หยุดนโยบายหายนะเหมืองแร่ทองคำ 12 จังหวัด ปกป้องชีวิต ชุมชน และทรัพยากร


หยุดนโยบายหายนะเหมืองแร่ทองคำ 12 จังหวัด ปกป้องชีวิต ชุมชน และทรัพยากร
ประเด็นรณรงค์
“โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านรอบเหมืองทองในจังหวัดพิจิตรและเลย คือการที่พี่น้องถูกฆาตกรรมจากการร่วมมือระหว่างรัฐกับนายทุน...ขอให้พี่น้อง 12 จังหวัดที่กำลังจะถูกสัมปทานเหมืองทองคำเข้าครอบครอง อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย อย่าให้อ้อยเข้าปากช้าง เพราะนั่นเท่ากับว่าทุกชีวิตจะตั้งอยู่บนเส้นตาย และเหลือเพียงรอวันตาย” ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม
“อยู่ดีๆ ร่างกายก็ค่อยๆ อ่อนแรงลง จนทำงานไม่ไหว” คือคำพูดของชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ เหมืองแร่ทองคำในจังหวัดพิจิตร ถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่พวกเขาได้รับ
นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับ “เพื่อน” ที่จังหวัดพิจิตร จังหวัดเลย และในอีกหลายๆ พื้นที่รอบเหมืองทองคำ พวกเราไม่อยากให้โศกนาฏกรรมนี้ต้องเกิดขึ้นใน “บ้าน” กับ “เพื่อนและพี่น้อง” หลังจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกประกาศเตรียมขยายพื้นที่ให้เอกชนเข้าสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ 12 จังหวัด (พิจิตร พิษณุโลก ลพบุรี เลย สตูล สระแก้ว สุราษฎร์ธานี จันทบุรี ระยอง สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์) เพื่อเตรียมขยายพื้นที่ให้เอกชนเข้าสำรวจ และได้สิทธิผูกขาดสัมปทานแหล่งแร่ทรัพยากรสำคัญของชาติ...ผลประโยชน์และกำไรมหาศาลจะตกอยู่กับนายทุนกับคนกลุ่มเพียงกลุ่มเดียว
บทเรียนจาก “เพื่อนบ้าน” ในหลายจังหวัดสอนเราว่า แม้ “แร่ทองคำ” จะมีมูลค่ามหาศาล แต่ตราบใดที่เรานำทรัพยากรมาใช้ แต่ก็ยังไม่อาจแก้ไขปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ได้ สิ่งนั้นก็ไร้ประโยชน์
ทรัพยากรที่มีค่าที่สุด คือ ชีวิตของคนที่เรารัก อากาศ และน้ำที่สะอาด
...การทำเหมืองแร่ทองคำ ทำลายสภาพแวดล้อม ทำลายชีวิตประชาชน เป็นนโยบายของรัฐที่ไม่คุ้มทุน
ต่อต้านการสร้างเหมืองแร่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ลองนึกภาพง่ายๆ เอกชนมาลงทุนมาดำเนินการขุดแร่ทองคำได้มูลค่า 6,000 ล้านบาท แต่ภาครัฐได้คืนมาได้ไม่ถึง 1,000 ล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมค่าเสียหายจำนวนมหาศาลจากปัญหาผลกระทบและความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวญใกล้เคียง ในด้านสุขภาพเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงและเรื้อรัง - ด้านอาชีพการทำมาหากิน
เรากำลังพูดถึงประชาชนนับหมื่นที่ต้องเสี่ยงชีวิตกับความเจ็บป่วยจากสารพิษ และต้องเผชิญกับความรุนแรงนานารูปแบบ ไม่ว่าจะมีการใช้อำนาจ อิทธิพล ความรุนแรง กฎหมายฟ้องร้อง ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบไม่เคยหยุดการคัดค้านต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิต และบ้านเกิดของตนเอง
แล้ว “แร่ทองคำใช้ทำอะไร” เมื่อแปรรูปแล้วจะเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อย่าง โทรศัพท์มือถือ หรือแทปเล็ต ซึ่งจริงๆ แล้วแร่ทองคำอาจจะไม่ได้เป็นตัวการปล่อยสารพิษ แต่เศษเสี้ยวของความ “มักง่าย” ในกระบวนการผลิตนั้น เป็นผลให้สารพิษไหลไปปนเปื้อนยังแหล่งน้ำธรรมชาติและพื้นที่เพาะปลูกของชาวบ้าน
เราสนับสนุนเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนและวิชาการเพื่อการจัดการทรัพยากรแร่ของชาติอย่างยั่งยืน 19 องค์กร ที่เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้หยุดโครงการการให้สัมปทานเหมืองแร่ และเร่งแก้ไข พ.ร.บ.แร่ เพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยมีข้อเสนอ ดังนี้
1 ขอให้หยุดโครงการการให้สัมปทานเหมืองแร่
2 ขอให้เร่งการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.แร่ ฉบับของอดีตรัฐมนตรีจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช และให้มีการเปิดการประชุม แก้ไขเป็น พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ ฉบับเพื่อประเทศชาติและประชาชน
3 ทุกกระบวนการที่ทางรัฐแก้ไข ขอให้มีการเชิญตัวแทนของภาคประชาชนไปรับรับทราบแนวทางแก้ไข และได้มีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ ตั้งแค่ตรวจติดตาม ฟื้นฟู และประเมินผล รวมถึงแผนการชดเชย การฟื้นฟู ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
4 ประเทศไทยไม่ควรส่งออกแร่ทองคำเป็นวัตถุดิบ ต้องใช้และแปรรูปในประเทศ ในปริมาณที่พอควรกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
5 ขอให้รัฐดำเนินการตามคำขออย่างเร่งด่วนและก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยจะต้องมีการปรึกษาหารือในเรื่องแผนและแนวทางการจัดการกับประชาชน
-------
เราไม่อยากให้รัฐให้สิทธิ์นายทุนมานำทรัพยากรอันมีค่ามาค้ากำไร
เราไม่อยากเห็นนายทุนเข้าครองที่ดินสาธารณะหรือที่ดินทำกินของประชาชน
เราไม่อยากสนับสนุนนโยบายที่รัฐให้ความชอบธรรมกับนายทุนเพื่อเข้ามาทำลายธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตของประชาชน
ขอเชิญทุกท่านร่วมลงชื่อเพื่อหยุดนโยบายหายนะเหมืองทอง หยุดให้มีการใช้ทรัพยากร และชีวิตคนในชาติเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนบนคราบน้ำตาคนไทย

ประเด็นรณรงค์
“โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านรอบเหมืองทองในจังหวัดพิจิตรและเลย คือการที่พี่น้องถูกฆาตกรรมจากการร่วมมือระหว่างรัฐกับนายทุน...ขอให้พี่น้อง 12 จังหวัดที่กำลังจะถูกสัมปทานเหมืองทองคำเข้าครอบครอง อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย อย่าให้อ้อยเข้าปากช้าง เพราะนั่นเท่ากับว่าทุกชีวิตจะตั้งอยู่บนเส้นตาย และเหลือเพียงรอวันตาย” ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม
“อยู่ดีๆ ร่างกายก็ค่อยๆ อ่อนแรงลง จนทำงานไม่ไหว” คือคำพูดของชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ เหมืองแร่ทองคำในจังหวัดพิจิตร ถึงผลกระทบต่อสุขภาพที่พวกเขาได้รับ
นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับ “เพื่อน” ที่จังหวัดพิจิตร จังหวัดเลย และในอีกหลายๆ พื้นที่รอบเหมืองทองคำ พวกเราไม่อยากให้โศกนาฏกรรมนี้ต้องเกิดขึ้นใน “บ้าน” กับ “เพื่อนและพี่น้อง” หลังจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกประกาศเตรียมขยายพื้นที่ให้เอกชนเข้าสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ 12 จังหวัด (พิจิตร พิษณุโลก ลพบุรี เลย สตูล สระแก้ว สุราษฎร์ธานี จันทบุรี ระยอง สระบุรี นครสวรรค์ และเพชรบูรณ์) เพื่อเตรียมขยายพื้นที่ให้เอกชนเข้าสำรวจ และได้สิทธิผูกขาดสัมปทานแหล่งแร่ทรัพยากรสำคัญของชาติ...ผลประโยชน์และกำไรมหาศาลจะตกอยู่กับนายทุนกับคนกลุ่มเพียงกลุ่มเดียว
บทเรียนจาก “เพื่อนบ้าน” ในหลายจังหวัดสอนเราว่า แม้ “แร่ทองคำ” จะมีมูลค่ามหาศาล แต่ตราบใดที่เรานำทรัพยากรมาใช้ แต่ก็ยังไม่อาจแก้ไขปัญหาของชาวบ้านในพื้นที่ได้ สิ่งนั้นก็ไร้ประโยชน์
ทรัพยากรที่มีค่าที่สุด คือ ชีวิตของคนที่เรารัก อากาศ และน้ำที่สะอาด
...การทำเหมืองแร่ทองคำ ทำลายสภาพแวดล้อม ทำลายชีวิตประชาชน เป็นนโยบายของรัฐที่ไม่คุ้มทุน
ต่อต้านการสร้างเหมืองแร่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ลองนึกภาพง่ายๆ เอกชนมาลงทุนมาดำเนินการขุดแร่ทองคำได้มูลค่า 6,000 ล้านบาท แต่ภาครัฐได้คืนมาได้ไม่ถึง 1,000 ล้านบาท นี่ยังไม่นับรวมค่าเสียหายจำนวนมหาศาลจากปัญหาผลกระทบและความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวญใกล้เคียง ในด้านสุขภาพเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงและเรื้อรัง - ด้านอาชีพการทำมาหากิน
เรากำลังพูดถึงประชาชนนับหมื่นที่ต้องเสี่ยงชีวิตกับความเจ็บป่วยจากสารพิษ และต้องเผชิญกับความรุนแรงนานารูปแบบ ไม่ว่าจะมีการใช้อำนาจ อิทธิพล ความรุนแรง กฎหมายฟ้องร้อง ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบไม่เคยหยุดการคัดค้านต่อสู้เพื่อปกป้องชีวิต และบ้านเกิดของตนเอง
แล้ว “แร่ทองคำใช้ทำอะไร” เมื่อแปรรูปแล้วจะเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อย่าง โทรศัพท์มือถือ หรือแทปเล็ต ซึ่งจริงๆ แล้วแร่ทองคำอาจจะไม่ได้เป็นตัวการปล่อยสารพิษ แต่เศษเสี้ยวของความ “มักง่าย” ในกระบวนการผลิตนั้น เป็นผลให้สารพิษไหลไปปนเปื้อนยังแหล่งน้ำธรรมชาติและพื้นที่เพาะปลูกของชาวบ้าน
เราสนับสนุนเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนและวิชาการเพื่อการจัดการทรัพยากรแร่ของชาติอย่างยั่งยืน 19 องค์กร ที่เข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเรียกร้องให้หยุดโครงการการให้สัมปทานเหมืองแร่ และเร่งแก้ไข พ.ร.บ.แร่ เพื่อประเทศชาติและประชาชน โดยมีข้อเสนอ ดังนี้
1 ขอให้หยุดโครงการการให้สัมปทานเหมืองแร่
2 ขอให้เร่งการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.แร่ ฉบับของอดีตรัฐมนตรีจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช และให้มีการเปิดการประชุม แก้ไขเป็น พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ ฉบับเพื่อประเทศชาติและประชาชน
3 ทุกกระบวนการที่ทางรัฐแก้ไข ขอให้มีการเชิญตัวแทนของภาคประชาชนไปรับรับทราบแนวทางแก้ไข และได้มีส่วนร่วมในทุกกระบวนการ ตั้งแค่ตรวจติดตาม ฟื้นฟู และประเมินผล รวมถึงแผนการชดเชย การฟื้นฟู ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
4 ประเทศไทยไม่ควรส่งออกแร่ทองคำเป็นวัตถุดิบ ต้องใช้และแปรรูปในประเทศ ในปริมาณที่พอควรกับการพัฒนาที่ยั่งยืน
5 ขอให้รัฐดำเนินการตามคำขออย่างเร่งด่วนและก่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยจะต้องมีการปรึกษาหารือในเรื่องแผนและแนวทางการจัดการกับประชาชน
-------
เราไม่อยากให้รัฐให้สิทธิ์นายทุนมานำทรัพยากรอันมีค่ามาค้ากำไร
เราไม่อยากเห็นนายทุนเข้าครองที่ดินสาธารณะหรือที่ดินทำกินของประชาชน
เราไม่อยากสนับสนุนนโยบายที่รัฐให้ความชอบธรรมกับนายทุนเพื่อเข้ามาทำลายธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตของประชาชน
ขอเชิญทุกท่านร่วมลงชื่อเพื่อหยุดนโยบายหายนะเหมืองทอง หยุดให้มีการใช้ทรัพยากร และชีวิตคนในชาติเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนบนคราบน้ำตาคนไทย

ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 3 กันยายน ค.ศ. 2015 แล้ว