ออกมาตรการตั้งรับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่จะเกิดขึ้นซ้ำแน่นอน

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 35,000 คน!


ติดตั้งแอ็พพลิเคชั่น สวมหน้ากาก ซื้อเครื่องฟอกอากาศ ฉีดน้ำ ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

379 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คือปริมาณของฝุ่นละเอียดขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน วัดได้ในวันหนึ่งจากย่านสะพานควาย ช่วงเกิดวิกฤตฝุ่นในกรุงเทพฯ ซึ่งสูงกว่าระดับมาตรฐานขององค์การอนามัยโลกซึ่งกำหนดไว้ที่ไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แสดงว่าอากาศเป็นพิษระดับรุนแรง สภาพเช่นนี้พบได้ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด

มาตรการของรัฐที่ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรม คือการฉีดน้ำ  ซึ่งทำได้เพียงชั่วคราว และช่วยลดเฉพาะฝุ่นเม็ดใหญ่ แต่ฝุ่นที่เป็นปัญหาคือฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นฝุ่นละเอียดและขนาดเล็กเกินกว่าที่น้ำซึ่งมีขนาดอนุภาคใหญ่กว่าจะจับฝุ่นได้  ที่สำคัญการฉีดน้ำอาจไปรบกวนเซ็นเซอร์วัดฝุ่นทำให้การวัดค่าฝุ่นออกมาผิดเพี้ยน

นาทีนี้ วิกฤตมลภาวะทางอากาศจากปริมาณฝุ่นพิษที่เกินมาตรฐาน ควรต้องได้รับการยกระดับเป็นวาระเทียบเท่า ‘ภัยพิบัติ’ ระดับชาติได้แล้ว เพราะส่งผลกระทบต่อชีวิตเราทุกคน โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเปราะบาง เช่นเด็ก คนชรา ผู้ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ ผู้ทำงานกลางแจ้ง และผู้มีรายได้น้อยที่เข้าไม่ถึงหน้ากากกันฝุ่น ที่สำคัญฝุ่นพิษนี้มีแนวโน้มจะหวนกลับมาทุกครั้งที่เกิดภาวะความกดอากาศต่ำ เช่นที่เกิดในปี 2561 และปี 2562 ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นคือช่วงเดือน มค.-มี.ค.

'เรา' ประชาชนและภาคประชาสังคมหลายภาคส่วน จึงขอเรียกร้องให้ภาครัฐ ออกมาตรการตั้งรับวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่จะหวนกลับมาสร้างวิกฤตอีกอย่างแน่นอน โดยเสนอข้อเรียกร้อง ทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะยาว ดังนี้

1. ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของคนไทย โดยเสนอให้กรมควบคุมมลพิษ "ยกร่างมาตรฐานค่า PM 2.5 ในบรรยากาศ"  สำหรับประเทศไทยขึ้นใหม่ โดยกำหนดให้ค่าเฉลี่ย PM 2.5 รายปีมีได้ไม่เกิน 12 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย PM 2.5 ใน 24 ชั่วโมง มีได้ไม่เกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ภายในปี พ.ศ.2562  (ศึกษาเพิ่มเติมและดูวิธีการนำไปปฎิบัติเป็นรูปธรรมได้ ที่นี่)


2. ลดจำนวนรถ คุมควันดำ - มีมาตรการลดปริมาณรถยนต์ให้สอดคล้องกับภาวะวิกฤติ (เช่น ‘สั่งการ’ งดใช้รถ ไม่ใช่ ‘ขอความร่วมมือ’) อย่างเข้มงวด จับจริง ปรับจริง เนื่องจากรถยนต์และการจราจรที่ติดขัดเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของฝุ่นพิษในเมือง และควันพิษจากรถยนต์จะสูงขึ้นถ้าความเร็วของรถยนต์ต่ำลงเช่นเวลาที่รถติด รัฐควรมีมาตรการห้ามรถบรรทุกเข้าเมืองในช่วงเวลาที่อากาศวิกฤติ PM 2.5 เกิน 100 หรือสลับวันที่รถวิ่งได้ตามเลขทะเบียน ซึ่งสามารถลดปริมาณรณยนต์ลงได้ครึ่งหนึ่ง รวมไปถึงการตรวจจับรถควันดำอย่างเคร่งครัด เรากำลังเผชิญวิกฤต จึงไม่อาจคาดหวังได้ว่าทุกคนจะใช้ชีวิตบนท้องถนนได้ตามปกติ 


3. พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ ให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย ราคาเข้าถึงได้ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดใช้รถยนต์ และรองรับผู้คนจำนวนมากที่อาจได้รับผลกระทบจากนโยบายลดจำนวนรถในข้อ 2 และมีมาตรการให้ใช้ขนส่งสาธารณะฟรีในวันที่มีวิกฤตฝุ่น


4. เพิ่มพื้นที่สีเขียวตามมาตรฐานสากล นั่นคือ 9 ตร.ม./คน เพราะต้นไม้ช่วยดูดซับมลพิษได้ จากผลการศึกษาของ U.S. Forest Service และสถาบัน Davey ในสหรัฐฯ พบว่าต้นไม้ในเมืองสามารถดูดซับฝุ่น PM 2.5 ได้ถึง 64.5 เมตริกตันต่อปี ในแอตแลนต้า และงานวิจัยจาก TNC หรือ The Natture Conservancy รายงานว่าหากเรามีพื้นที่สีเขียวมากพอ จะสามารถลดปริมาณฝุ่นได้เฉลี่ยร้อยละ 7 - 24 แต่เมื่อพิจารณาพื้นที่สีเขียวเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้อย่างสวนสาธารณะ โดบไม่รวมพื้นที่สนามกอล์ฟหรือพื้นที่เอกชนอื่นๆ จะพบว่ามีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวเพียง 6.4 ตร.ม./คน ซึ่งสัดส่วนนี้ยังไม่นับรวมประชากรแฝง สัดส่วนนี้ถือต่ำกว่าประเทศกำลังพัฒนาและพัฒนาแล้วหลายประเทศ อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างห้างสรรพสินค้า 25 แห่งกับสวนสาธารณะ 25 แห่งพบว่าพื้นที่สวนสาธารณะน้อยกว่าราว 400 ไร่ ดังนั้น เราจึงขอให้ภาครัฐ 1) ออกกฎหมายควบคุมอาคารให้ห้างสรรพสินค้าทุกแห่งมีพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นการช่วยเยียวยาปัญหาสิ่งแวดล้อม 2) เพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ โดยนำพื้นที่จากหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์หรือเป็นหน่วยงานกลางเมืองที่คนไม่ได้ติดต่อเป็นประจำ ย้ายไปนอกเมือง และสร้างสวนธารณะขึ้นแทน

5. ขอความจริงและจัดทำฐานข้อมูลมลพิษ เมื่อเกิดวิกฤตฝุ่น รัฐควรนำเสนอข้อมูลสภาวะอากาศอย่างครบถ้วน โปร่งใส ล่วงหน้า ออกในทุกช่องทางรายวัน โดยบอกถึงอันตรายของมลพิษอย่างจริงจังตามจริงและประชาสัมพันธ์วิธีป้องกัน อีกทั้งมีการจัดทำ "ฐานข้อมูลแหล่งปลดปล่อยมลพิษและทิศทางการปลดปล่อยมลพิษ" อย่างชัดเจน ว่ามลพิษที่ปลดปล่อยมามาจากแหล่งใด ปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งจะทำให้คุมการเผา และคุมการปล่อยควันพิษของโรงงานอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง (ศึกษาเพิ่มเติมได้ ที่นี่)

6. จัดตั้งหน่วยงานที่เป็น "เจ้าภาพ" แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม  เมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมในไทยขึ้น เรามักหา "เจ้าภาพ" ในการรับผิดชอบไม่เจอ แต่ละหน่วยงานต่างชี้ไปที่หน่วยงานอื่น หรือกล่าวอ้างว่าเพราะติดกฎหมายหรือนโยบายของอีกหน่วยงานซึ่งไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่าย จึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาสื่งแวดล้อมได้เลย ปัญหานี้สามารถแก้ได้โดยเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารเรื่องสิ่งแวดล้อมใหม่ทั้งหมด โดยจัดตั้งองค์กรกลางที่มีลักษณะคล้ายองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งอเมริกาหรือ US-EPA (ศึกษาเพิ่มเติมได้ ที่นี่) ซึ่งเกิดจากการที่ทุกกระทรวง และหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อมจำนวนมาก ยอมสละอำนาจทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมแล้วโยกย้ายมาให้องค์กรใหม่เป็นผู้ถือกฎหมายและบังคับใช้แทน องค์กรใหม่นี้จึงมีอำนาจเต็มในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งน่าจะนำไปสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีเอกภาพและได้ผลอย่างแท้จริง

"อากาศ" เป็น ทรัพยากรเดียวที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องใช้ร่วมกัน และเรากำลังฆ่าตัวตายหมู่ด้วยกันอย่างช้าๆ ในตอนนี้!  จากประสบการณ์การแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของทั่วโลก ต่างต้องฝ่าฟันความตึงเครียด ความยากลำบากในการวางนโยบาย การต่อต้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายในสังคม ความไม่สะดวกสบายและเสียงบ่นของประชาชนที่ต้องปรับตัว (ศึกษากรณีตัวอย่างได้ ที่นี่)  ซึ่งหากรัฐบาลไทย ยังไม่วางรากฐานใดๆ และยังไม่ทำอะไรมากไปกว่าฉีดน้ำ เมื่อความกดอากาศต่ำมาเยือนอีกครั้ง พวกเราจะได้สูดอากาศที่เต็มไปด้วยกระสุนเม็ดจิ๋วอย่างแน่นอน