สภากาชาด: ทำไม เกย์ กะเทย และคนข้ามเพศ ถึงบริจาคเลือดไม่ได้?

ประเด็นรณรงค์

ทุกวันนี้ มีคนป่วยในประเทศที่ต้องการเลือดเป็นจำนวนมาก เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นโพสที่ญาติผู้ป่วยขอให้มีการบริจาคเลือดตามโซเชียลอยู่บ่อยๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด มีข่าวว่ายอดการบริจาคเลือดลดลงมากจาก 2,000-2,500 ยูนิตต่อวันเหลือเพียง 1,400 ยูนิตต่อวัน จนแทบจะไม่พอแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ 

การบริจาคเลือด คือหนึ่งวิธีที่คนทั่วไปมีโอกาสช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ง่ายที่สุด แต่น่าเศร้าที่ทุกวันนี้ยังมีกรณีแบบ #เลือดเราเขาไม่เอา มีการเลือกปฎิบัติต่อกลุ่มคนเพศทางเลือก ทั้งๆ ที่เลือดของเรามีสีแดง และเราต่างก็มีความเป็นมนุษย์เท่ากัน

เรื่องนี้เกิดเมื่อ 1 กรกฎาคม 2562 หญิงข้ามเพศท่านหนึ่งตั้งใจเดินทางไปบริจาคเลือดที่ศูนย์บริจาคโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โดยเธอได้กรอกเอกสารยินยอมและตอบแบบสอบถามเพื่อบริจาคเลือด โดยเลือกตอบตามความเป็นจริงว่าเธอมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน หลังจากนั้น เธอถูกพาเข้าห้อง โดยเจ้าหน้าที่พยายามอธิบายกับเธอว่าเธอบริจาคเลือดไม่ได้ เพราะเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าได้ปฎิเสธการรับบริจาคเลือดจากคนข้ามเพศ เกย์ กระเทย เป็นการถาวร โดยอ้างว่าเป็นกฎของหลักกาชาดสากล แม้จะเตรียมผลการตรวจเลือดไป แต่หากเป็นเพศทางเลือก ทางสภากาชาดก็จะไม่รับ 

มนุษย์มีใจอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่กลับต้องเจ็บช้ำน้ำใจ ถูกทำให้อับอายจากการโดนตีตรา เหมารวมว่าอาจมีโรคร้ายจากอัตลักษณ์ทางเพศ! 

เดิมที ในปี 2551 มีข่าวว่าสภากาชาดเคยยอมปรับรายละเอียดในแบบฟอร์มการรับบริจาคเลือดแล้ว โดยเปลี่ยนจากการถามว่ามีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันหรือไม่ มาเป็นคำถามที่ใช้กับทุกเพศว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่ หลายปีผ่านไป ทำไมเราถึงกลับมาอยู่ในสถานการณ์ #บุญต้องห้าม กันอีก? 

พวกเราจึงขอเรียกร้องให้สภากาชาดไทยหยุดเลือกปฎิบัติ เปลี่ยนกฎเรื่องการบริจาคเลือดให้ทันสมัยและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เปิดรับการบริจาคเลือดจากทุกคนที่มีสุขภาพดี ไม่เป็นโรคติดต่อทางเพศและโรคที่เสี่ยง เราเชื่อว่าการคัดกรองเลือดสามารถทำได้ในทางเทคนิค ดีกว่าการแปะป้ายเหมารวมว่าเพศทางเลือกทุกคนอาจเป็นคนที่มีโรคร้าย 

ย้ำกันอีกทีว่า ‘ความเสี่ยงในโรคทางเพศสัมพันธ์คือผลจากพฤติกรรม ไม่ใช่จากเพศสภาพ’ การเป็นเพศทางเลือกจึงไม่ได้หมายความว่าจะมีคู่นอนหลายคน หรือจะมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกันเสมอไป ในทางกลับกัน คนที่มีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน ก็ไม่ได้มีแต่เพศทางเลือก ดังนั้นสภากาชาดควรเน้นไปที่การแถลงพฤติกรรมทางเพศมากกว่าอัตลักษณ์ทางเพศ

สภากาชาดและบุคลากรทางการแพทย์ต้องเลิกเหมารวมตีตราว่าคนที่ไม่ใช่หญิงแท้ชายแท้จะปกปิดกิจกรรมทางเพศ และไม่แถลงความเสี่ยง จนกลายเป็นภาระของสภากาชาด เพราะในความเป็นจริงไม่ว่าเพศไหนจะบริจาคเลือดไปแล้ว ทางกาชาดก็ต้องนำเลือดเหล่านั้นมาตรวจหากรุ๊ปเลือด เชื้อต่างๆ และการเข้ากันได้กับเลือดผู้ป่วยก่อนส่งต่ออยู่ดี 

ทางสมาคมฟ้าสีรุ้งซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน มีความเห็นว่าการที่สภากาชาดปฎิเสธการรับเลือดเป็นการกระทำทีเลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ซึ่งผิดหลักรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 27 ที่ชี้ชัดว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน...การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้....” 

ขอให้ช่วยกันลงชื่อและแชร์แคมเปญนี้ออกไป ช่วยกัน #หยุดการเลือกปฎิบัติ

ด้วยความเคารพ

ศิริศักดิ์ ไชยเทศ นักกิจกรรมรณรงค์อิสระด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศและพนักงานบริการ ร่วมกับสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย

 

avatar of the starter
SirisakPosh ChaitedSpiceผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 6,014 คน

ประเด็นรณรงค์

ทุกวันนี้ มีคนป่วยในประเทศที่ต้องการเลือดเป็นจำนวนมาก เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นโพสที่ญาติผู้ป่วยขอให้มีการบริจาคเลือดตามโซเชียลอยู่บ่อยๆ ในช่วงสถานการณ์โควิด มีข่าวว่ายอดการบริจาคเลือดลดลงมากจาก 2,000-2,500 ยูนิตต่อวันเหลือเพียง 1,400 ยูนิตต่อวัน จนแทบจะไม่พอแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาลทั่วประเทศ 

การบริจาคเลือด คือหนึ่งวิธีที่คนทั่วไปมีโอกาสช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ง่ายที่สุด แต่น่าเศร้าที่ทุกวันนี้ยังมีกรณีแบบ #เลือดเราเขาไม่เอา มีการเลือกปฎิบัติต่อกลุ่มคนเพศทางเลือก ทั้งๆ ที่เลือดของเรามีสีแดง และเราต่างก็มีความเป็นมนุษย์เท่ากัน

เรื่องนี้เกิดเมื่อ 1 กรกฎาคม 2562 หญิงข้ามเพศท่านหนึ่งตั้งใจเดินทางไปบริจาคเลือดที่ศูนย์บริจาคโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โดยเธอได้กรอกเอกสารยินยอมและตอบแบบสอบถามเพื่อบริจาคเลือด โดยเลือกตอบตามความเป็นจริงว่าเธอมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน หลังจากนั้น เธอถูกพาเข้าห้อง โดยเจ้าหน้าที่พยายามอธิบายกับเธอว่าเธอบริจาคเลือดไม่ได้ เพราะเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ได้อธิบายเพิ่มเติมว่าได้ปฎิเสธการรับบริจาคเลือดจากคนข้ามเพศ เกย์ กระเทย เป็นการถาวร โดยอ้างว่าเป็นกฎของหลักกาชาดสากล แม้จะเตรียมผลการตรวจเลือดไป แต่หากเป็นเพศทางเลือก ทางสภากาชาดก็จะไม่รับ 

มนุษย์มีใจอยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่กลับต้องเจ็บช้ำน้ำใจ ถูกทำให้อับอายจากการโดนตีตรา เหมารวมว่าอาจมีโรคร้ายจากอัตลักษณ์ทางเพศ! 

เดิมที ในปี 2551 มีข่าวว่าสภากาชาดเคยยอมปรับรายละเอียดในแบบฟอร์มการรับบริจาคเลือดแล้ว โดยเปลี่ยนจากการถามว่ามีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันหรือไม่ มาเป็นคำถามที่ใช้กับทุกเพศว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงหรือไม่ หลายปีผ่านไป ทำไมเราถึงกลับมาอยู่ในสถานการณ์ #บุญต้องห้าม กันอีก? 

พวกเราจึงขอเรียกร้องให้สภากาชาดไทยหยุดเลือกปฎิบัติ เปลี่ยนกฎเรื่องการบริจาคเลือดให้ทันสมัยและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เปิดรับการบริจาคเลือดจากทุกคนที่มีสุขภาพดี ไม่เป็นโรคติดต่อทางเพศและโรคที่เสี่ยง เราเชื่อว่าการคัดกรองเลือดสามารถทำได้ในทางเทคนิค ดีกว่าการแปะป้ายเหมารวมว่าเพศทางเลือกทุกคนอาจเป็นคนที่มีโรคร้าย 

ย้ำกันอีกทีว่า ‘ความเสี่ยงในโรคทางเพศสัมพันธ์คือผลจากพฤติกรรม ไม่ใช่จากเพศสภาพ’ การเป็นเพศทางเลือกจึงไม่ได้หมายความว่าจะมีคู่นอนหลายคน หรือจะมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกันเสมอไป ในทางกลับกัน คนที่มีคู่นอนหลายคน หรือมีเพศสัมพันธ์ไม่ป้องกัน ก็ไม่ได้มีแต่เพศทางเลือก ดังนั้นสภากาชาดควรเน้นไปที่การแถลงพฤติกรรมทางเพศมากกว่าอัตลักษณ์ทางเพศ

สภากาชาดและบุคลากรทางการแพทย์ต้องเลิกเหมารวมตีตราว่าคนที่ไม่ใช่หญิงแท้ชายแท้จะปกปิดกิจกรรมทางเพศ และไม่แถลงความเสี่ยง จนกลายเป็นภาระของสภากาชาด เพราะในความเป็นจริงไม่ว่าเพศไหนจะบริจาคเลือดไปแล้ว ทางกาชาดก็ต้องนำเลือดเหล่านั้นมาตรวจหากรุ๊ปเลือด เชื้อต่างๆ และการเข้ากันได้กับเลือดผู้ป่วยก่อนส่งต่ออยู่ดี 

ทางสมาคมฟ้าสีรุ้งซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน มีความเห็นว่าการที่สภากาชาดปฎิเสธการรับเลือดเป็นการกระทำทีเลือกปฎิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ซึ่งผิดหลักรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มาตรา 27 ที่ชี้ชัดว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน...การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้....” 

ขอให้ช่วยกันลงชื่อและแชร์แคมเปญนี้ออกไป ช่วยกัน #หยุดการเลือกปฎิบัติ

ด้วยความเคารพ

ศิริศักดิ์ ไชยเทศ นักกิจกรรมรณรงค์อิสระด้านสิทธิมนุษยชนเพื่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศและพนักงานบริการ ร่วมกับสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย

 

avatar of the starter
SirisakPosh ChaitedSpiceผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

สภากาชาดไทย
สภากาชาดไทย
ศูนย์บริจาคโลหิตแห่งชาติ
ศูนย์บริจาคโลหิตแห่งชาติ
International Red Cross and Red Crescent Movement
International Red Cross and Red Crescent Movement

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 15 กรกฎาคม ค.ศ. 2020 แล้ว