หยุดฝุ่นควันในภาคเหนือ...ภาคเอกชนนำโดย CP ออกมาประกาศจุดยืนแสดงความรับผิดชอบ!

ประเด็นรณรงค์

ปัญหาฝุ่นควันในเชียงใหม่ และ ภาคเหนือของไทยมีมากว่า 10 ปี โดยเฉพาะช่วง กุมภาพันธ์ - เมษายน ของทุกปี และมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ

จากการศึกษาของหลายสถาบันการศึกษา เช่น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ปัญหามีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีหลักฐานจากการวัดค่าฝุ่นขนาดเล็ก PM10 นั้นมีค่าเกินมาตรฐาน อย่างมาก ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพโดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ สถิติโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ พบว่ามีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

หากเราไม่หยุดปัญหานี้ ตอนนี้ อนาคตของลูกหลานเราจะล้มป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจจากฝุ่นควันเหล่านี้แน่นอน

คำถามคือ ... แล้วสาเหตุของปัญหาฝุ่นควันนี้คืออะไร ?

คำตอบ "ไม่ใช่" เห็ดถอบ หรือ ผักหวาน ทั้งสองสิ่งมีผลแต่น้อยกว่าเหตุผลหลักมาก

คำตอบที่แท้จริง คือ ..... "ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" เพราะ

  1. บุกรุกพื้นที่ป่าในการปลูก ดังนั้น ต้องเผ่าป่าเพื่อให้ได้ที่ดิน
  2. พื้นที่ป่ามีความชันสูง ไม่คุ้มค่าเงิน และ เวลา ในการเก็บเกี่ยวเศษวัสดุและตอซัง ผู้บุกรุก จึง "เผา" เลย ...​เพราะง่ายและถูก
  3. การปลูกนั้นง่าย เพราะ มีบริษัทคอยให้ทุน ให้เมล็ดพันธุ์ สนับสนุนต่าง ๆ นานา ให้ปลูกง่าย แล้ว รับซื้อคืน ดังนั้น บริษัทเหล่านั้นจึงอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกป่า และเผ่าป่าได้ง่าย ๆ
  4. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้รับการประกันราคาจากรัฐบาลอีก ยิ่งจูงใจให้ปลุกมากขึ้นเรื่อย ๆ

จากการทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่าง สถิติการปลุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ ปริมาณฝุ่นควันในช่่วงกว่า 10 ปี ในเชียงใหม่และภาคเหนือ พบว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กันอย่างน่าสนใจ

ดังนั้น ....

หากเราต้องการหยุดปัญหาฝุ่นควัน -> เราต้องหยุดการปลูกและรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ป่า ทันที

พวกเราขอเรียกร้องให้ CP ในฐานะบริษัทชั้นนำ ให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ออกมาชี้แจงมาตรการในการแก้ไขปัญหาแก่สาธารณะ พวกเราอยากให้ CP เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่บริษัทอื่นๆ ต่อไป

avatar of the starter
เครือข่ายรักษ์ล้านนา Lanna FCผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 13,347 คน

ประเด็นรณรงค์

ปัญหาฝุ่นควันในเชียงใหม่ และ ภาคเหนือของไทยมีมากว่า 10 ปี โดยเฉพาะช่วง กุมภาพันธ์ - เมษายน ของทุกปี และมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ

จากการศึกษาของหลายสถาบันการศึกษา เช่น คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ปัญหามีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีหลักฐานจากการวัดค่าฝุ่นขนาดเล็ก PM10 นั้นมีค่าเกินมาตรฐาน อย่างมาก ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพโดยเฉพาะโรคทางเดินหายใจ สถิติโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ พบว่ามีผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

หากเราไม่หยุดปัญหานี้ ตอนนี้ อนาคตของลูกหลานเราจะล้มป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจจากฝุ่นควันเหล่านี้แน่นอน

คำถามคือ ... แล้วสาเหตุของปัญหาฝุ่นควันนี้คืออะไร ?

คำตอบ "ไม่ใช่" เห็ดถอบ หรือ ผักหวาน ทั้งสองสิ่งมีผลแต่น้อยกว่าเหตุผลหลักมาก

คำตอบที่แท้จริง คือ ..... "ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์" เพราะ

  1. บุกรุกพื้นที่ป่าในการปลูก ดังนั้น ต้องเผ่าป่าเพื่อให้ได้ที่ดิน
  2. พื้นที่ป่ามีความชันสูง ไม่คุ้มค่าเงิน และ เวลา ในการเก็บเกี่ยวเศษวัสดุและตอซัง ผู้บุกรุก จึง "เผา" เลย ...​เพราะง่ายและถูก
  3. การปลูกนั้นง่าย เพราะ มีบริษัทคอยให้ทุน ให้เมล็ดพันธุ์ สนับสนุนต่าง ๆ นานา ให้ปลูกง่าย แล้ว รับซื้อคืน ดังนั้น บริษัทเหล่านั้นจึงอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับการบุกรุกป่า และเผ่าป่าได้ง่าย ๆ
  4. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้รับการประกันราคาจากรัฐบาลอีก ยิ่งจูงใจให้ปลุกมากขึ้นเรื่อย ๆ

จากการทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่าง สถิติการปลุกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และ ปริมาณฝุ่นควันในช่่วงกว่า 10 ปี ในเชียงใหม่และภาคเหนือ พบว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กันอย่างน่าสนใจ

ดังนั้น ....

หากเราต้องการหยุดปัญหาฝุ่นควัน -> เราต้องหยุดการปลูกและรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ป่า ทันที

พวกเราขอเรียกร้องให้ CP ในฐานะบริษัทชั้นนำ ให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ ออกมาชี้แจงมาตรการในการแก้ไขปัญหาแก่สาธารณะ พวกเราอยากให้ CP เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่บริษัทอื่นๆ ต่อไป

avatar of the starter
เครือข่ายรักษ์ล้านนา Lanna FCผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (CP)
เครือเจริญโภคภัณฑ์ สนับสนุนการแก้ไขปัญหาหมอกควัน ไฟป่า นายอภัยชนม์ วัชรสินธุ์ รองกรรมการผู้จัดการ ด้านประสานกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์มีความจริงใจต่อการแก้ปัญหาการบุกรุกทำลายป่า รวมถึงการถดถอยของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในฐานะเป็นองค์กรเอกชนที่มุ่งมั่นในแนวทางสู่ความยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงพร้อมที่จะก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการบุกป่า และหมอกควันไฟป่า ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขทุกบริบทของปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ทั้งนี้ในการดำเนินธุรกิจของเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และเพื่อให้แน่ใจได้ว่าการประกอบธุรกิจจะต้องตั้งอยู่บนฐานของความยั่งยืน ทั้งนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์อยู่ระหว่างการศึกษาหาพืชทางเลือกเข้ามาทดแทนเพื่อลดปริมาณพื้นที่การทำเกษตรในพื้นที่ป่าและภูเขา ซึ่งมีความท้าทายอย่างมากทั้งในด้านความเหมาะสมของพื้นที่ซึ่งจะต้องสามารถปลูกได้ผลผลิตที่ดี และมีตลาดมารองรับ  17 มิ.ย. 58 : เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และสมาคมพ่อค้าข้าวโพดและพืชพันธุ์ไทย ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ(MOU)ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันจากการเผาเศษวัสดุภาคเกษตรในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการลดและควบคุมการเผาเศษวัสดุภาคการเกษตรในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 9 จังหวัดภาคเหนือ 30 พ.ย. 58 : นายปวิน ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายสุเมธ ภิญโญสนิท ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร (ข้าวโพด) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์ โปรดิวส์ จำกัด เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาหมอกควันในพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่อย่างยั่งยืน ตั้งเป้าลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ลงอย่างน้อยร้อยละ 20 จากจำนวน Hotspot 2,381 จุด ในปี 2558 และควบคุมค่าฝุ่นละออง (PM10)ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ตลอดจนต้องไม่เกิดเหตุการณ์ยกเลิกเที่ยวบินที่สนามบินเชียงใหม่เช่นปีที่ผ่านมา โดยมีระยะเวลาดำเนินการระหว่างวันที่ 1 ธ.ค 2558 ถึง 30 เม.ย. 2559 รวม 20 สัปดาห์ ซึ่งเบื้องต้นพื้นที่นำร่องทั้ง 3 อำเภอคือ อ.เชียงดาว อ.แม่แจ่ม และอ.สะเมิงได้ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และผู้นำชุมชนในพื้นที่ เดินหน้ากิจกรรมเชิงรุกตามแผน 20 สัปดาห์ได้จัดทำไว้แล้ว เช่น การจัดอบรมความรู้เรื่องผลกระทบต่อสุขอนามัยของคนในชุมชน ปัญหาดินเสื่อมโทรมที่เกิดจากการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกด้วยวิธีการเผา การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารชีวภาพ การทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง  การทำปุ๋ยหมักแบบอัดก้อนเพื่อลดต้นทุนของเกษตรกร การจัดทำแนวกันไฟ การวางแผนชิงเผาในพื้นที่ที่จำเป็นให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 15 ก.พ.59 การประกวดหมู่บ้านที่สามารถลดจุดความร้อนได้ตามเป้าหมายที่กำหนด, การจ้างอาสาสมัครลาดตระเวนตลอด  24  ชม.ในช่วง 60 วันอันตราย การสนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์ดับไฟ การสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยเคลื่อนที่เร็วในพื้นที่ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวล้วนได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณจากเครือเจริญโภคภัณฑ์  ก.พ. – เม.ย. 59 : เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ร่วมกับ 7 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ น่าน เชียงราย พะเยา ลำปาง ลำพูน และจังหวัดตาก พร้อมหน่วยงานราชการ สถานศึกษาในจังหวัดภาคเหนือ รวมถึงภาคเอกชน จัดกิจกรรมและคอนเสิร์ต “คนไทยรักษ์ หวงแหนป่า” เพื่อร่วมกันรณรงค์และปลุกจิตสำนึกให้คนไทยรักและหวงแหนป่าไม้ รวมถึงแก้ปัญหาหมอกควัน ไฟป่า มี.ค. 59 : บมจ.สยามแม็คโคร ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ จังหวัดน่าน และเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดน่าน ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง"โครงการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรปลอดภัยจังหวัดน่าน" ใช้หลักของการพาณิชย์นำการเกษตร แก้ปัญหาป่าหัวโล้น โดยแมคโคร สาขาจังหวัดน่านจะรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกร เพื่อผลักดันให้เกษตรกรปลูกพืชทดแทนอื่นแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ม.ค. – ปัจจุบัน : เครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) อำเภอแม่แจ่ม และภาคีเครือข่ายได้ดำเนินโครงการหมู่บ้านต้นแบบ “หมู่บ้านปลอดเผา” ขึ้น โดยนำร่องที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ และตระหนักถึงพิษภัยของปัญหาหมอกควัน โดยการส่งเสริมการสร้างหมู่บ้านนำร่อง “หมู่บ้านปลอดเผา” เพื่อเป็นแบบอย่างในการบริหารจัดการพื้นที่ทางการเกษตร ตามหลักการจัดการวัสดุทางการเกษตรบนพื้นที่สูงชัน โดยวิถีไถพรวน และให้เกษตรกรรู้จักนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ทางการเกษตร และปศุสัตว์ เช่น การจัดทำปุ๋ยอินทรีย์ หรืออัดแท่งเป็นอาหารสัตว์ ด้วยความร่วมมือในการแก้ปัญหาของหลายฝ่าย ส่งผลให้ในปีนี้พื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ แหล่งปลูกข้าวโพดมากที่สุดแห่งหนึ่งของประทศ มีรูปธรรมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟป่าที่ชัดเจนขึ้น ค่าจุดความร้อน (Hotspots) ในช่วง 60 วัน ห้ามเผา (ระหว่าง 15 ก.พ.-15 เม.ย.) ลดลงเหลือเพียง 9 จุด ในขณะที่ช่วงเดียวในปี 2558 เกิดขึ้น 239 จุด โครงการทุกโครงการที่เครือเจริญโภคภัณฑ์กำลังขับเคลื่อนอยู่ในวันนี้ มองสองเรื่องคือเรื่องป่าและเรื่องปากท้องของคน โดยได้บูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาควิชาการ ได้เข้ามาศึกษาเรื่องของพืชทางเลือกตามระดับความสูง ในแม่แจ่มเองหลายพื้นที่มีความสูงเหมาะสมในการปลูกพืชเศรษฐกิจที่เป็นทางออกสามารถสร้างป่าไม้ให้เกิดขึ้นได้และทำให้คนมีรายได้ไม่น้อยไปกว่าการปลูกข้าวโพด พื้นที่ที่อยู่สูงในระดับน้ำทะเล 800-900 เมตร เราจะปลูกกาแฟ ในพื้นที่ที่ลดระดับลงมามีพืชเศรษฐกิจเป็นทางเลือกให้เกษตรกรได้ปลูกอีกหลายชนิด ที่ผ่านมาเครือเจริญโภคภัณฑ์ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานการมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยตระหนักถึงหน้าที่ที่ภาคธุรกิจต้องมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ  รวมถึงความห่วงใยต่อสุขภาพอนามัย  ซึ่งปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจใน จ.เชียงใหม่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อใช้ในกิจกรรมตามแผน 20 สัปดาห์และจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ดับไฟป่า เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้น และหวังว่าการมีส่วนร่วมในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะคนทั้งประเทศมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาหมอกควันและไฟป่าของประเทศอย่างยั่งยืน ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและผืนป่าที่สำคัญ เพื่อส่งต่อความสมบูรณ์ให้กับลูกหลานต่อไป -###-

อัพเดทล่าสุดเกี่ยวแคมเปญรณรงค์