เรียกร้อง ธรรมศาสตร์ ต้องแก้ไขวินัยและนโยบายความปลอดภัยทางเพศ

ประเด็นรณรงค์

จับตาหลังธรรมศาสตร์ตอบรับข้อเรียกร้อง #มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางเพศ พร้อมสัญญาจะร่างกฎให้เสร็จภายในปีการศึกษา 1/2565

วันนี้ (8 ก.พ. 2565) กลุ่มเฟมินิสต์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้รับทราบความคืบหน้ากองกิจการนักศึกษา นิติการ (มธ.)  ว่าทางนิติการฯ ได้ร่างข้อวินัยและนโยบายเกี่ยวกับกรณีการกระทำผิดด้วยเหตุแห่งเพศฉบับใหม่คืบหน้าไปแล้ว 70% หลังตอบรับข้อเสนอของกลุ่มเฟมินิสต์คลับสังวิทฯ ที่ขอให้แก้ไขปรับปรุงเรื่องนี้ไปเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2565 อีกทั้งในการพูดคุยในที่ประชุมอธิการบดีพบนักศึกษาวันนี้ กลุ่มเฟมินิสต์คลับสังวิทฯ ยังมีโอกาสขอคำสัญญาต่อมหาวิทยาลัยถึงกรอบเวลาในการร่างข้อวินัยและนโยบายดังกล่าวว่ามหาวิทยาลัยจะร่างกฎให้เสร็จภายในก่อนภาคการศึกษา 1/2565 ที่จะมาถึงหรือไม่ ซึ่งฝ่ายนิติการของมหาวิทยาลัยตอบรับว่าจะร่างให้ทันกรอบเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางผู้จัดทำแคมเปญอยากเชิญชวนทุกคนติดตามการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยต่อไป ทั้งความครอบคลุมของข้อวินัยและนโยบายที่ควรปกป้องนักศึกษาได้จริงตลอดจนกรอบเวลาในการร่างและและการประกาศใช้ที่ควรทันการณ์ เพื่อไม่ให้มีนักศึกษาต้องเผชิญความปลอดภัยด้วยเหตุแห่งเพศเพิ่มขึ้นแม้อีกสักคนเดียว

ชวนลงชื่อสนับสนุนให้ #มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางเพศ ผ่านแคมเปญได้ที่ https://www.change.org/stayingsafeoncampus 

เราหวังว่าธรรมศาสตร์จะเป็นที่แรกแต่ไม่ใช่ที่สุดท้ายที่เกิดความเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้  และเราหวังว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของเราจะส่งผ่านแรงบันดาลใจไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ ต่อไป

เนื้อหาในแคมเปญและจดหมายเปิดผนึกที่ มหาวิทยาลัยตอบรับข้อเสนอของกลุ่มฯ เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา (เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2565) ซึ่งยังต้องจับตาการเคลื่อนไหวให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องต่อไป

จากกรณีการร้องเรียนพฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ (Sexual Exploitation) ของอาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยารายหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้นักศึกษารู้สึกไม่ปลอดภัย ทว่ากระบวนการพิจารณาคำร้องสอบพฤติกรรมของอาจารย์กำลังจะจบเร็ว ๆ นี้ กลับมีแนวโน้มว่าไม่มีข้อบังคับใดของมหาวิทยาลัยที่สามารถใช้บังคับและตัดสินเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความรู้และความเข้าใจเรื่องความรุนแรงทางเพศในรูปแบบการแสวงหาผลประโยชน์ เช่น การใช้จุดอ่อน ความไว้เนื้อเชื่อใจ หรืออำนาจที่ไม่เสมอกันของอีกฝ่ายมาเป็นโอกาสของตนในการพยายามหรือหาประโยชน์ทางเพศจากอีกฝ่าย เช่น เพื่อมีเพศสัมพันธ์ เพื่อสำเร็จความใคร่ เพื่อหลอกให้มีเพศสัมพันธ์ และอื่น ๆ นับเป็นองค์ความรู้ที่ใหม่มาก แม้แต่ในมหาวิทยาลัยที่ควรก้าวทันองค์ความรู้เรื่องนี้อย่างธรรมศาสตร์ 

ความก้าวไม่ทันองค์ความรู้ที่เปลี่ยนไปนี้สะท้อนอยู่ในระเบียบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งระบุถึงการทำผิดจรรยาบรรณและวินัยร้ายแรงทางเพศของอาจารย์ ไว้เพียงว่า “(4) การล่วงละเมิดทางเพศหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศกับนักศึกษา ซึ่งมิใช่คู่สมรสของตน” ซึ่งนับเป็นการตระหนักถึงความรุนแรงทางเพศในรูปแบบเดียวเท่านั้น ซึ่งขาดการนำมิติเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่ายในความรุนแรงรูปแบบอื่น ๆ มาพิจารณาอย่างละเอียดอ่อน 

นอกจากคำถามเกี่ยวกับศักยภาพในการแสวงหาความเป็นธรรม ซึ่งสะท้อนผ่านระเบียบข้อบังคับที่ไม่ครอบคลุม ไม่มีความชัดเจน และขาดการคำนึงถึงประสบการณ์จริงของผู้เสียหายจากความรุนแรงทางเพศที่พบเจอ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใขั้นตอนร้องเรียน ยังชวนให้เกิดคำถามว่ามหาวิทยาลัยจะเยียวยาความเสียหาย และมีกลไกปกป้องผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เนื่องจาก

1. คณะกรรมการส่งเสริมความปลอดภัยทางเพศส่วนหนึ่งซึ่งแต่งตั้งจากบุคคลภายนอกกว่าครึ่งไม่มีความหลากหลายทางเพศสภาพและมโนทัศน์เรื่องเพศ

2. กระบวนการสอบข้อเท็จจริงกินเวลายาวนาน ตั้งแต่ช่วงก่อนมหาวิทยาลัยปรับโครงสร้างผู้บริหารจนถึงช่วงหลังปรับโครงสร้าง (ตุลาคม 2563-ปัจจุบัน) ตลอดกระบวนการร้องเรียนผู้ร้องฯ ต้องติดตามความคืบหน้าด้วยตนเองและไม่ได้รับการเยียวยา จากการเผชิญความเครียดและแรงกดดันที่ทำให้ต้องเข้ารับการปรึกษากับจิตแพทย์ ซึ่งผู้ร้องฯ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

3. ผู้ร้องฯ ไม่ได้รับอนุญาตให้พาเพื่อนหรือคนไว้ใจไปเข้าฟังร่วมในการให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับฝ่ายนิติการ ซึ่งผู้ร้องฯ จำเป็นต้องร้องขอถึงได้รับอนุญาต

4. ในระหว่างกระบวนการร้องเรียน ชื่อผู้ร้องเรียนถูกนำออกมาสู่สาธารณะ ถึงแม้ว่าระเบียบของมหาวิทยาลัยจะอนุญาตให้คณะกรรมการส่งเสริมความปลอดภัยและสร้างความเข้าใจทางเพศ (มีหน้าที่สอบข้อเท็จจริง) ฝ่ายนิติการ (มีหน้าที่ลงโทษ) และผู้เกี่ยวข้องกับการสืบสวนโดยตรง มีสิทธิรู้ชื่อของผู้ถูกร้องเท่านั้น

นอกเหนือจากนี้ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งเป็นคณะต้นสังกัดของอาจารย์ผู้ถูกร้องเรียน ถึงแม้ว่าจะถอดรายชื่ออาจารย์ผู้ถูกร้องฯ จากการเป็นผู้บรรยายวิชาบังคับไปเป็นวิชาเลือกแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการแจ้งเตือนนักศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของอาจารย์แต่อย่างใด ซึ่งนักศึกษาในคณะต้องรับภาระในการเฝ้าระวังและเตือนภัยกันเอง

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่

1) https://twitter.com/judythecatz/status/1367816813904457729?s=21

2) https://twitter.com/kim_ckn/status/1441084789738467337?s=21

3) #สังวิทสังเวช บนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์

4) แถลงการณ์ของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา https://www.facebook.com/socantoff/posts/1719850748202184/

5) กระบวนการเรียกร้องความปลอดภัยทางเพศมหาวิทยาลัยธรมศาสตร์ (ที่ไม่สามารถใช้ได้จริง) https://www.facebook.com/thammasatsc/photos/4288281414573425

สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความบกพร่องในความเข้าใจเรื่องการใช้ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศซึ่งขัดกับสถานะของมหาวิทยาลัยซึ่งโดดเด่นด้านสังคมศาสตร์ และบกพร่องในการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของผู้เสียหายและการขาดกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและรวดเร็ว ส่งผลให้ธรรมศาสตร์ไม่สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งแก่ประชาคมธรรมศาสตร์ได้

 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ เราจึงขอยื่นข้อเรียกร้องต่อรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนักศึกษา และทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปลี่ยนแปลงนโยบายและข้อวินัยในข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยจรรยาบรรณของบุคลากรและอาจารย์ฯ เพื่อปกป้องนักศึกษาจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ให้ครอบคลุมต่อทุกรูปแบบของการใช้ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ และมีนโยบายที่สามารถป้องกันการเกิดความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามรายละเอียด ดังนี้

1. ออกข้อบังคับวินัยบุคลากรและนักศึกษาเรื่องความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ให้ครอบคลุมรูปแบบของความรุนแรงฯ อย่างเพียงพอต่อความปลอดภัยของประชาคมธรรมศาสตร์และอยู่บนมโนทัศน์ที่ทันสมัย  โดยเฉพาะข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วย จรรยาบรรณของบุคลากรและอาจารย์ พ.ศ. 2551 แก้ไขเพิ่มเติมถึงปัจจุบัน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 ส่วนที่ 6 การกระทําความผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ข้อ 35 (4)  ให้ครอบคลุมการเลือกปฏิบัติทางเพศ การล่วงละเมิดทางเพศ การคุกคามทางเพศ การสะกดรอยตาม การระรานทางไซเบอร์ การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ การหลอกให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่แจ้งข้อมูลให้ครบถ้วน และความรุนแรงในคู่รัก/ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยคำนึงถึงการใช้ความรุนแรงด้านอารมณ์ร่วมด้วย ทั้งนี้มหาลัยควรพิจารณามาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องระหว่างกระบวนการ เช่น การระงับปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง เพื่อไม่ให้กระทบกระบวนการ

2. มอบสิทธิพื้นฐานให้แก่ผู้เสียหาย เช่น สิทธิในการยื่นร้องเรียนเหตุทางเพศกับมหาวิทยาลัยซึ่งมีการอัพเดทสถานะคำร้องอย่างสม่ำเสมอ สิทธิที่จะได้รับคำปรึกษา คำแนะนำ และการช่วยเหลือสำหรับเข้าสู่กระบวนการเฉพาะทาง สิทธิที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกในด้านวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้เสียหายหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายหากจำเป็นต้องพักการเรียน อนุญาตให้ผู้เสียหายเรียนวิชาที่ลงทะเบียนเรียนในรูปแบบออนไลน์แทนเรียนในห้องเรียน อนุญาตให้ผู้เสียหายดรอปเรียนหรือเรียนซ้ำวิชาเรียนลงทะเบียนเรียนได้ ทั้งนี้ต้องมีการปกปิดและปกป้องข้อมูลผู้เสียหาย

3. เพิ่มหลักสูตรเพศศึกษาลงในวิชาแกนกลางของมหาวิทยาลัย ที่เปิดบทสนทนาเรื่องเพศ ความยินยอม และการจัดการความสัมพันธ์ให้มีสุขภาวะที่ดี รวมถึงการปฏิบัติตัวหากเป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ

4. ฝึกฝนบุคลากรและนักศึกษาให้มีความตระหนักรู้ เข้าใจพื้นฐานในเรื่องเพศและความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ถึงวิธีการปฏิบัติในสิ่งที่ควรทำและพูดกับกรณีความรุนแรงทางเพศ เช่น รับฟังผู้เสียหาย ไม่กล่าวโทษผู้เสียหาย เก็บรักษาความลับ ฯลฯ

5. ประชาสัมพันธ์ให้กับนักศึกษาและบุคลากรเรื่องสิทธิและช่องทางในการร้องเรียนเหตุทางเพศในทุกรูปแบบ และอธิบายกระบวนการต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการร้องเรียนเหตุทางเพศ โดยจะต้องประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุมและทั่วถึง ทั้งทางออนไลน์ (เว็บไซต์มหาวิทยาลัย เว็บไซต์คณะ เพจของมหาวิทยาลัย เพจของคณะ ฯลฯ) ในพื้นที่ทางกายภาพของมหาวิทยาลัย และบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของการกิจกรรมแรกรับหรือปฐมนิเทศ

6. ให้กระบวนการของงานวินัยและสอบสวนจรรยาบรรณอาจารย์ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ บูรณาการทั้งทางด้านนิติศาสตร์และมิติทางสังคมอื่นๆ อย่างไม่แยกส่วน ให้มีคณาจารย์ที่หลากหลายทั้งในด้านองค์ความรู้และเพศสภาพมีอำนาจตัดสินประเด็นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการทำผิดจรรยาบรรณเรื่องเพศ กลไกสุดท้ายในการตัดสินเรื่องจรรยาบรรณที่เกี่ยวกับเพศไม่ควรดำเนินไปบนมโนทัศน์ของทางด้านนิติศาสตร์แต่เพียงลำพัง แต่บูรณาการกับมโนทัศน์จากองค์ความรู้ด้านอื่นๆ ที่จำเป็นต่อความละเอียดอ่อนในประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเป็นตัวแทนร่วมสอบสวนและตัดสินด้วย มีจำนวนของผู้สอบสวนที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป กระจายอำนาจการพิจารณาบางส่วนให้ระดับคณะมีส่วนร่วม และมีกลไกคุ้มครองผู้เสียหายที่ใช้ได้จริง

7. ขอให้มหาวิทยาลัยร่างวินัยและนโยบายให้เสร็จก่อนภาคการศึกษา 1/2565

ผู้จัดทำแคมเปญขอเป็นอีกหนึ่งเสียงในการสร้างความตระหนักรู้เรื่องเพศในรูปแบบต่าง ๆ ที่มักจะไม่ค่อยปรากฎให้เห็นในสื่อชัด เพื่อให้สมาชิกทุกคนในสังคมเข้าใจถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่ทุกคนมีโอกาสเผชิญ จนสามารถมอบอำนาจให้ผู้ที่กำลังเผชิญกับความรุนแรงออกมาพูดเพื่อเรียกร้องสิทธิของตน และเพื่อเสริมสร้างพื้นที่ความปลอดภัยทางเพศตั้งแต่ภายในรั้วมหาวิทยาลัยจนถึงสังคมภายนอก ซึ่งหากมหาวิทยาลัยมีพันธกิจให้สังคมขนาดดังกล่าวปราศจากอคติและสามารถปฏิบัติต่อกันด้วยความเอาใจใส่ได้ ก็จะเกิดประโยชน์ให้แก่สังคมขนาดที่ใหญขึ้นมา และหวังว่าการรณรงค์ครั้งนี้จะส่งเสียงให้ทุกมหาวิทยาลัยมีการผลักดันนโยบายที่ไม่ยอมจำนนต่อความรุนแรงทางเพศเพื่อความปลอดภัยของนักศึกษา บุคลากร และประชาชนทุกคน

ขอแสดงความนับถือ

กลุ่มเฟมินิสต์คลับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

avatar of the starter
กลุ่มเฟมินิสต์คลับ ธรรมศาสตร์ผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 1,067 คน

ประเด็นรณรงค์

จับตาหลังธรรมศาสตร์ตอบรับข้อเรียกร้อง #มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางเพศ พร้อมสัญญาจะร่างกฎให้เสร็จภายในปีการศึกษา 1/2565

วันนี้ (8 ก.พ. 2565) กลุ่มเฟมินิสต์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ได้รับทราบความคืบหน้ากองกิจการนักศึกษา นิติการ (มธ.)  ว่าทางนิติการฯ ได้ร่างข้อวินัยและนโยบายเกี่ยวกับกรณีการกระทำผิดด้วยเหตุแห่งเพศฉบับใหม่คืบหน้าไปแล้ว 70% หลังตอบรับข้อเสนอของกลุ่มเฟมินิสต์คลับสังวิทฯ ที่ขอให้แก้ไขปรับปรุงเรื่องนี้ไปเมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2565 อีกทั้งในการพูดคุยในที่ประชุมอธิการบดีพบนักศึกษาวันนี้ กลุ่มเฟมินิสต์คลับสังวิทฯ ยังมีโอกาสขอคำสัญญาต่อมหาวิทยาลัยถึงกรอบเวลาในการร่างข้อวินัยและนโยบายดังกล่าวว่ามหาวิทยาลัยจะร่างกฎให้เสร็จภายในก่อนภาคการศึกษา 1/2565 ที่จะมาถึงหรือไม่ ซึ่งฝ่ายนิติการของมหาวิทยาลัยตอบรับว่าจะร่างให้ทันกรอบเวลาดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ทางผู้จัดทำแคมเปญอยากเชิญชวนทุกคนติดตามการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยต่อไป ทั้งความครอบคลุมของข้อวินัยและนโยบายที่ควรปกป้องนักศึกษาได้จริงตลอดจนกรอบเวลาในการร่างและและการประกาศใช้ที่ควรทันการณ์ เพื่อไม่ให้มีนักศึกษาต้องเผชิญความปลอดภัยด้วยเหตุแห่งเพศเพิ่มขึ้นแม้อีกสักคนเดียว

ชวนลงชื่อสนับสนุนให้ #มหาวิทยาลัยต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยทางเพศ ผ่านแคมเปญได้ที่ https://www.change.org/stayingsafeoncampus 

เราหวังว่าธรรมศาสตร์จะเป็นที่แรกแต่ไม่ใช่ที่สุดท้ายที่เกิดความเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้  และเราหวังว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของเราจะส่งผ่านแรงบันดาลใจไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ ต่อไป

เนื้อหาในแคมเปญและจดหมายเปิดผนึกที่ มหาวิทยาลัยตอบรับข้อเสนอของกลุ่มฯ เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2565 ที่ผ่านมา (เขียนขึ้นเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2565) ซึ่งยังต้องจับตาการเคลื่อนไหวให้เป็นไปตามข้อเรียกร้องต่อไป

จากกรณีการร้องเรียนพฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ (Sexual Exploitation) ของอาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยารายหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้นักศึกษารู้สึกไม่ปลอดภัย ทว่ากระบวนการพิจารณาคำร้องสอบพฤติกรรมของอาจารย์กำลังจะจบเร็ว ๆ นี้ กลับมีแนวโน้มว่าไม่มีข้อบังคับใดของมหาวิทยาลัยที่สามารถใช้บังคับและตัดสินเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความรู้และความเข้าใจเรื่องความรุนแรงทางเพศในรูปแบบการแสวงหาผลประโยชน์ เช่น การใช้จุดอ่อน ความไว้เนื้อเชื่อใจ หรืออำนาจที่ไม่เสมอกันของอีกฝ่ายมาเป็นโอกาสของตนในการพยายามหรือหาประโยชน์ทางเพศจากอีกฝ่าย เช่น เพื่อมีเพศสัมพันธ์ เพื่อสำเร็จความใคร่ เพื่อหลอกให้มีเพศสัมพันธ์ และอื่น ๆ นับเป็นองค์ความรู้ที่ใหม่มาก แม้แต่ในมหาวิทยาลัยที่ควรก้าวทันองค์ความรู้เรื่องนี้อย่างธรรมศาสตร์ 

ความก้าวไม่ทันองค์ความรู้ที่เปลี่ยนไปนี้สะท้อนอยู่ในระเบียบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งระบุถึงการทำผิดจรรยาบรรณและวินัยร้ายแรงทางเพศของอาจารย์ ไว้เพียงว่า “(4) การล่วงละเมิดทางเพศหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศกับนักศึกษา ซึ่งมิใช่คู่สมรสของตน” ซึ่งนับเป็นการตระหนักถึงความรุนแรงทางเพศในรูปแบบเดียวเท่านั้น ซึ่งขาดการนำมิติเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างคู่กรณีทั้งสองฝ่ายในความรุนแรงรูปแบบอื่น ๆ มาพิจารณาอย่างละเอียดอ่อน 

นอกจากคำถามเกี่ยวกับศักยภาพในการแสวงหาความเป็นธรรม ซึ่งสะท้อนผ่านระเบียบข้อบังคับที่ไม่ครอบคลุม ไม่มีความชัดเจน และขาดการคำนึงถึงประสบการณ์จริงของผู้เสียหายจากความรุนแรงทางเพศที่พบเจอ รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นใขั้นตอนร้องเรียน ยังชวนให้เกิดคำถามว่ามหาวิทยาลัยจะเยียวยาความเสียหาย และมีกลไกปกป้องผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เนื่องจาก

1. คณะกรรมการส่งเสริมความปลอดภัยทางเพศส่วนหนึ่งซึ่งแต่งตั้งจากบุคคลภายนอกกว่าครึ่งไม่มีความหลากหลายทางเพศสภาพและมโนทัศน์เรื่องเพศ

2. กระบวนการสอบข้อเท็จจริงกินเวลายาวนาน ตั้งแต่ช่วงก่อนมหาวิทยาลัยปรับโครงสร้างผู้บริหารจนถึงช่วงหลังปรับโครงสร้าง (ตุลาคม 2563-ปัจจุบัน) ตลอดกระบวนการร้องเรียนผู้ร้องฯ ต้องติดตามความคืบหน้าด้วยตนเองและไม่ได้รับการเยียวยา จากการเผชิญความเครียดและแรงกดดันที่ทำให้ต้องเข้ารับการปรึกษากับจิตแพทย์ ซึ่งผู้ร้องฯ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด

3. ผู้ร้องฯ ไม่ได้รับอนุญาตให้พาเพื่อนหรือคนไว้ใจไปเข้าฟังร่วมในการให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับฝ่ายนิติการ ซึ่งผู้ร้องฯ จำเป็นต้องร้องขอถึงได้รับอนุญาต

4. ในระหว่างกระบวนการร้องเรียน ชื่อผู้ร้องเรียนถูกนำออกมาสู่สาธารณะ ถึงแม้ว่าระเบียบของมหาวิทยาลัยจะอนุญาตให้คณะกรรมการส่งเสริมความปลอดภัยและสร้างความเข้าใจทางเพศ (มีหน้าที่สอบข้อเท็จจริง) ฝ่ายนิติการ (มีหน้าที่ลงโทษ) และผู้เกี่ยวข้องกับการสืบสวนโดยตรง มีสิทธิรู้ชื่อของผู้ถูกร้องเท่านั้น

นอกเหนือจากนี้ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ซึ่งเป็นคณะต้นสังกัดของอาจารย์ผู้ถูกร้องเรียน ถึงแม้ว่าจะถอดรายชื่ออาจารย์ผู้ถูกร้องฯ จากการเป็นผู้บรรยายวิชาบังคับไปเป็นวิชาเลือกแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีการแจ้งเตือนนักศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของอาจารย์แต่อย่างใด ซึ่งนักศึกษาในคณะต้องรับภาระในการเฝ้าระวังและเตือนภัยกันเอง

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มได้ที่

1) https://twitter.com/judythecatz/status/1367816813904457729?s=21

2) https://twitter.com/kim_ckn/status/1441084789738467337?s=21

3) #สังวิทสังเวช บนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์

4) แถลงการณ์ของคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา https://www.facebook.com/socantoff/posts/1719850748202184/

5) กระบวนการเรียกร้องความปลอดภัยทางเพศมหาวิทยาลัยธรมศาสตร์ (ที่ไม่สามารถใช้ได้จริง) https://www.facebook.com/thammasatsc/photos/4288281414573425

สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความบกพร่องในความเข้าใจเรื่องการใช้ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศซึ่งขัดกับสถานะของมหาวิทยาลัยซึ่งโดดเด่นด้านสังคมศาสตร์ และบกพร่องในการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของผู้เสียหายและการขาดกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและรวดเร็ว ส่งผลให้ธรรมศาสตร์ไม่สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งแก่ประชาคมธรรมศาสตร์ได้

 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ เราจึงขอยื่นข้อเรียกร้องต่อรองอธิการบดี ฝ่ายกิจการนักศึกษา และทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เปลี่ยนแปลงนโยบายและข้อวินัยในข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยจรรยาบรรณของบุคลากรและอาจารย์ฯ เพื่อปกป้องนักศึกษาจากความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ให้ครอบคลุมต่อทุกรูปแบบของการใช้ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ และมีนโยบายที่สามารถป้องกันการเกิดความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามรายละเอียด ดังนี้

1. ออกข้อบังคับวินัยบุคลากรและนักศึกษาเรื่องความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ให้ครอบคลุมรูปแบบของความรุนแรงฯ อย่างเพียงพอต่อความปลอดภัยของประชาคมธรรมศาสตร์และอยู่บนมโนทัศน์ที่ทันสมัย  โดยเฉพาะข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วย จรรยาบรรณของบุคลากรและอาจารย์ พ.ศ. 2551 แก้ไขเพิ่มเติมถึงปัจจุบัน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2555 ส่วนที่ 6 การกระทําความผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ข้อ 35 (4)  ให้ครอบคลุมการเลือกปฏิบัติทางเพศ การล่วงละเมิดทางเพศ การคุกคามทางเพศ การสะกดรอยตาม การระรานทางไซเบอร์ การแสวงหาประโยชน์ทางเพศ การหลอกให้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่แจ้งข้อมูลให้ครบถ้วน และความรุนแรงในคู่รัก/ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยคำนึงถึงการใช้ความรุนแรงด้านอารมณ์ร่วมด้วย ทั้งนี้มหาลัยควรพิจารณามาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องระหว่างกระบวนการ เช่น การระงับปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง เพื่อไม่ให้กระทบกระบวนการ

2. มอบสิทธิพื้นฐานให้แก่ผู้เสียหาย เช่น สิทธิในการยื่นร้องเรียนเหตุทางเพศกับมหาวิทยาลัยซึ่งมีการอัพเดทสถานะคำร้องอย่างสม่ำเสมอ สิทธิที่จะได้รับคำปรึกษา คำแนะนำ และการช่วยเหลือสำหรับเข้าสู่กระบวนการเฉพาะทาง สิทธิที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกในด้านวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้เสียหายหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายหากจำเป็นต้องพักการเรียน อนุญาตให้ผู้เสียหายเรียนวิชาที่ลงทะเบียนเรียนในรูปแบบออนไลน์แทนเรียนในห้องเรียน อนุญาตให้ผู้เสียหายดรอปเรียนหรือเรียนซ้ำวิชาเรียนลงทะเบียนเรียนได้ ทั้งนี้ต้องมีการปกปิดและปกป้องข้อมูลผู้เสียหาย

3. เพิ่มหลักสูตรเพศศึกษาลงในวิชาแกนกลางของมหาวิทยาลัย ที่เปิดบทสนทนาเรื่องเพศ ความยินยอม และการจัดการความสัมพันธ์ให้มีสุขภาวะที่ดี รวมถึงการปฏิบัติตัวหากเป็นผู้พบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ

4. ฝึกฝนบุคลากรและนักศึกษาให้มีความตระหนักรู้ เข้าใจพื้นฐานในเรื่องเพศและความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ ถึงวิธีการปฏิบัติในสิ่งที่ควรทำและพูดกับกรณีความรุนแรงทางเพศ เช่น รับฟังผู้เสียหาย ไม่กล่าวโทษผู้เสียหาย เก็บรักษาความลับ ฯลฯ

5. ประชาสัมพันธ์ให้กับนักศึกษาและบุคลากรเรื่องสิทธิและช่องทางในการร้องเรียนเหตุทางเพศในทุกรูปแบบ และอธิบายกระบวนการต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการร้องเรียนเหตุทางเพศ โดยจะต้องประชาสัมพันธ์ให้ครอบคลุมและทั่วถึง ทั้งทางออนไลน์ (เว็บไซต์มหาวิทยาลัย เว็บไซต์คณะ เพจของมหาวิทยาลัย เพจของคณะ ฯลฯ) ในพื้นที่ทางกายภาพของมหาวิทยาลัย และบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของการกิจกรรมแรกรับหรือปฐมนิเทศ

6. ให้กระบวนการของงานวินัยและสอบสวนจรรยาบรรณอาจารย์ มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ บูรณาการทั้งทางด้านนิติศาสตร์และมิติทางสังคมอื่นๆ อย่างไม่แยกส่วน ให้มีคณาจารย์ที่หลากหลายทั้งในด้านองค์ความรู้และเพศสภาพมีอำนาจตัดสินประเด็นข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการทำผิดจรรยาบรรณเรื่องเพศ กลไกสุดท้ายในการตัดสินเรื่องจรรยาบรรณที่เกี่ยวกับเพศไม่ควรดำเนินไปบนมโนทัศน์ของทางด้านนิติศาสตร์แต่เพียงลำพัง แต่บูรณาการกับมโนทัศน์จากองค์ความรู้ด้านอื่นๆ ที่จำเป็นต่อความละเอียดอ่อนในประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้นักศึกษาเป็นตัวแทนร่วมสอบสวนและตัดสินด้วย มีจำนวนของผู้สอบสวนที่ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป กระจายอำนาจการพิจารณาบางส่วนให้ระดับคณะมีส่วนร่วม และมีกลไกคุ้มครองผู้เสียหายที่ใช้ได้จริง

7. ขอให้มหาวิทยาลัยร่างวินัยและนโยบายให้เสร็จก่อนภาคการศึกษา 1/2565

ผู้จัดทำแคมเปญขอเป็นอีกหนึ่งเสียงในการสร้างความตระหนักรู้เรื่องเพศในรูปแบบต่าง ๆ ที่มักจะไม่ค่อยปรากฎให้เห็นในสื่อชัด เพื่อให้สมาชิกทุกคนในสังคมเข้าใจถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่ทุกคนมีโอกาสเผชิญ จนสามารถมอบอำนาจให้ผู้ที่กำลังเผชิญกับความรุนแรงออกมาพูดเพื่อเรียกร้องสิทธิของตน และเพื่อเสริมสร้างพื้นที่ความปลอดภัยทางเพศตั้งแต่ภายในรั้วมหาวิทยาลัยจนถึงสังคมภายนอก ซึ่งหากมหาวิทยาลัยมีพันธกิจให้สังคมขนาดดังกล่าวปราศจากอคติและสามารถปฏิบัติต่อกันด้วยความเอาใจใส่ได้ ก็จะเกิดประโยชน์ให้แก่สังคมขนาดที่ใหญขึ้นมา และหวังว่าการรณรงค์ครั้งนี้จะส่งเสียงให้ทุกมหาวิทยาลัยมีการผลักดันนโยบายที่ไม่ยอมจำนนต่อความรุนแรงทางเพศเพื่อความปลอดภัยของนักศึกษา บุคลากร และประชาชนทุกคน

ขอแสดงความนับถือ

กลุ่มเฟมินิสต์คลับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

avatar of the starter
กลุ่มเฟมินิสต์คลับ ธรรมศาสตร์ผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คณะกรรมการส่งเสริมความปลอดภัยและสร้างความเข้าใจทางเพศ ธรรมศาสตร์
คณะกรรมการส่งเสริมความปลอดภัยและสร้างความเข้าใจทางเพศ ธรรมศาสตร์
กองกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กองกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นิติการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นิติการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 23 มกราคม ค.ศ. 2022 แล้ว