะรับผิดชอบ หรือให้ความช่วยเหลือ หากผู้หญิงตัดสินใจตั้งครรภ์ต่อ จนกระทั่งถึงหลังคลอด  ผู้หญิงจำนวนมากไม่ได้เต็มใจที่จะมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายที่ทำให้ตนเองท้องตั้งแต่แรก หรือไม่คิดว่าผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยเหมาะสมที่จะมาเป็นคู่ชีวิต ผู้หญิงที่ทำแท้งจำนวนไม่น้อยผ่านการมีบุตรมาแล้ว และไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูบุตรอีกคน เนื่องจากความจำเป็นทางด้านเศรษฐกิจ

สำหรับผู้หญิงทุกคน การทำแท้ง ไม่ใช่การตัดสินใจที่ “ง่าย”  แม้ว่าเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันจะทำให้การทำแท้งที่ปลอดภัย[1]เป็นสิ่งที่ “ปลอดภัยกว่าการคลอด” มาก โดยการทำแท้งในอายุครรภ์ไม่เกิน 9 สัปดาห์ด้วยยา หรือด้วยเครื่องดูดสุญญากาศ มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยถึง 98%

สำหรับผู้หญิงตัดสินใจที่จะทำแท้ง การจะเข้าถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัย และมีคุณภาพก็ยังไม่ใช่เรื่อง “ง่าย” อีกเช่นเดียวกัน เนื่องจากสังคมไทยคอยตอกย้ำอยู่ตลอดเวลาว่า การทำแท้งเป็นเรื่องผิดบาป และผิดกฎหมาย ทั้งที่ในความเป็นจริงการทำแท้งในประเทศไทยเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างปลอดภัย และถูกกฎหมาย มีสถานบริการสาธารณสุขทั้งของภาครัฐ และเอกชนที่ให้บริการ การไม่มีข้อมูล และความกลัวต่ออคติและค่านิยมของสังคม ส่งผลให้ผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมจำนวนมากต้องเสียชีวิตไปจากอาการแทรกซ้อนของการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ทั้งจากการหาซื้อยาจากแหล่งยาด้อยคุณภาพมาใช้เอง และจากการไปทำแท้งเถื่อนกับสถานบริการที่ไม่ปลอดภัย

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ชี้ให้เห็นว่า ทุกปีมีการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นจำนวน 25 ล้านครั้งทั่วโลก ในจำนวนนี้ผู้หญิงราว 50,000 คนต้องเสียชีวิตเนื่องจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศที่มีกฎหมายห้ามการทำแท้ง หรือลงโทษผู้หญิงที่ทำแท้ง  ในประเทศไทยมีข้อมูลจากการวิจัยในปี พ.ศ.2557 ที่ชี้ให้เห็นว่าแต่ละปีมีการทำแท้งราว 300,000-400,000 ครั้งต่อปี และ มีผู้หญิงเสียชีวิตราว 300 คน ต่อการทำแท้ง 100,000 ครั้ง

ในหลักการสากลด้านสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ การเข้าถึงบริการการทำแท้งอย่างปลอดภัย ถือเป็นสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ของผู้หญิงทุก ๆ คนบนโลกใบนี้  ถึงเวลาแล้วที่ไม่ควรมีผู้หญิงคนใดต้องเสียชีวิตโดยไม่จำเป็นอีกต่อไป

การยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 301 ที่เอาผิดผู้หญิงที่ทำแท้ง จะช่วยให้ผู้หญิงเข้าถึงข้อมูลรอบด้านเกี่ยวกับการทำแท้ง และเข้าถึงบริการทำแท้งอย่างปลอดภัย

กลุ่มทำทาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวของนักกิจกรรมผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์การทำแท้ง และทำงานให้บริการคำปรึกษาเพื่อการเข้าถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัยของผู้หญิง ร่วมกับ เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อม และ สมาคมเพศวิถีศึกษา  ขอเชิญชวนทุกท่านลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้อง

ขอให้มีการยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 301 เอาผิดผู้หญิงที่ทำแท้ง เพื่อไม่ให้ผู้หญิงต้องเสียชีวิตจากการเข้าไม่ถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัยอีกต่อไป



[1] ตามหลักสากลแล้ว การทำแท้งสามารถทำได้จนถึงอายุครรภ์ 24 สัปดาห์ มากกว่านั้น จะถือว่าเป็นการคลอดก่อนกำหนด

avatar of the starter
กลุ่มทำทางผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา
คณะกรรมการกฤษฎีกา
คุณนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
คุณนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 10 มีนาคม ค.ศ. 2018 แล้ว