ต่อต้านการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ไม่เป็นธรรมกับเจ้าของรถ

ประเด็นรณรงค์

เนื่องจากมีเจ้าของรถยนต์ เป็นจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน จากการที่ ทำการตกแต่งรถยนต์ แก้ไขดัดแปลงรถยนต์ ของตนเองแล้วถูกบังคับจากกรมการขนส่งทางบกให้ไปเสียภาษีสรรพสามิตก่อน ถึงจะดำเนินการจดทะเบียนการแก้ไขดังกล่าวลงสมุดเล่มทะเบียนให้ ซึ่งการที่จะไปเสียภาษีสรรพสามิตดังกล่าว มีการเรียกเก็บภาษีในฐานะผู้ผลิต ทำให้มีราคาที่ต้องชำระแพงมาก หลักหลายหมื่นถึงหลักหลายแสนบาท กรมสรรพสามิตอ้างว่าเป็นการจัดเก็บตาม มาตรา4ของภาษีสรรพสามิต ว่าผู้กระทำการปรับปรุง แปรรูปแปรสภาพ ทำให้สินค้ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจึงเข้าข่ายต้องเสียภาษี ทั้งที่ พรบ.สรรพสามิต ปี2560 ได้มีคำอธิบายแนบท้ายไว้ว่า *เนื่องจากการผลิตมีผลทำให้ผู้ผลิตสินค้ามีสถานะเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมและมีหน้าที่ตามกฎหมายต่างๆ แต่ในบางกรณีแม้การดำเนินการของผู้ใดอาจอยู่ในความหมายของคำว่า "ผลิต"แต่ในทางภาษีไม่ควรมีสถานะเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และในกรณีการดัดแปลงรถยนต์โดยผู้ดัดแปลงมิได้ประกอบกิจการเป็นธุรกิจ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดเป็นพิเศษให้ไม่ถือเป็นการผลิต จึงได้กำหนดบทยกเว้นเรื่องของการผลิตไว้* 

และยังเคยมีคำพิพากษาจากศาลฎีกา มาว่า การดัดแปลงรถยนต์ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ เป็น แลนเซอร์ อีโวลูชั่น โดยที่รถยนต์คันดังกล่าวดัดแปลงโดยการ เปลี่ยนเครื่องยนต์ เปลี่ยนระบบขับเคลื่อน เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกให้เป็นรุ่นอีโวลูชั่น ศาลพิพากษาว่าแม้จะมีการปรับปรุง แปรรูป แปรสภาพ แต่ยังไม่ถือเป็นการผลิต 

อีกทั้งยังมีคำขอยื่นอุทธรณ์ คำวินิจฉัย คำคัดค้านการประเมิณภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติสรรพสามิต จากเจ้าของรถยนต์อีกหลายฉบับ ไม่เห็นด้วยต่อการประเมิณของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีการปรับปรุง แปรรูป แปรสภาพ ตามปัญหาของการอุทธรณ์ แต่ศาลก็ยังไม่ถือเป็นการผลิตในอันที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ผู้อุทธรณ์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต คณะกรรมการอุทธรณ์ จึงวินิจฉัยให้เพิกถอนการประเมิณภาษีสรรพสามิต


แต่กรมสรรพสามิตก็ยังยืนยันว่าเข้าข่ายที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิต และให้ยื่นเสียภาษีและพิจารณาเป็นรายคันๆไป ทั้งที่น่าจะมีบรรทัดฐานได้ว่า การดัดแปลงดังกล่าวไม่เข้าเข้าข่ายการผลิต  เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการติดต่อกับหน่วยงานราชการ 

หรือแม้กระทั่ง กรมการขนส่ง มีประกาศให้แจ้งขออนุญาติแจ้งแก้ไขดัดแปลงรถยนต์ ให้แล้วเสร็จ ตามกำหนดที่กรมประกาศว่าให้ทำการแล้วเสร็จภายใน 28กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งในทางปฏิบัติจริง ยากที่จะให้แล้วเสร็จได้ทัน เนื่องจากในกระบวนการการแจ้งขออนุญาตดัดแปลงแก้ไขรถยนต์ ดังกล่าว ใช้เวลาในกระบวนการนานมาก ทั้งต้องรอผลคำวินิจฉัยจาก กองพิสูจน์หลักฐาน(สนง.ตำรวจแห่งชาติ)เพื่อยืนยันว่าเป็นรถยนต์คันเดิมจริงไม่ใช่รถสวมทะเบียน ,ยื่นเสนอนายทะเบียนเพื่อขออนุญาตให้ใช้รถที่ทำการแก้ไขดัดแปลงรถยนต์ ที่ใช้เวลา ในกระบวนการค่อนข้างนานเนื่องจาก อาจจะมีเจ้าของรถยื่นทำการแก้ไขดัดแปลงเป็นจำนวนมาก. และยังต้องรอการประเมิณราคา จากกรมสรรพสามิตอีก และอาจใช้เวลานาน เนื่องจากกรมสรรพสามิต จะรับชำระภาษีได้จากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่จดทะเบียนกับกรมสรรพสามิตเท่านั้น เจ้าของรถยนต์ทั่วไป ก็จะไม่สามารถชำระภาษีได้เนื่องจากไม่มีในระเบียบ ให้เจ้าของรถสามารถชำระได้ ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมกับทางกรมสรรพสามิตก่อน ถึงจะสามารถชำระภาษีได้. หรืออาจจะใช้วิธี ว่าจ้างให้ตัวแทนที่เปิดรับชำระภาษีเป็นผู้ไปชำระภาษีแทน ซึ่งมันดูขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในการจะจัดเก็บเป็นอย่างมาก

และกรมการขนส่งทางบก ได้มีหนังสือประกาศห้ามไม่ให้มีการตัดต่อตัวถัง (ห้ามตัด เสาAตรงกระจกบังลมหน้า เสาB ตรงกลางรถ และเสาC บริเวณส่วนท้าย กระจกบังลมหลัง) ซึ่งเป็นการยาก หากเจ้าของรถยนต์ทุกคันที่เกิดอุบัติเหตุ แล้วต้องการจะทำการซ่อมแซม จำทำอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น นายA ขับรถอยู่ แล้ว นายB ขับรถ ออกมาจากซอย พุ่งชนกลางคัน(บริเวณ เสาB) แล้ว ตัวรถ ยุบไปเลย ใช้วิธีเคาะดึงออกมาไม่ได้ หรืออาจจะได้แต่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งปกติ อู่มาตรฐานทั่วไปก็จะใช้วิธี เลาะเปลี่ยนอะไหล่โดยการเลาะตะเข็บเม็ดอาร์ค จุดรอยเชื่อมจากโรงงาน เปลี่ยนอะไหล่ใหม่ใส่เข้าไป แล้วเชื่อมกลับตามแบบเดิม รถก็จะกลับมาสภาพใช้งานได้ดั่งเดิม แต่พอกรมขนส่งประกาศว่า ห้ามทำการตัดต่อตัวถัง ดังกล่าว ถ้าสมมุติว่า เจ้าของรถไม่มีสิทธ์ ซ่อมรถของตัวเองได้ แล้วจะมีมาตรการมารองรับเรื่องนี้อย่างไร อีกทั้งกรมการขนส่งทางบก ไม่ได้มีมาตรการรองรับว่าจะตรวจพิสูจน์อย่างไรว่า รถยนต์คันต่างๆ หลังจากนี้มีอะไรมายืนยันว่า ทำการ ตัดต่อ ซ่อมแซมตัวถัง ก่อนหรือหลังคำประกาศดังกล่าว จึงเกิดข้อสงสัยว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร หรือเยียวยาอย่างไร กับเจ้าของรถยนต์ถ้าได้รับผลกระทบ ให้เจ้าของรถ ทิ้งรถคันนั้นๆเลยอย่างนั้นหรือ ห้ามซ่อม ห้ามแก้ไขตัวถัง ทั้งที่รถยนต์ เป็นทรัพย์สินที่ถูกต้องตามกฏหมาย พอเกิดอุบัติเหตุ แล้วถ้าซ่อมแซม จะกลายเป็นรถยนต์ ผิดกฏหมายไปทันทีอย่างนั้นหรือ (ปล.ไม่นับรวมถึงรถยนต์ที่เกิดอุบัติหนักๆ จนไม่สามารถซ่อมกลับมาดังเดิมได้ อย่างนั้นก็เป็นอันเข้าใจได้ว่าต้องทิ้งซากรถไปไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่)

จึงอยากจะทำการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบในกรณี ต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วให้ผู้ได้รับผลกระทบ ได้รับความเดือนร้อน ให้ได้รับความยุติธรรม ได้รับความเป็นธรรม และถูกต้อง จากในกรณีต่างๆที่กล่าวมาแล้ว

ดังนั้นจึงขอความอนุเคราะห์จากกรมการขนส่งทางบก 1.ขยายเวลาการยื่นขออนุญาตดัดแปลงรถยนต์ออกไปก่อน เนื่องจากมีเจ้าของรถยนต์เป็นจำนวนมากที่ไม่ทราบข่าวกำหนดการยื่นแจ้งขออนุญาตและไม่ได้ยื่นขออนุญาตเป็นจำนวนมาก

2.ขอให้ทางกรมการขนส่งทางบก ทบทวนคำประกาศที่ห้ามมิให้ตัดต่อโครงสร้างของรถ เพราะกระทบถึงการซ่อมแซมรถยนต์เวลาประชาชนต้องการที่จะทำการซ่อมแซมรถยนต์ กระทบต่อผู้ประกอบการอู่ ผู้ประกอบการค้าขายอะไหล่ และผู้ประกอบธุรกิจประกันภัย

3.ขอให้กรมสรรพสามิต มีแนวทางในการปฏิบัติที่ชัดเจน ในการจัดเก็บภาษีรถยนต์ดัดแปลง ถ้าจะเก็บ,ควรเป็นอัตราที่ถูกลงเพื่อให้ประชนชนทั่วไปสามารถจ่ายได้ไหว

เพราะเขื่อว่าทุกคนก็อยากทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ขอบคุณครับ

 

avatar of the starter
Sirichai Pansemsriผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์
แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 898 คน

ประเด็นรณรงค์

เนื่องจากมีเจ้าของรถยนต์ เป็นจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน จากการที่ ทำการตกแต่งรถยนต์ แก้ไขดัดแปลงรถยนต์ ของตนเองแล้วถูกบังคับจากกรมการขนส่งทางบกให้ไปเสียภาษีสรรพสามิตก่อน ถึงจะดำเนินการจดทะเบียนการแก้ไขดังกล่าวลงสมุดเล่มทะเบียนให้ ซึ่งการที่จะไปเสียภาษีสรรพสามิตดังกล่าว มีการเรียกเก็บภาษีในฐานะผู้ผลิต ทำให้มีราคาที่ต้องชำระแพงมาก หลักหลายหมื่นถึงหลักหลายแสนบาท กรมสรรพสามิตอ้างว่าเป็นการจัดเก็บตาม มาตรา4ของภาษีสรรพสามิต ว่าผู้กระทำการปรับปรุง แปรรูปแปรสภาพ ทำให้สินค้ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นจึงเข้าข่ายต้องเสียภาษี ทั้งที่ พรบ.สรรพสามิต ปี2560 ได้มีคำอธิบายแนบท้ายไว้ว่า *เนื่องจากการผลิตมีผลทำให้ผู้ผลิตสินค้ามีสถานะเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมและมีหน้าที่ตามกฎหมายต่างๆ แต่ในบางกรณีแม้การดำเนินการของผู้ใดอาจอยู่ในความหมายของคำว่า "ผลิต"แต่ในทางภาษีไม่ควรมีสถานะเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และในกรณีการดัดแปลงรถยนต์โดยผู้ดัดแปลงมิได้ประกอบกิจการเป็นธุรกิจ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดเป็นพิเศษให้ไม่ถือเป็นการผลิต จึงได้กำหนดบทยกเว้นเรื่องของการผลิตไว้* 

และยังเคยมีคำพิพากษาจากศาลฎีกา มาว่า การดัดแปลงรถยนต์ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ เป็น แลนเซอร์ อีโวลูชั่น โดยที่รถยนต์คันดังกล่าวดัดแปลงโดยการ เปลี่ยนเครื่องยนต์ เปลี่ยนระบบขับเคลื่อน เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกให้เป็นรุ่นอีโวลูชั่น ศาลพิพากษาว่าแม้จะมีการปรับปรุง แปรรูป แปรสภาพ แต่ยังไม่ถือเป็นการผลิต 

อีกทั้งยังมีคำขอยื่นอุทธรณ์ คำวินิจฉัย คำคัดค้านการประเมิณภาษีสรรพสามิต ตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติสรรพสามิต จากเจ้าของรถยนต์อีกหลายฉบับ ไม่เห็นด้วยต่อการประเมิณของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีการปรับปรุง แปรรูป แปรสภาพ ตามปัญหาของการอุทธรณ์ แต่ศาลก็ยังไม่ถือเป็นการผลิตในอันที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิตแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ผู้อุทธรณ์จึงไม่มีหน้าที่เสียภาษีสรรพสามิต คณะกรรมการอุทธรณ์ จึงวินิจฉัยให้เพิกถอนการประเมิณภาษีสรรพสามิต


แต่กรมสรรพสามิตก็ยังยืนยันว่าเข้าข่ายที่จะต้องเสียภาษีสรรพสามิต และให้ยื่นเสียภาษีและพิจารณาเป็นรายคันๆไป ทั้งที่น่าจะมีบรรทัดฐานได้ว่า การดัดแปลงดังกล่าวไม่เข้าเข้าข่ายการผลิต  เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการติดต่อกับหน่วยงานราชการ 

หรือแม้กระทั่ง กรมการขนส่ง มีประกาศให้แจ้งขออนุญาติแจ้งแก้ไขดัดแปลงรถยนต์ ให้แล้วเสร็จ ตามกำหนดที่กรมประกาศว่าให้ทำการแล้วเสร็จภายใน 28กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งในทางปฏิบัติจริง ยากที่จะให้แล้วเสร็จได้ทัน เนื่องจากในกระบวนการการแจ้งขออนุญาตดัดแปลงแก้ไขรถยนต์ ดังกล่าว ใช้เวลาในกระบวนการนานมาก ทั้งต้องรอผลคำวินิจฉัยจาก กองพิสูจน์หลักฐาน(สนง.ตำรวจแห่งชาติ)เพื่อยืนยันว่าเป็นรถยนต์คันเดิมจริงไม่ใช่รถสวมทะเบียน ,ยื่นเสนอนายทะเบียนเพื่อขออนุญาตให้ใช้รถที่ทำการแก้ไขดัดแปลงรถยนต์ ที่ใช้เวลา ในกระบวนการค่อนข้างนานเนื่องจาก อาจจะมีเจ้าของรถยื่นทำการแก้ไขดัดแปลงเป็นจำนวนมาก. และยังต้องรอการประเมิณราคา จากกรมสรรพสามิตอีก และอาจใช้เวลานาน เนื่องจากกรมสรรพสามิต จะรับชำระภาษีได้จากผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่จดทะเบียนกับกรมสรรพสามิตเท่านั้น เจ้าของรถยนต์ทั่วไป ก็จะไม่สามารถชำระภาษีได้เนื่องจากไม่มีในระเบียบ ให้เจ้าของรถสามารถชำระได้ ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมกับทางกรมสรรพสามิตก่อน ถึงจะสามารถชำระภาษีได้. หรืออาจจะใช้วิธี ว่าจ้างให้ตัวแทนที่เปิดรับชำระภาษีเป็นผู้ไปชำระภาษีแทน ซึ่งมันดูขัดแย้งกับข้อเท็จจริงในการจะจัดเก็บเป็นอย่างมาก

และกรมการขนส่งทางบก ได้มีหนังสือประกาศห้ามไม่ให้มีการตัดต่อตัวถัง (ห้ามตัด เสาAตรงกระจกบังลมหน้า เสาB ตรงกลางรถ และเสาC บริเวณส่วนท้าย กระจกบังลมหลัง) ซึ่งเป็นการยาก หากเจ้าของรถยนต์ทุกคันที่เกิดอุบัติเหตุ แล้วต้องการจะทำการซ่อมแซม จำทำอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น นายA ขับรถอยู่ แล้ว นายB ขับรถ ออกมาจากซอย พุ่งชนกลางคัน(บริเวณ เสาB) แล้ว ตัวรถ ยุบไปเลย ใช้วิธีเคาะดึงออกมาไม่ได้ หรืออาจจะได้แต่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งปกติ อู่มาตรฐานทั่วไปก็จะใช้วิธี เลาะเปลี่ยนอะไหล่โดยการเลาะตะเข็บเม็ดอาร์ค จุดรอยเชื่อมจากโรงงาน เปลี่ยนอะไหล่ใหม่ใส่เข้าไป แล้วเชื่อมกลับตามแบบเดิม รถก็จะกลับมาสภาพใช้งานได้ดั่งเดิม แต่พอกรมขนส่งประกาศว่า ห้ามทำการตัดต่อตัวถัง ดังกล่าว ถ้าสมมุติว่า เจ้าของรถไม่มีสิทธ์ ซ่อมรถของตัวเองได้ แล้วจะมีมาตรการมารองรับเรื่องนี้อย่างไร อีกทั้งกรมการขนส่งทางบก ไม่ได้มีมาตรการรองรับว่าจะตรวจพิสูจน์อย่างไรว่า รถยนต์คันต่างๆ หลังจากนี้มีอะไรมายืนยันว่า ทำการ ตัดต่อ ซ่อมแซมตัวถัง ก่อนหรือหลังคำประกาศดังกล่าว จึงเกิดข้อสงสัยว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร หรือเยียวยาอย่างไร กับเจ้าของรถยนต์ถ้าได้รับผลกระทบ ให้เจ้าของรถ ทิ้งรถคันนั้นๆเลยอย่างนั้นหรือ ห้ามซ่อม ห้ามแก้ไขตัวถัง ทั้งที่รถยนต์ เป็นทรัพย์สินที่ถูกต้องตามกฏหมาย พอเกิดอุบัติเหตุ แล้วถ้าซ่อมแซม จะกลายเป็นรถยนต์ ผิดกฏหมายไปทันทีอย่างนั้นหรือ (ปล.ไม่นับรวมถึงรถยนต์ที่เกิดอุบัติหนักๆ จนไม่สามารถซ่อมกลับมาดังเดิมได้ อย่างนั้นก็เป็นอันเข้าใจได้ว่าต้องทิ้งซากรถไปไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่)

จึงอยากจะทำการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบในกรณี ต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วให้ผู้ได้รับผลกระทบ ได้รับความเดือนร้อน ให้ได้รับความยุติธรรม ได้รับความเป็นธรรม และถูกต้อง จากในกรณีต่างๆที่กล่าวมาแล้ว

ดังนั้นจึงขอความอนุเคราะห์จากกรมการขนส่งทางบก 1.ขยายเวลาการยื่นขออนุญาตดัดแปลงรถยนต์ออกไปก่อน เนื่องจากมีเจ้าของรถยนต์เป็นจำนวนมากที่ไม่ทราบข่าวกำหนดการยื่นแจ้งขออนุญาตและไม่ได้ยื่นขออนุญาตเป็นจำนวนมาก

2.ขอให้ทางกรมการขนส่งทางบก ทบทวนคำประกาศที่ห้ามมิให้ตัดต่อโครงสร้างของรถ เพราะกระทบถึงการซ่อมแซมรถยนต์เวลาประชาชนต้องการที่จะทำการซ่อมแซมรถยนต์ กระทบต่อผู้ประกอบการอู่ ผู้ประกอบการค้าขายอะไหล่ และผู้ประกอบธุรกิจประกันภัย

3.ขอให้กรมสรรพสามิต มีแนวทางในการปฏิบัติที่ชัดเจน ในการจัดเก็บภาษีรถยนต์ดัดแปลง ถ้าจะเก็บ,ควรเป็นอัตราที่ถูกลงเพื่อให้ประชนชนทั่วไปสามารถจ่ายได้ไหว

เพราะเขื่อว่าทุกคนก็อยากทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ขอบคุณครับ

 

avatar of the starter
Sirichai Pansemsriผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

ผู้มีอำนาจตัดสินใจ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ศาลปกครอง
ศาลปกครอง
อธิบดีกรมสรรพสามิต
อธิบดีกรมสรรพสามิต
อธิบดีกรมการขนส่งทางบก
อธิบดีกรมการขนส่งทางบก

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์