ปิดแคมเปญรณรงค์

ขอความเห็นชอบ ให้ผ่านร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต / พ.ร.บ.จดทะเบียนคู่ชีวิต

แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 61,522 คน


ประเทศไทยกำลังเดินหน้าก้าวล้ำทุกประเทศในแถบเอเชีย ด้วยการร่างพระราชบัญญัติการ "จดทะเบียนคู่ชีวิต" สำหรับคู่รักที่มีเพศต้นกำเนิดเดียวกัน

ก่อนอื่นต้องขอร้องท่านผู้อ่านว่า ได้ยินว่า "คู่รักเพศเดียวกัน" ขอให้ท่านอย่าเพิ่งยี้ อย่าเพิ่งขยะแขยงและปิดไป แต่จะหนุนใจให้อ่านเรื่องนี้จนจบเสียก่อน การรู้จักเรื่องนี้ในแง่มุมที่ท่านไม่เคยคิดมาก่อน อาจเปลี่ยนมุมมองของท่านก็เป็นได้ ผู้เขียนจะพยายามเขียนให้กระชับ แม้ว่าอาจจะยังยาวไปบ้างก็ตาม

วันนี้ (15 กุมภาพันธ์ 2556 ) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับคณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ได้จัดการเสวนาทางวิชาการเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับ(ร่าง)พระราชบัญญัติการจดทะเบียนคู่ชีวิต ที่ห้องประชุมคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีผู้สนใจเข้าร่วมจำนวนหนึ่ง ผู้เสวนามีดังนี้

- พลตำรวจเอกวิรุฬห์ พื้นแสน ประธาณคณะกรรมาธิการกฏหมายการยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร (ประธานการเสวนา)

- พันตำรวจเอก ดร.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

- นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ประธานคณะทำงานพิจารณาศึกษาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ

- คุณนัยนา สุภาพึ่ง อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร

- นายนที ธีระโรจนพงษ์ ตัวแทนผู้มีความหลากหลายทางเทศ

 

[ทะเบียนคู่ชีวิตคืออะไร]

ก่อนอื่นคงต้องเริ่มที่ความหมายของที่มาของพระราชบัญญัติเสียก่อน "ทะเบียนคู่ชีวิต" ก็คือหลักฐานการสมรสที่มีผลทางกฎหมาย เพื่อให้คู่รักเพศเดียวกันที่จะทะเบียน มีสิทธิในการทำธุรกรรมหรือเซ็นยินยอมในเรื่องต่าง ๆ ให้แก่กัน เปรียบเสมืนทะเบียนสมรสของคู่รักชายหญิงนั่นเอง โดยคู่รักที่จดทะเบียนคู่ชีวิตจะมีสิทธิเท่าเทียมกับคู่รักที่จดทะเบียนสมรสทุกประการ

(อ่านประกอบได้ที่นี่ http://ilaw.or.th/node/1821 )

[ทำไมจึงให้ความสำคัญต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศ]

อันที่จริงแล้ว ต้องย้อนถามว่า "ทำไมจึงรังเกียจผู้มีความหลากหลายทางเพศ" เสียมากกว่า มีหลักฐานมากมายซึ่งแสดงว่าการรักเพศเดียวกันนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ สัตว์หลายชนิดเลือกคู่ครองเพศเดียวกัน และใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่ มนุษย์ในสมัยโบราณเองก็มีการจับคู่ ชาย/ชาย หรือ หญิง-หญิง กันเป็นปกติ เช่นในยุคกรีก-โรมัน การคบกันของคู่รักเพศเดียวกันนั้นมีกันอย่างเปิดเผย ยอมรับได้ ถือว่าเป็นธรรมชาติ นอกยิ่งกว่านั้นบางครั้งยังถือว่ารักร่วมเพศนั้นเป็นการแสดงความรักที่สูงส่งกว่าความรักธรรมดาด้วยซ้ำ ต่อมาในยุคคริสตศาสนาเฟื่องฟู ความหลากหลายทางเพศกลายเป็นเรื่องต้องห้ามและผิดจารีต ซึ่งเกิดจากการตีความพระคัมภีร์กันไปต่าง ๆ นานา ในยุคปัจจุบัน แม้แต่ในเขตศาสนาเคร่งครัดเช่นคาทอลิก พระสันตปาปาก็ยังได้ออกมายอมรับว่าการรักเพศเดียวกันไม่ใช่เรื่องผิดจารีตศีลธรรม

คุณนัยนาได้พูดไว้อย่างน่าฟังว่า จริง ๆ แล้วคนเราจำนวนหนึ่งอาจมีรสนิยมทางเพศที่หลากหลายกว่าหญิงชาย แต่ไม่สามารถดิ้นได้ จำต้องเดินตามสังคม ทำในสิ่งที่สังคมตั้งคำถาม (เช่น อายุมากแล้วนะ เมื่อไรจะแต่งงาน -- แต่งงานานแล้วนี่ เมื่อไรจะมีลูก ฯลฯ) แต่ไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเองเลยว่าตัวเองเป็นใคร อยากทำอะไร แต่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศนั้นรู้จักตัวตนของตนเอง รู้ว่าสิ่งที่ตนเองเป็นไม่ตรงกับสิ่งที่สังคมบังคับให้เป็น และกล้าที่จะแสดงจุดยืนของตนเองว่ามีอัตลักษณ์ทางเพศต่างจากคู่รักหญิง-ชายทั่วไปในสังคม

ดังนั้นคงไม่จำเป็นต้องรู้สึกขายหน้าที่มีลูกหลานเป็นเกย์หญิงเกย์ชาย

จะเห็นได้ว่าเราสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์และมุมมองต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ และสามารถพูดได้เต็มปากว่าการชี้ว่าผู้มีความหลากหลายทางเพศเป็นโรคทางจิต หรือมีความวิปริตที่ต้องรักษานั้น เป็นความคิดที่ผิด และเป็นการแบ่งชั้น ดูถูก และริดรอนความเป็นคนของคนเหล่านี้เป็นอย่างมาก เราควรทิ้งความเชื่อดั้งเดิมเหล่านั้นและเปิดใจให้กว้างขึ้นเพื่อรับด้านใหม่ ๆ ที่เป็นกลาง

[ที่มาของการร่างพระราชบัญญัติ]

จริง ๆ แล้วการพยายามผลักดันให้คู่รักเพศเดียวกันมีสิทธิถูกต้องนั้น หลายฝ่ายได้พยายามกันมานานแล้ว แต่ก็โป่งแฟบ โป่งแฟบ มีหลายคู่ยื่นขอจดทะเบียนสมรสแต่ก็ไม่เคยสำเร็จ ทั้งที่ประเทศไทยมีกฏว่าห้ามแบ่งแยกสิทธิด้วยเรื่องเพศ คุณนทีเองก็บอกว่าถ้าพบเรื่องที่ไม่เป็นธรรมสามารถยื่นฟ้องได้ (ยกตัวอย่างงานบุปผชาติที่เชียงใหม่ ห้ามกระเทยขึ้นขบวนรถบุปผชาติ และงานลอยกระทงที่ห้ามกระเทยขึ้นรถกระทงเช่นกัน เป็นคุณนทีที่ได้ยื่นฟ้องต่อศาล และศาลได้กรุณาตัดสินว่าไม่ถูกต้อง ให้แก้ไขกฎให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศเข้าร่วมด้วยได้  แต่ทั้งที่สามารถรับสิทธิ์ในฐานะผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ในบางเรื่อง แต่ด้านการจดทะเบียนเพื่อใช้สิทธิ์ชีวิตคู่ก็ยังทำไม่ได้อยู่ดี

จนกระทั่งตัวคุณนทีเองได้ตัดสินใจพุ่งเข้าชน ร้องขอต่อหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้มีการผลักดันให้เกิดร่างกฎหมายเพื่อสิทธิอันนี้ และได้มีหลายท่านเต็มใจให้ความร่วมมือ โดยเฉพาะท่านวิรัตน์ ที่ได้ช่วยให้ร่าง พรบ. เป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว

[ความจำเป็นที่ต้องมีการจดทะเบียนคู่ชีวิต]

เนื่องจากคู่รักเพศเดียวกันที่อาศัยอยู่ด้วยกัน ไม่ได้รับสิทธิพลเมืองอย่างที่ควรจะเป็น เพื่อให้เข้าใจง่าย กรุณาดูคลิปที่แนบมานี้http://www.gaymedesign.com/samesexmarriage/

จะเห็นได้ว่าสิทธิและประโยชน์เหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเมื่อคนสองคนตัดสินใจอยู่ร่วมกัน ไว้วางใจซึ่งกันและกันมากกว่าคนอื่น ๆ ในโลก ย่อมคาดหวังว่าจะฝากฝังให้อีกฝ่ายหนึ่งดูแลทรัพย์สินหรือชีวิตของตนได้ พรบ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตจะให้สิทธิ์เหล่านี้แก่คู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศ

 

[มุมมองอื่น ๆ ต่อการจดทะเบียนคู่ชีวิต]

จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลก เพราะประเทศทางตะวันตกมากมายหลายประเทศได้ให้การยอมรับมานมนานแล้ว (ประเทศเดนมาร์ค ฝรั่งเศส เวอร์มอนด์ แคลิฟอร์เนีย เยอรมัน ใช้กฏหมายรับรองการใช้ชีวิตคู่ ลักษณะเดียวกับ พรบ. นี้ ส่วนประเทศแคนาดา เบลเยียม สเปน แอฟริกาใต้ นอร์เวย์ สวีเดน โปรตุเกส ไอร์แลนด์ อาร์เจนติน่า ได้แก้กฎหมายแพ่งพาณิชย์ลักษณะครอบครัว เพื่อให้มีการจดทะเบียนสมรสระหว่างคู่รักเพศเดียวกันได้) ทั่วโลกได้ให้การยอมรับมากขึ้น)

แต่ในเอเชีย ยังไม่มีประเทศใดให้การยอมรับเช่นนี้เลย (เวียดนามมีการผลักดันอยู่ช่วงหนึ่งแต่ก็ตกไป) ถ้าหากไทยผ่านร่าง พรบ. นี้ ก็จะเป็นประเทศแรกในเอเชีย ซึ่งนับว่าก้าวล้ำประเทศอื่น ๆ มาก จะเห็นได้ว่าประเทศที่ให้การยอมรับเรื่องดังกล่าวนี้ไม่มีประเทศใดด้อยพัฒนาเลย จึงไม่ใช่ว่าการยอมรับคู่รักเพศเดียวกันเป็นความคิดของอนารยะชน แต่เป็นการบอกถึงความก้าวล้ำด้านมุมมองและความเข้าอกเข้าใจในตัวเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

 

***** สิทธิที่คู่รักเพศเดียวกันจะได้รับจาก พ.ร.บ.คู่ชีวิต *****

1. สิทธิในการทำธุรกรรมทางการเงินร่วมกัน เช่น การกู้เงินธนาคารเพื่อซื้อบ้าน (กู้ด้วยกันไม่ได้ เพราะไม่ใช่คู่สมรสหรือผู้สืบสันดาน)
2. สิทธิในการรักษาพยาบาล หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับราชการ (ไม่ได้สิทธิ์ เพราะไม่ใช่คู่สมรสตามกฎหมาย)
3. สิทธิการลงชื่อยินยอมให้แพทย์ทำการรักษาพยาบาลแก่คู่ชีวิต (ลงชื่อไม่ได้ เพราะไม่ใช่บุคคลในครอบครัวหรือญาติ)
4. สิทธิในการรับมรดกที่ร่วมสร้างกันมา ในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตกะทันหันและไม่มีพินัยกรรมระบุไว้ (ซึ่งในปัจจุบัน ทรัพย์สินในชื่อผู้เสียชีวิต จะตกไปยังญาติตามกฎหมายทั้งหมด)
5. สิทธิในการลดหย่อนภาษีเงินได้ ในกรณีมีคู่สมรส
6. สิทธิการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม

หลายๆคนเชื่อว่า การจดทะเบียนสมรส ไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะเรารักกัน คบกันที่หัวใจ  แต่อีกในมุมนึง การที่คนสองคนใช้ชีวิตร่วมกัน มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับรู้ของคนในสังคมเช่นกัน และหากมีการจดทะเบียนสมรส ทั้งสองก็สามารถยืนยันสิทธิและแสดงหน้าที่ของคนทั้งสองได้มากกว่าความรัก

แน่นอนว่าการจดทะเบียนสมรส ขึ้นกับความสมัครใจของคนสองคน  ไม่ใช่สิ่งที่ คู่ชาย-หญิง  คู่ชาย-ชาย คู่หญิง-หญิง ทุกคู่ต้องการ  แต่การจดทะเบียนสมรสเป็นสิ่งที่พลเมืองทุกคนควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน

ดัง มาตรา 30 รัฐธรรมนูญ 2550 บัญญัติว่า "บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำหนด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายภาพหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่นไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม"

ดังนั้น บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ มิได้เรียกร้องสิทธิใดๆที่เหนือกว่าหรือมากกว่าประชาชนพลเมืองทั่วไป ซึ่งเมื่อมีสิทธิ ก็จะมีสิทธิเช่นกัน ที่จะจดทะเบียนสมรสหรือไม่จดทะเบียนสมรสหรือจะอยู่ด้วยกันเฉยๆก็ได้ (เหมือนกับคู่รัก ชาย-หญิง)

 

<iframe width="560" height="315" src="//www.youtube.com/embed/eeV384FJjLQ" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>



LGBT กำลังรอให้คุณช่วย

LGBT Thailand อยากให้คุณช่วยสนับสนุนแคมเปญ«สนช.:ผ่านร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต/พ.ร.บ.จดทะเบียนคู่ชีวิต #Lovewins #LGBT» คุณสามารถร่วมกับ LGBT และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 61,521 คน ได้แล้วตอนนี้เลย