กระเช้าขึ้นภูกระดึง คือ หายนะของภูกระดึง

ประเด็นรณรงค์

1. บนหลังแปภูกระดึง มีพื้นที่กว้างใหญjนับสิบๆ ตารางกิโลเมตร ถึงมีทางเดินไว้ แต่คนก็ออกนอกเส้นทางได้ตลอดเวลา คนยิ่งมาก ก็ควบคุม ธรรมชาติเสียหายแน่นอน


2. คนมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะรับได้ ความยากที่ต้องเดินทางขึ้นเขา 5.5กิโลเมตร เป็นเครื่องคัดกรองคนให้พอเหมาะกับธรรมชาติที่จะรองรับได้ แต่เมื่อคนมากเกินไป ตามอัตราความถี่ของกระเช้า ที่จะสามารถบรรทุกคนขึ้นมาได้ จะทำให้มีคนอยู่กันเกลื่อนภูกระดึง และธรรมชาติย่อมถูกกิจกรรมของมนุษย์ ที่มากมายทำลายลงอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งเวลาที่ภูกระดึงปิดปีละ 4 เดือน ก็ไม่อาจฟื้นสภาพได้ทัน


3. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง อยู่ท่ามกลางการรายล้อมของชุมชน มีการรบกวนจากมนุษย์ สัตว์ป่าจึงขึ้นมาอาศัยบนหลังแปมาก เราจึงมักพบเห็นช้างป่า หมาไน หมาจิ้งจอก เก้ง กวาง บนภูกระดึงบ่อยครั้ง เมื่อลงไปก็ไม่ปลอดภัย ขึ้นมาอยู่บนหลังแปนักท่องเที่ยวก็มาก จะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างสัตว์ป่ากับนักท่องเที่ยว


4. ทำลายอาชีพลูกหาบที่เป็นคนกลุ่มเล็กๆ.. ชาวบ้าน เมื่อถึงหน้าเปิดภู จะมีอาชีพเสริมแต่เป็นรายได้หลัก คือมารับจ้างหาบสัมภาระขึ้นภูกระดึง กก.ละ 30 บาท วันหนึ่งลูกหาบสามารถหาบได้ 20-60กก. ต่อเที่ยว ลูกหาบใช้เวลาราว ๆ 3-4ชม. จากที่ทำการด้านล่าง ขึ้นไปจนถึงหลังแปและต่อไปจนถึงที่ทำการอุทยาน บนภูถือเป็นรายได้ที่ดีสำหรับคนที่ไม่มีทางเลือกในสังคมมากนัก และได้รับรายได้ตรงจากนักท่องเที่ยว โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ทั้งเป็นรายได้เสริมจากการรอเก็บเกี่ยวในนาที่ภาคอีสานทำนาได้ครั้งเดียว แค่พอได้กินข้าว รายได้จากการเป็นลูกหาบในช่วงเปิดภูจึงเป็นรายได้ที่เลี้ยงครอบครัว ส่งลูกเรียน กระเช้าจะมาแย่งงาน แย่งอาชีพ แย่งรายได้จากคนเหล่านี้ไปจนหมดสิ้น ...หากมีกระเช้า ลูกหาบ จะถูกเปลี่ยน ไปเป็น ลูกจ้าง ซึ่งโอกาสน้อยมากที่จะได้งานจ้างจากเจ้าของสัมปทานกระเช้า


5.ตัดหนทางทำมาหากินเล็ก ๆ น้อย ๆ ของร้านค้าระหว่างทาง ร้านค้าที่ขายิาหาร เครื่องดื่ม ของคบเคี้ยว เมื่อกระเช้ามาถึงจะไม่มีนักท่องเที่ยวเดินขึ้น รายได้พอมีบ้างอันน้อยนิดก็จะจางหายไป


6.กรมอุทยานฯ มีหน้าที่ ๓ ข้อหลัก คือ ๑.ศึกษาวิจัยต้นคว้า, ๒.ป้องกันและรักษาป่า,สัตว์ ป่า และ ๓.เพื่อการสันทนาการ แต่การตีความในข้อ ๓ บิดเบือน และใช้ประโยชน์จากการสันทนาการจนเกินขอบเขต และเป็นอันตรายต่อหน้าที่ ในข้อ ๑ และข้อ ๒ ...กล่าวคือกรมอุทยานฯ ต้องพยายามสร้างความร่วมมือ ให้ประชาชนที่อยู่รอบ ๆ ป่า มีส่วนในการดูแลรักษาป่า ซึ่งทางพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ชาวบ้านก็ขายสินค้าที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวได้ เมื่อชาวบ้านมีรายได้จากธรรมชาติใกล้บ้าน เขาก็อยากจะช่วยกันดูแลรักษาเอง แต่สำหรับภูกระดึง เหมือนภาครัฐหลอกให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาป่า แล้วเอาป่าที่เขาดูแลไปให้นายทุนหาผลประโยชน์

7.ผลงานที่ใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการสร้างกระเช้าภูกกระดึงที่ใช้งบประมาณถึง ๒๐ ล้านบาท โดย องค์การบริหารจัดการพิ้นที่พิเศษ หรือ อพท.นั้น ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นงานวิจัย เพราะ ๑.เป็นการทำวิจัยที่ผิดไปจากหลักวิชาการ ๒.นำข้อมูลเก่าจากหลายแห่งมาตัดแปะ และไม่เป็นจริงตามสถานการณ์ปัจจุบัน ๓.เป็นการหลอกลวงชาวบ้านด้วยข้อมูลเท็จว่า กระเช้าจะสามารถกำจัดขยะบนภูกระดึงได้ แต่ในท้ายรายงานได้ระบุไว้ว่า จะใช้พื้นที่ ๓๐ ไร่ บริเวณที่ทำการ"วังกวาง" เพื่อฝังกลบขยะ

8. การเดินทางท่องเที่ยวในธรรมชาติ มนุษย์ต้องปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ โดยไม่ทำร้ายธรรมชาติ  มิใช่มุ่งหาความสะดวก สบายทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศน์ของป่า และสัตว์ป่า......หากต้นทุนธรรมชาติของภูกระดึงถูกทำลายลงด้วยกระเช้าไปไฟฟ้าเป็นพาหะแล้ว  พื้นที่อุทยานแห่งชาติแหล่งอื่นๆ ก็อาจจะเสียหายต่อไปจนไม่เหลือธรรมชาติไว้ให้เห็นในอนาคต

...และยังมีข้อมูลซึ่งเป็นเหตุผลทางวิชาการอีกมากมายที่ ระบุว่าหากมีกระเช้าขึ้นภูกระดึงแล้ว  จะนำมาซึ่งหายนะของธรรมชาติแห่งนี้อย่างแน่นอนด้วยความ

ด้วยความเคารพ
เต็งพ้ง @Ok Nature

avatar of the starter
นายวิสูตร เพียรพัฒน์ผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 18,703 คน

ประเด็นรณรงค์

1. บนหลังแปภูกระดึง มีพื้นที่กว้างใหญjนับสิบๆ ตารางกิโลเมตร ถึงมีทางเดินไว้ แต่คนก็ออกนอกเส้นทางได้ตลอดเวลา คนยิ่งมาก ก็ควบคุม ธรรมชาติเสียหายแน่นอน


2. คนมากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะรับได้ ความยากที่ต้องเดินทางขึ้นเขา 5.5กิโลเมตร เป็นเครื่องคัดกรองคนให้พอเหมาะกับธรรมชาติที่จะรองรับได้ แต่เมื่อคนมากเกินไป ตามอัตราความถี่ของกระเช้า ที่จะสามารถบรรทุกคนขึ้นมาได้ จะทำให้มีคนอยู่กันเกลื่อนภูกระดึง และธรรมชาติย่อมถูกกิจกรรมของมนุษย์ ที่มากมายทำลายลงอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งเวลาที่ภูกระดึงปิดปีละ 4 เดือน ก็ไม่อาจฟื้นสภาพได้ทัน


3. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง อยู่ท่ามกลางการรายล้อมของชุมชน มีการรบกวนจากมนุษย์ สัตว์ป่าจึงขึ้นมาอาศัยบนหลังแปมาก เราจึงมักพบเห็นช้างป่า หมาไน หมาจิ้งจอก เก้ง กวาง บนภูกระดึงบ่อยครั้ง เมื่อลงไปก็ไม่ปลอดภัย ขึ้นมาอยู่บนหลังแปนักท่องเที่ยวก็มาก จะเกิดการเผชิญหน้าระหว่างสัตว์ป่ากับนักท่องเที่ยว


4. ทำลายอาชีพลูกหาบที่เป็นคนกลุ่มเล็กๆ.. ชาวบ้าน เมื่อถึงหน้าเปิดภู จะมีอาชีพเสริมแต่เป็นรายได้หลัก คือมารับจ้างหาบสัมภาระขึ้นภูกระดึง กก.ละ 30 บาท วันหนึ่งลูกหาบสามารถหาบได้ 20-60กก. ต่อเที่ยว ลูกหาบใช้เวลาราว ๆ 3-4ชม. จากที่ทำการด้านล่าง ขึ้นไปจนถึงหลังแปและต่อไปจนถึงที่ทำการอุทยาน บนภูถือเป็นรายได้ที่ดีสำหรับคนที่ไม่มีทางเลือกในสังคมมากนัก และได้รับรายได้ตรงจากนักท่องเที่ยว โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ทั้งเป็นรายได้เสริมจากการรอเก็บเกี่ยวในนาที่ภาคอีสานทำนาได้ครั้งเดียว แค่พอได้กินข้าว รายได้จากการเป็นลูกหาบในช่วงเปิดภูจึงเป็นรายได้ที่เลี้ยงครอบครัว ส่งลูกเรียน กระเช้าจะมาแย่งงาน แย่งอาชีพ แย่งรายได้จากคนเหล่านี้ไปจนหมดสิ้น ...หากมีกระเช้า ลูกหาบ จะถูกเปลี่ยน ไปเป็น ลูกจ้าง ซึ่งโอกาสน้อยมากที่จะได้งานจ้างจากเจ้าของสัมปทานกระเช้า


5.ตัดหนทางทำมาหากินเล็ก ๆ น้อย ๆ ของร้านค้าระหว่างทาง ร้านค้าที่ขายิาหาร เครื่องดื่ม ของคบเคี้ยว เมื่อกระเช้ามาถึงจะไม่มีนักท่องเที่ยวเดินขึ้น รายได้พอมีบ้างอันน้อยนิดก็จะจางหายไป


6.กรมอุทยานฯ มีหน้าที่ ๓ ข้อหลัก คือ ๑.ศึกษาวิจัยต้นคว้า, ๒.ป้องกันและรักษาป่า,สัตว์ ป่า และ ๓.เพื่อการสันทนาการ แต่การตีความในข้อ ๓ บิดเบือน และใช้ประโยชน์จากการสันทนาการจนเกินขอบเขต และเป็นอันตรายต่อหน้าที่ ในข้อ ๑ และข้อ ๒ ...กล่าวคือกรมอุทยานฯ ต้องพยายามสร้างความร่วมมือ ให้ประชาชนที่อยู่รอบ ๆ ป่า มีส่วนในการดูแลรักษาป่า ซึ่งทางพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ชาวบ้านก็ขายสินค้าที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวได้ เมื่อชาวบ้านมีรายได้จากธรรมชาติใกล้บ้าน เขาก็อยากจะช่วยกันดูแลรักษาเอง แต่สำหรับภูกระดึง เหมือนภาครัฐหลอกให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาป่า แล้วเอาป่าที่เขาดูแลไปให้นายทุนหาผลประโยชน์

7.ผลงานที่ใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการสร้างกระเช้าภูกกระดึงที่ใช้งบประมาณถึง ๒๐ ล้านบาท โดย องค์การบริหารจัดการพิ้นที่พิเศษ หรือ อพท.นั้น ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นงานวิจัย เพราะ ๑.เป็นการทำวิจัยที่ผิดไปจากหลักวิชาการ ๒.นำข้อมูลเก่าจากหลายแห่งมาตัดแปะ และไม่เป็นจริงตามสถานการณ์ปัจจุบัน ๓.เป็นการหลอกลวงชาวบ้านด้วยข้อมูลเท็จว่า กระเช้าจะสามารถกำจัดขยะบนภูกระดึงได้ แต่ในท้ายรายงานได้ระบุไว้ว่า จะใช้พื้นที่ ๓๐ ไร่ บริเวณที่ทำการ"วังกวาง" เพื่อฝังกลบขยะ

8. การเดินทางท่องเที่ยวในธรรมชาติ มนุษย์ต้องปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ โดยไม่ทำร้ายธรรมชาติ  มิใช่มุ่งหาความสะดวก สบายทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศน์ของป่า และสัตว์ป่า......หากต้นทุนธรรมชาติของภูกระดึงถูกทำลายลงด้วยกระเช้าไปไฟฟ้าเป็นพาหะแล้ว  พื้นที่อุทยานแห่งชาติแหล่งอื่นๆ ก็อาจจะเสียหายต่อไปจนไม่เหลือธรรมชาติไว้ให้เห็นในอนาคต

...และยังมีข้อมูลซึ่งเป็นเหตุผลทางวิชาการอีกมากมายที่ ระบุว่าหากมีกระเช้าขึ้นภูกระดึงแล้ว  จะนำมาซึ่งหายนะของธรรมชาติแห่งนี้อย่างแน่นอนด้วยความ

ด้วยความเคารพ
เต็งพ้ง @Ok Nature

avatar of the starter
นายวิสูตร เพียรพัฒน์ผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

มูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร
มูลนิธิ สืบ นาคะเสถียร
Ok Nature
Ok Nature
oknation.net
oknation.net

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 24 มกราคม ค.ศ. 2015 แล้ว