หยุดละเมิดสิทธิเด็กด้วยกฎระเบียบเรื่องทรงผม #ไม่ตรวจไม่ตัดไม่ละเมิด #LetThemGrow

ประเด็นรณรงค์

ถูกกล้อนผมจนเห็นหนังหัว ตัดทรงหนูแทะ เล็มหน้าม้าเต่อ สั้นติ่งหู ด่าประจานหน้าห้องและหน้าเสาธง ตี หยิก ดึง ถูกเรียกเข้าห้องปกครอง ตัดคะแนนความประพฤติ ขู่ว่าจะไม่ได้เรียนต่อ โดนเรียกผู้ปกครองมาพบ ทั้งหมดนี้เพราะเรื่องทรงผม….ที่ยกขึ้นมานี้เป็นความทรงจำที่เจ็บปวดเรื่องหนึ่งในวัยเรียนของคุณรึเปล่า? แล้วคุณต้องผ่านเรื่องนี้มากี่ครั้งตลอดชีวิตการศึกษา 

ภาคเรียนที่กำลังจะเปิดเทอมในเดือน พ.ค. นี้ อาจเป็นอีกปีที่มีเด็กนักเรียนจำนวนมากทั่วประเทศต้องเจอกับความเจ็บปวดซ้ำๆ แบบเดียวกับที่เราเคยเจอ ผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องตอบคำถามกันเสียทีว่า การกวดขันเรื่องทรงผมในโรงเรียนจนเกินเหตุเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อเด็กกันแน่ 

จากใจของครูคนหนึ่งที่เลือกมาเป็นครูเพราะเชื่อว่าการศึกษาจะเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้น ผมดีใจที่ได้เห็นความพยายามสะท้อนปัญหาหลายด้านในระบบการศึกษาไทยที่หลายคนออกมาร่วมผลักดัน แม้แต่เรื่องทรงผมเองก็มีการเปลี่ยนแปลงบ้างแล้ว แม้แต่เอกชนก็ยังออกแคมเปญชวนคิดเรื่องนี้แทนใจใครหลายคน 

แม้ปัจจุบันจะมีระเบียบ ‘ทรงผม’ ของกระทรวงศึกษาธิการที่ปรับแล้ว เมื่อ พ.ค. 2563 ว่า 

  • “นักเรียนชาย จะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านข้าง ด้านหลังต้องยาวไม่เลยตีนผม ด้านหน้าและกลางศีรษะให้เป็นไปตามความเหมาะสมและมีความเรียบร้อย”
  • “นักเรียนหญิง จะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสมและรวบให้เรียบร้อย” แต่ตามระเบียบยังห้ามดัดผม ย้อมสี ไว้หนวดเครา (ที่มา)

แต่ในทางปฎิบัติ เมื่อระเบียบเปลี่ยน แต่ผู้เกี่ยวข้องในโรงเรียนยังเป็นคนเดิมๆ และระเบียบนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าถ้าครูหรือโรงเรียนทำผิดระเบียบเสียเองจะมีมาตรการอย่างไร อาจมีตีความเรื่อง ‘ความเหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน’ อย่าง ‘ตามใจฉัน’ จนเคร่งครัดเกินเหตุ ซึ่งจะบ่มเพาะวัฒนธรรมอำนาจนิยมในโรงเรียนต่อไปแบบเงียบๆ และยังเปิดช่องให้ ‘เลือกปฎิบัติ’ เห็นจากหลายเคสไม่ว่าจะเป็นดาราหรือดาวโรงเรียนได้รับยกเว้นเป็นเรื่องปกติ แต่กลับกวดขันกับเด็กคนอื่นๆ

กระทรวงศึกษาบอกเองว่าระเบียบใหม่ที่ออกมานี้มีการปรับเพื่อปกป้อง คุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิของเด็กๆ ตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล ก็ต้องถือว่าคนที่กล้อนผมเด็กเท่ากับว่ากำลังละเมิดสิทธิเด็ก…ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงมากหากเป็นในต่างประเทศ โดยเฉพาะถ้าเกิดในสถานศึกษาซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของเด็กให้ครบถ้วนสมบูรณ์

ขณะเดียวกัน...การปลดระเบียบเรื่องทรงผมของเด็กจะบรรเทาภาระ ให้เพื่อนครูในโรงเรียนมีโอกาสได้ทุ่มเทกับเรื่องการพัฒนาการศึกษามากขึ้น ไม่ต้องมารับผิดชอบเรื่องนี้ที่อาจเบียดเบียนการสอนและเป็นการบั่นทอนพัฒนาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจของเด็ก เหมือนที่หลายประเทศที่มีระบบการศึกษาเป็นเลิศ หรือแม้แต่โรงเรียนนานาชาติในไทยเองใช้แนวทางจัดการเรื่องทรงผมโดยเน้นในมุมที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ไม่ขัดขวางการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย จิตใจ บุคลิกภาพ และสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเด็ก

จึงอยากเรียกร้องให้ทางกระทรวงศึกษาธิการ

  1. วางมาตรการและดำเนินการกับครูและสถานศึกษาที่ละเมิดระเบียบ ยังปล่อยให้มีการกล้อนผม ประจานเด็ก โดยแนวทางต้องเป็นที่ได้น้ำหนัก เป็นธรรมกับทั้งเด็ก ครูและผู้ปกครอง
  2. ในระยะยาวต้องแก้ไขกฎระเบียบเรื่องทรงผมให้สอดคล้องกับการส่งเสริมหลักสิทธิเด็ก เน้นส่งเสริมไม่ใช่ลิดรอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเอ
  3. ให้มีกลไกการร้องเรียน และการดำเนินงานโครงการ MOE Safety School ที่มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตร เคียงข้างสิทธินักเรียน

โปรดช่วยกันลงชื่อและแชร์แคมเปญนี้ Change.org/LetThemGrow เพื่อส่งเสียงไปถึงกระทรวงศึกษาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

และขอเชิญชวนคุณครู ร่วมรณรงค์ #ไม่ตรวจไม่ตัดไม่ละเมิด #LetThemGrow ผ่านช่องทางต่างๆ เรื่องนี้อาจดูเหมือนเรื่องเล็กๆ แต่ก็สามารถสะท้อนปัญหาในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี เราอาจจะเริ่มต้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากจุดนี้ ร่วมกันส่งเสียง สร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคมนี้ให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่ทุกคนได้เติบโต

ขอบคุณครับ
ครูทิว-ธนวรรธน์ สุวรรณปาล เพจครูขอสอน และเครือข่ายก่อการสิทธิเด็ก

คลิปความเห็นของผม สัมภาษณ์ในรายการ ‘บ่ายโมงตรงประเด็น’ เมื่อปี 63 

หมายเหตุ: แคมเปญรณรงค์นี้และผมเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับแคมเปญ #LetHerGrow ของ Dove นอกจากว่ามันเป็นแรงบันดาลใจให้ผมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาสื่อสารอีกครั้ง มีคนมากมายที่เห็นด้วยกับการตั้งคำถามเรื่องทรงผมในโรงเรียนครับ

#LetThemGrow #LetHerGrow #ครูขอสอน #ก่อการสิทธิเด็ก #เลิกบังคับหรือจับตัด #ไม่ตรวจไม่ตัดไม่ละเมิด

avatar of the starter
ว่าที่เรือตรีธนวรรธน์ สุวรรณปาลผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

12,015

ประเด็นรณรงค์

ถูกกล้อนผมจนเห็นหนังหัว ตัดทรงหนูแทะ เล็มหน้าม้าเต่อ สั้นติ่งหู ด่าประจานหน้าห้องและหน้าเสาธง ตี หยิก ดึง ถูกเรียกเข้าห้องปกครอง ตัดคะแนนความประพฤติ ขู่ว่าจะไม่ได้เรียนต่อ โดนเรียกผู้ปกครองมาพบ ทั้งหมดนี้เพราะเรื่องทรงผม….ที่ยกขึ้นมานี้เป็นความทรงจำที่เจ็บปวดเรื่องหนึ่งในวัยเรียนของคุณรึเปล่า? แล้วคุณต้องผ่านเรื่องนี้มากี่ครั้งตลอดชีวิตการศึกษา 

ภาคเรียนที่กำลังจะเปิดเทอมในเดือน พ.ค. นี้ อาจเป็นอีกปีที่มีเด็กนักเรียนจำนวนมากทั่วประเทศต้องเจอกับความเจ็บปวดซ้ำๆ แบบเดียวกับที่เราเคยเจอ ผมจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องตอบคำถามกันเสียทีว่า การกวดขันเรื่องทรงผมในโรงเรียนจนเกินเหตุเป็นประโยชน์หรือเป็นโทษต่อเด็กกันแน่ 

จากใจของครูคนหนึ่งที่เลือกมาเป็นครูเพราะเชื่อว่าการศึกษาจะเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้น ผมดีใจที่ได้เห็นความพยายามสะท้อนปัญหาหลายด้านในระบบการศึกษาไทยที่หลายคนออกมาร่วมผลักดัน แม้แต่เรื่องทรงผมเองก็มีการเปลี่ยนแปลงบ้างแล้ว แม้แต่เอกชนก็ยังออกแคมเปญชวนคิดเรื่องนี้แทนใจใครหลายคน 

แม้ปัจจุบันจะมีระเบียบ ‘ทรงผม’ ของกระทรวงศึกษาธิการที่ปรับแล้ว เมื่อ พ.ค. 2563 ว่า 

  • “นักเรียนชาย จะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านข้าง ด้านหลังต้องยาวไม่เลยตีนผม ด้านหน้าและกลางศีรษะให้เป็นไปตามความเหมาะสมและมีความเรียบร้อย”
  • “นักเรียนหญิง จะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสมและรวบให้เรียบร้อย” แต่ตามระเบียบยังห้ามดัดผม ย้อมสี ไว้หนวดเครา (ที่มา)

แต่ในทางปฎิบัติ เมื่อระเบียบเปลี่ยน แต่ผู้เกี่ยวข้องในโรงเรียนยังเป็นคนเดิมๆ และระเบียบนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าถ้าครูหรือโรงเรียนทำผิดระเบียบเสียเองจะมีมาตรการอย่างไร อาจมีตีความเรื่อง ‘ความเหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน’ อย่าง ‘ตามใจฉัน’ จนเคร่งครัดเกินเหตุ ซึ่งจะบ่มเพาะวัฒนธรรมอำนาจนิยมในโรงเรียนต่อไปแบบเงียบๆ และยังเปิดช่องให้ ‘เลือกปฎิบัติ’ เห็นจากหลายเคสไม่ว่าจะเป็นดาราหรือดาวโรงเรียนได้รับยกเว้นเป็นเรื่องปกติ แต่กลับกวดขันกับเด็กคนอื่นๆ

กระทรวงศึกษาบอกเองว่าระเบียบใหม่ที่ออกมานี้มีการปรับเพื่อปกป้อง คุ้มครอง ส่งเสริมสิทธิของเด็กๆ ตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล ก็ต้องถือว่าคนที่กล้อนผมเด็กเท่ากับว่ากำลังละเมิดสิทธิเด็ก…ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรงมากหากเป็นในต่างประเทศ โดยเฉพาะถ้าเกิดในสถานศึกษาซึ่งควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของเด็กให้ครบถ้วนสมบูรณ์

ขณะเดียวกัน...การปลดระเบียบเรื่องทรงผมของเด็กจะบรรเทาภาระ ให้เพื่อนครูในโรงเรียนมีโอกาสได้ทุ่มเทกับเรื่องการพัฒนาการศึกษามากขึ้น ไม่ต้องมารับผิดชอบเรื่องนี้ที่อาจเบียดเบียนการสอนและเป็นการบั่นทอนพัฒนาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจของเด็ก เหมือนที่หลายประเทศที่มีระบบการศึกษาเป็นเลิศ หรือแม้แต่โรงเรียนนานาชาติในไทยเองใช้แนวทางจัดการเรื่องทรงผมโดยเน้นในมุมที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี ไม่ขัดขวางการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย จิตใจ บุคลิกภาพ และสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเด็ก

จึงอยากเรียกร้องให้ทางกระทรวงศึกษาธิการ

  1. วางมาตรการและดำเนินการกับครูและสถานศึกษาที่ละเมิดระเบียบ ยังปล่อยให้มีการกล้อนผม ประจานเด็ก โดยแนวทางต้องเป็นที่ได้น้ำหนัก เป็นธรรมกับทั้งเด็ก ครูและผู้ปกครอง
  2. ในระยะยาวต้องแก้ไขกฎระเบียบเรื่องทรงผมให้สอดคล้องกับการส่งเสริมหลักสิทธิเด็ก เน้นส่งเสริมไม่ใช่ลิดรอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเอ
  3. ให้มีกลไกการร้องเรียน และการดำเนินงานโครงการ MOE Safety School ที่มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตร เคียงข้างสิทธินักเรียน

โปรดช่วยกันลงชื่อและแชร์แคมเปญนี้ Change.org/LetThemGrow เพื่อส่งเสียงไปถึงกระทรวงศึกษาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

และขอเชิญชวนคุณครู ร่วมรณรงค์ #ไม่ตรวจไม่ตัดไม่ละเมิด #LetThemGrow ผ่านช่องทางต่างๆ เรื่องนี้อาจดูเหมือนเรื่องเล็กๆ แต่ก็สามารถสะท้อนปัญหาในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี เราอาจจะเริ่มต้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากจุดนี้ ร่วมกันส่งเสียง สร้างบรรทัดฐานใหม่ในสังคมนี้ให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่ทุกคนได้เติบโต

ขอบคุณครับ
ครูทิว-ธนวรรธน์ สุวรรณปาล เพจครูขอสอน และเครือข่ายก่อการสิทธิเด็ก

คลิปความเห็นของผม สัมภาษณ์ในรายการ ‘บ่ายโมงตรงประเด็น’ เมื่อปี 63 

หมายเหตุ: แคมเปญรณรงค์นี้และผมเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับแคมเปญ #LetHerGrow ของ Dove นอกจากว่ามันเป็นแรงบันดาลใจให้ผมหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาสื่อสารอีกครั้ง มีคนมากมายที่เห็นด้วยกับการตั้งคำถามเรื่องทรงผมในโรงเรียนครับ

#LetThemGrow #LetHerGrow #ครูขอสอน #ก่อการสิทธิเด็ก #เลิกบังคับหรือจับตัด #ไม่ตรวจไม่ตัดไม่ละเมิด

avatar of the starter
ว่าที่เรือตรีธนวรรธน์ สุวรรณปาลผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 4 พฤษภาคม ค.ศ. 2022 แล้ว