หยุดสาธารณสุขชี้นำให้สวมหน้ากากเยี่ยงคนป่วย คืนวิถีชีวิตปกติให้แก่ชาติเสียที

หยุดสาธารณสุขชี้นำให้สวมหน้ากากเยี่ยงคนป่วย คืนวิถีชีวิตปกติให้แก่ชาติเสียที

ประเด็นรณรงค์

“การเอาหน้ากากมาปิด ทำให้ออกซิเจนตกลง ภูมิต้านทานยิ่งลดลง” 

“การสวมหน้ากากอนามัยทำให้ออกซิเจนในร่างกายต่ำ มีผลต่อการทำงานของสมอง และทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์สูง มีผลต่อการทำงานของเซลล์ในร่างกาย” อ.นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัจจุบันสถานการณ์โรคโควิด -19 ได้คลี่คลายลง จนประชาชนทั่วโลกดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติแล้ว แต่ประเทศไทยกลับมีสภาพที่แตกต่างสิ้นเชิง เพราะบุคคลระดับผู้บริหารประเทศ ข้าราชการ และองค์กรต่าง ๆ และประชาชนทั่วไป ยังคงสวมหน้ากากอนามัยอย่างแน่นหนาตลอดเวลา โดยกระทรวงสาธารณสุข ไม่แสดงความรับผิดชอบต่อวิถีชีวิตที่ผิดปกตินี้ ยังคงชี้นำให้ประชาชนใช้ชีวิตราวกับเป็นผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรง ทำให้ประเทศมีสภาพเหมือนโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีสภาพน่าหดหู่ ผู้คนไม่กล้าจะเปิดหน้ากากหายใจสูดออกซิเจนให้เต็มที่เข้าสู่ปอด แต่กลับเต็มใจสูดคาร์บอนไดออกไซด์ย้อนกลับเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา  

และนี่คือข้อมูลที่สาธารณสุขไม่เคยพูดกับคนไทย

“การให้เด็กสวมหน้ากากมีผลต่อพัฒนาการด้าน EQ ของเด็กมาก เพราะเด็กไม่สามารถเดาได้ว่าคนที่กำลังพูดอยู่รู้สึกอะไร ซึ่งเรื่องนี้จะมีผลระยะยาวไปตลอดชีวิต ที่สำคัญคือ เรากำลังสอนให้เด็กกลายเป็นคนที่กลัวตลอดเวลา”

จากบทสัมภาษณ์อาจารย์ นายแพทย์อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง อาจารย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นพ.อรรถพลยังกล่าวอีกว่า

“กระบวนการสวมหน้ากาก มีผลทางจิตวิทยา คือการปิดปากดี ๆ นี่เอง”*

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปไม่เคยได้ฟังจากกระทรวงสาธารณสุขเลย สธ.มีแต่พูดย้ำให้กลัวโควิดและให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา โดยไม่เคยพูดถึงผลเสียของการสวมหน้ากากอนามัยแม้แต่น้อย ว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างไร จนประเทศไม่มีวี่แววว่าจะคืนสู่วิถีชีวิตปกติเพราะประชาชนถูกฝังความกลัวโควิด 

 “การดูแลสุขภาพด้วยตนเองมีหลักสำคัญ คือ การได้รับออกซิเจนเต็มปอดซึ่งจะดีต่อสุขภาพ แต่ที่เป็นอยู่คือ การเอาหน้ากากมาปิด ทำให้ออกซิเจนตกลง ภูมิต้านทานยิ่งลดลง และอีกประการหนึ่งคือ อารมณ์ หากประชาชนมีอารมณ์ดี แจ่มใสไม่หวาดกลัว ไม่ตื่นตระหนก จะนอนหลับได้ดี จึงมีภูมิต้านทานดี ส่วนคนที่จิตตก ตื่นตระหนก กลัวทุกอย่าง นอนไม่หลับ ภูมิต้านทานจะตกลง”* นพ.อรรถพล

เป็นเวลาร่วม 3 ปีแล้ว ที่คนไทยต้องใช้ชิวิตเยี่ยงคนป่วย แม้จะมีประกาศให้การสวมหน้ากากอนามัยเป็นทางเลือกแล้ว แต่สาธารณสุข และรัฐบาลกลับย้ำให้ข้าราชการและประชาชนสวมหน้ากากตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชนระยะยาว ที่ไม่กล้าสูดออกซิเจนให้เต็มปอด เพราะเชื่อหมอที่ชี้นำให้จมอยู่กับความกลัวโควิดจนใช้ชีวิตอย่างไร้เหตุผล  

จากผลวิจัยโฟเกนเอฟเฟคต์”(Foegen effect) - กลไกที่ทำให้หน้ากากอนามัยมีผลต่อการเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 ตัวเลขจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การบังคับสวมหน้ากากอนามัยกลับทำให้ตัวเลขเสียชีวิตสูงขึ้นมากกว่า 1.5 เท่า (เพิ่มขึ้นประมาณ 50%) สาเหตุเพราะผู้ที่ไอเอาละอองฝอยออกมา ได้สูดหายใจเอาละอองฝอยที่หนาแน่นเหล่านั้นกลับเข้าสู่ปอด ทำให้ละอองดังกล่าวจะเข้าไปสู่ปอดในระดับลึกขึ้น ผ่านจากหลอดลมเข้าสู่ถุงลม ทำให้เกิดอาการปอดบวม แทนที่จะเป็นเพียงหลอดลมอักเสบซึ่งเป็นอาการปกติของการติดเชื้อไวรัส และเป็นไปได้ว่าเชื้อไวรัสเข้าสู่หลอดเลือดโดยผ่านทางถุงลมด้วย 

นอกจากนี้ การสูดเอาละอองฝอยกลับเข้าสู่ปอด ยังเป็นการเพิ่มจำนวนไวรัส ซึ่งควรจะออกมาทางการหายใจออก ให้กลับเข้าไปสู่ปอดมากยิ่งขึ้น การใช้หน้ากากอนามัยประเภทที่มีคุณภาพการกรองละเอียดมากยิ่งขึ้นก็อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงไปอีก เพราะจำนวนไวรัสในละอองฝอยที่ผู้ป่วยหายใจกลับเข้าไปก็ยิ่งมีจำนวนมากกว่า

อาจารย์นพ.อรรถพล ยังกล่าวอีกว่า “คนที่จะต้องสวมหน้ากากอนามัยคือ คนป่วย เพราะจะได้ช่วยป้องกันคนอื่น”

ก่อนไวรัสโควิดจะระบาด มนุษย์ชาติไม่เคยต้องใส่หน้ากากตลอดเวลาเช่นนี้แม้ในโรงพยาบาลก็ตาม การสวมหน้ากากนอกเหนือจะไม่ได้ส่งผลแล้ว ยังเป็นการสร้างความกลัวจนเกินเหตุ สร้างภาพจำแก่ผู้ที่ใส่ว่า อากาศรอบตัวเป็นอันตราย ภาพจำนี้ค่อย ๆ ซึมซับโดยไม่รู้ตัวและฝังรากลึกลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะมีผลในระยะยาวแน่นอน  

เพราะความกลัวที่ยังฝังหัวคนไทย แม้มีใครสักคนถอดหน้ากากในที่สาธารณะ ก็จะถูกมองว่าเป็นคนไม่รับผิดชอบในทันที ไม่เว้นแม้แต่พระเอกหนุ่มชื่อดัง ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่ถูกมือดีถ่ายภาพลงสื่อโซเชียลในวันที่ขึ้นรถไฟฟ้าโดยไม่ใส่หน้ากาก ทั้งที่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ผ่อนปรนมาตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2565 แล้ว

ผู้ประกอบอาชีพค้าขายหรือให้บริการ ก็ยังจำเป็นต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา เพราะกลัวจะขายของไม่ได้ กลัวจะไม่มีคนมาใช้บริการ 

"จะตายเพราะสวมหน้ากากนี่แหละ" คือคำกล่าวจากแม่ค้าที่งานโอทอปแห่งหนึ่ง

...

ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า “โควิดเป็นเรื่องปกติ” ยกเลิกคำเตือนมาตรการโควิดต่าง ๆ ตามสื่อและพื้นที่สาธารณะ แนะนำให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันคนอื่น และให้ความรู้รอบด้านกับประชาชนถึงผลกระทบจากการสวมหน้ากากอนามัย ให้ข้าราชการเป็นแบบอย่างในการเลิกสวมหน้ากากอนามัย เพื่อให้ความมั่นใจให้แก่ประชาชน และเพื่อให้สอดรับกับนโยบายการปรับ “โควิดเป็นโรคประจำถิ่น” ​ในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่จะถึงนี้ โดยคืนวิถีชีวิตปกติให้แก่ประชาชนทุกสาขาอาชีพ หยุดขังคนในชาติไว้กับความกลัวโควิดเสียที 

*ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ในนิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ ฉบับเดือนกันยายน 2565 ที่จะเผยแพร่ในวันที่ 20 กันยายนนี้

avatar of the starter
มูลนิธิ โรงเรียนแห่งชีวิตผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 6,800 คน

ประเด็นรณรงค์

“การเอาหน้ากากมาปิด ทำให้ออกซิเจนตกลง ภูมิต้านทานยิ่งลดลง” 

“การสวมหน้ากากอนามัยทำให้ออกซิเจนในร่างกายต่ำ มีผลต่อการทำงานของสมอง และทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์สูง มีผลต่อการทำงานของเซลล์ในร่างกาย” อ.นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัจจุบันสถานการณ์โรคโควิด -19 ได้คลี่คลายลง จนประชาชนทั่วโลกดำเนินชีวิตอย่างเป็นปกติแล้ว แต่ประเทศไทยกลับมีสภาพที่แตกต่างสิ้นเชิง เพราะบุคคลระดับผู้บริหารประเทศ ข้าราชการ และองค์กรต่าง ๆ และประชาชนทั่วไป ยังคงสวมหน้ากากอนามัยอย่างแน่นหนาตลอดเวลา โดยกระทรวงสาธารณสุข ไม่แสดงความรับผิดชอบต่อวิถีชีวิตที่ผิดปกตินี้ ยังคงชี้นำให้ประชาชนใช้ชีวิตราวกับเป็นผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรง ทำให้ประเทศมีสภาพเหมือนโรงพยาบาลขนาดใหญ่ มีสภาพน่าหดหู่ ผู้คนไม่กล้าจะเปิดหน้ากากหายใจสูดออกซิเจนให้เต็มที่เข้าสู่ปอด แต่กลับเต็มใจสูดคาร์บอนไดออกไซด์ย้อนกลับเข้าสู่ร่างกายตลอดเวลา  

และนี่คือข้อมูลที่สาธารณสุขไม่เคยพูดกับคนไทย

“การให้เด็กสวมหน้ากากมีผลต่อพัฒนาการด้าน EQ ของเด็กมาก เพราะเด็กไม่สามารถเดาได้ว่าคนที่กำลังพูดอยู่รู้สึกอะไร ซึ่งเรื่องนี้จะมีผลระยะยาวไปตลอดชีวิต ที่สำคัญคือ เรากำลังสอนให้เด็กกลายเป็นคนที่กลัวตลอดเวลา”

จากบทสัมภาษณ์อาจารย์ นายแพทย์อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง อาจารย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นพ.อรรถพลยังกล่าวอีกว่า

“กระบวนการสวมหน้ากาก มีผลทางจิตวิทยา คือการปิดปากดี ๆ นี่เอง”*

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปไม่เคยได้ฟังจากกระทรวงสาธารณสุขเลย สธ.มีแต่พูดย้ำให้กลัวโควิดและให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา โดยไม่เคยพูดถึงผลเสียของการสวมหน้ากากอนามัยแม้แต่น้อย ว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตอย่างไร จนประเทศไม่มีวี่แววว่าจะคืนสู่วิถีชีวิตปกติเพราะประชาชนถูกฝังความกลัวโควิด 

 “การดูแลสุขภาพด้วยตนเองมีหลักสำคัญ คือ การได้รับออกซิเจนเต็มปอดซึ่งจะดีต่อสุขภาพ แต่ที่เป็นอยู่คือ การเอาหน้ากากมาปิด ทำให้ออกซิเจนตกลง ภูมิต้านทานยิ่งลดลง และอีกประการหนึ่งคือ อารมณ์ หากประชาชนมีอารมณ์ดี แจ่มใสไม่หวาดกลัว ไม่ตื่นตระหนก จะนอนหลับได้ดี จึงมีภูมิต้านทานดี ส่วนคนที่จิตตก ตื่นตระหนก กลัวทุกอย่าง นอนไม่หลับ ภูมิต้านทานจะตกลง”* นพ.อรรถพล

เป็นเวลาร่วม 3 ปีแล้ว ที่คนไทยต้องใช้ชิวิตเยี่ยงคนป่วย แม้จะมีประกาศให้การสวมหน้ากากอนามัยเป็นทางเลือกแล้ว แต่สาธารณสุข และรัฐบาลกลับย้ำให้ข้าราชการและประชาชนสวมหน้ากากตลอดเวลา โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อสุขภาพของประชาชนระยะยาว ที่ไม่กล้าสูดออกซิเจนให้เต็มปอด เพราะเชื่อหมอที่ชี้นำให้จมอยู่กับความกลัวโควิดจนใช้ชีวิตอย่างไร้เหตุผล  

จากผลวิจัยโฟเกนเอฟเฟคต์”(Foegen effect) - กลไกที่ทำให้หน้ากากอนามัยมีผลต่อการเสียชีวิตด้วยโรคโควิด-19 ตัวเลขจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การบังคับสวมหน้ากากอนามัยกลับทำให้ตัวเลขเสียชีวิตสูงขึ้นมากกว่า 1.5 เท่า (เพิ่มขึ้นประมาณ 50%) สาเหตุเพราะผู้ที่ไอเอาละอองฝอยออกมา ได้สูดหายใจเอาละอองฝอยที่หนาแน่นเหล่านั้นกลับเข้าสู่ปอด ทำให้ละอองดังกล่าวจะเข้าไปสู่ปอดในระดับลึกขึ้น ผ่านจากหลอดลมเข้าสู่ถุงลม ทำให้เกิดอาการปอดบวม แทนที่จะเป็นเพียงหลอดลมอักเสบซึ่งเป็นอาการปกติของการติดเชื้อไวรัส และเป็นไปได้ว่าเชื้อไวรัสเข้าสู่หลอดเลือดโดยผ่านทางถุงลมด้วย 

นอกจากนี้ การสูดเอาละอองฝอยกลับเข้าสู่ปอด ยังเป็นการเพิ่มจำนวนไวรัส ซึ่งควรจะออกมาทางการหายใจออก ให้กลับเข้าไปสู่ปอดมากยิ่งขึ้น การใช้หน้ากากอนามัยประเภทที่มีคุณภาพการกรองละเอียดมากยิ่งขึ้นก็อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยมีอาการแย่ลงไปอีก เพราะจำนวนไวรัสในละอองฝอยที่ผู้ป่วยหายใจกลับเข้าไปก็ยิ่งมีจำนวนมากกว่า

อาจารย์นพ.อรรถพล ยังกล่าวอีกว่า “คนที่จะต้องสวมหน้ากากอนามัยคือ คนป่วย เพราะจะได้ช่วยป้องกันคนอื่น”

ก่อนไวรัสโควิดจะระบาด มนุษย์ชาติไม่เคยต้องใส่หน้ากากตลอดเวลาเช่นนี้แม้ในโรงพยาบาลก็ตาม การสวมหน้ากากนอกเหนือจะไม่ได้ส่งผลแล้ว ยังเป็นการสร้างความกลัวจนเกินเหตุ สร้างภาพจำแก่ผู้ที่ใส่ว่า อากาศรอบตัวเป็นอันตราย ภาพจำนี้ค่อย ๆ ซึมซับโดยไม่รู้ตัวและฝังรากลึกลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะมีผลในระยะยาวแน่นอน  

เพราะความกลัวที่ยังฝังหัวคนไทย แม้มีใครสักคนถอดหน้ากากในที่สาธารณะ ก็จะถูกมองว่าเป็นคนไม่รับผิดชอบในทันที ไม่เว้นแม้แต่พระเอกหนุ่มชื่อดัง ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่ถูกมือดีถ่ายภาพลงสื่อโซเชียลในวันที่ขึ้นรถไฟฟ้าโดยไม่ใส่หน้ากาก ทั้งที่ประกาศของกระทรวงสาธารณสุขก็ได้ผ่อนปรนมาตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2565 แล้ว

ผู้ประกอบอาชีพค้าขายหรือให้บริการ ก็ยังจำเป็นต้องใส่หน้ากากตลอดเวลา เพราะกลัวจะขายของไม่ได้ กลัวจะไม่มีคนมาใช้บริการ 

"จะตายเพราะสวมหน้ากากนี่แหละ" คือคำกล่าวจากแม่ค้าที่งานโอทอปแห่งหนึ่ง

...

ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า “โควิดเป็นเรื่องปกติ” ยกเลิกคำเตือนมาตรการโควิดต่าง ๆ ตามสื่อและพื้นที่สาธารณะ แนะนำให้ผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันคนอื่น และให้ความรู้รอบด้านกับประชาชนถึงผลกระทบจากการสวมหน้ากากอนามัย ให้ข้าราชการเป็นแบบอย่างในการเลิกสวมหน้ากากอนามัย เพื่อให้ความมั่นใจให้แก่ประชาชน และเพื่อให้สอดรับกับนโยบายการปรับ “โควิดเป็นโรคประจำถิ่น” ​ในวันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่จะถึงนี้ โดยคืนวิถีชีวิตปกติให้แก่ประชาชนทุกสาขาอาชีพ หยุดขังคนในชาติไว้กับความกลัวโควิดเสียที 

*ข้อมูลจากบทสัมภาษณ์ในนิตยสารข้ามห้วงมหรรณพ ฉบับเดือนกันยายน 2565 ที่จะเผยแพร่ในวันที่ 20 กันยายนนี้

avatar of the starter
มูลนิธิ โรงเรียนแห่งชีวิตผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล
นายอนุทิน ชาญวีรกูล
รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์