แก้ไข พรบ.จราจรทางบก ปี 2522

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 7,500 คน!


พรบ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ได้กำหนดให้รถจักรยานยนต์ ต้องเดินรถในช่องทางด้านซ้ายเท่านั้น (ยกเว้นบางกรณี)
ซึ่งไม่สอดคล้องกับสมรรถนะของรถจักรยานยนต์, สภาพการจราจร และวิถีการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน
อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง เสียสุขภาพ
รวมถึงเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตรับสินบนได้
เนื่องจากเจ้าหน้าที่มักจะอ้างถึงข้อบังคับดังกล่าว โดยไม่สนใจข้อยกเว้นเรื่องสิ่งกีดขวางในช่องทาง และการแซง
ซึ่งตาม พรบ. ดังกล่าว ผู้ใช้จักรยานยนต์สามารถทำการเปลี่ยนช่องทางในเงื่อนไขนั้น ๆ ได้

สิ่งที่ต้องการแก้ไข
1. แก้ไขเพื่อให้รถจักรยานยนต์สามารถใช้ช่องทางเดินรถอื่นนอกเหนือจากช่องทางด้านซ้ายสุดได้
โดยยกเว้นการใช้งานทางพิเศษที่มีการเก็บค่าธรรมเนียม และช่องทางหลักที่มีทางคู่ขนาน

เนื่องจากช่องทางด้านซ้ายสุดมักจะมีอุปสรรค และสิ่งกีดขวางอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องเปลี่ยนช่องทางเดินรถเพื่อหลบหลีก หรือแซงอยู่ตลอด
ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมากขึ้น อีกทั้งเมื่อมีถูกเรียกจากด่านกวดขันวินัยจราจร
เจ้าหน้าที่มักไม่รับฟังเหตุผลในข้อยกเว้นเรื่องสิ่งกีดขวาง และการแซงดังกล่าว และทำการออกใบสั่งในข้อหาขับขี่ไม่ชิดขอบทางด้านซ้าย
รวมถึงยังเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่บางนายเกี่ยวข้องกับการทุจริตรับสินบนอีกด้วย

2. แก้ไขเพื่อให้รถจักรยานยนต์สามารถใช้สะพานข้ามแยก และอุโมงค์ลอดแยกได้

เนื่องจากรถจักรยานยนต์ในปัจจุบันมีสมรรถนะที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก สามารถทำความเร็วให้สอดคล้องสภาพการจราจรได้
จึงไม่เป็นการกีดขวางการจราจรทั้งขณะขึ้น-ลง หรือระหว่างอยู่บนสะพานข้ามแยก และในอุโมงค์ลอดแยก
อีกทั้งทางร่วมทางแยกบางแห่ง มีการเปลี่ยนวิธีการเดินรถไม่ให้เดินรถตรงข้ามแยกไปได้
ทำให้รถจักรยานยนต์ต้องอ้อมไปเส้นทางอื่นก่อน แล้วกลับมาที่แยกอีกครั้ง เพื่อเลี้ยวไปในเส้นทางที่ต้องการ
เป็นการเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเป็นอย่างมาก
รวมถึงสะพานข้ามแยก และอุโมงค์ลอดแยกบางแห่ง ยังมีการอนุญาตให้รถจักรยานยนต์สามารถใช้งานได้
ซึ่งสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นอย่างมากในการเดินทาง

และเมื่อกล่าวถึงเหตุผลในการห้ามรถจักรยานยนต์ใช้ช่องทางดังกล่าวข้างต้นแล้ว
หากจะกล่าวว่าเป็นการห้ามเพื่อความปลอดภัย จึงดูไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงอย่างมาก
เพราะการห้ามรถจักรยานยนต์ใช้ช่องทางดังกล่าว ยิ่งทำให้รถจักรยานยนต์ต้องใช้เวลาเดินทางมากขึ้น
ซึ่งหมายถึงต้องใช้เวลาอยู่บนท้องถนนมากขึ้น ต้องเผชิญความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากขึ้น
เสียสุขภาพกาย และสุขภาพจิต กับการเผชิญต่อสภาพการจราจร และมลพิษบนท้องถนนมากขึ้น
สิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และค่าบำรุงรักษารถจักรยานยนต์มากขึ้น