วิชาประวัติศาสตร์ไทย ควรมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประชาชนอยู่ในนั้น

วิชาประวัติศาสตร์ไทย ควรมีเรื่องราวประวัติศาสตร์ของประชาชนอยู่ในนั้น

ประเด็นรณรงค์

ากสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ มีความพยายามแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกจากวิชาสังคมศึกษา ตามแนวทาง ศธ.ได้มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนภาคภูมิใจรักความเป็นไทย หวงแหนในสิ่งที่บรรพชนให้ไว้เป็นมรดกทางปัญญา รักษา สืบสาน ต่อยอดและนำมาปรับประยุกต์ในปัจจุบันไปแล้วนั้น


หลายฝ่ายมีความกังวล ถึงเนื้อหาการจัดการเรียนการสอน เช่น ประวัติศาสตร์จะกลายเป็นเครื่องมือควบคุมประชาชนให้เรียนเฉพาะเรื่องที่ “รัฐอยากให้รู้”มากกว่าเรื่องที่ประชาชนควรได้รับรู้หรือไม่  มุมมองประวัติศาสตร์ของราชการจะมีอคติต่อประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด “เรื่องราวประวัติศาสตร์ของประชาชน” จะถูกดูดกลืนให้หายไปเหลือเพียงแต่เรื่องของประวัติศาสตร์ฉบับ “ราชาชาตินิยม” แบบอนุรักษ์นิยมหรือไม่


ผมมีความเป็นห่วงในประเด็นดังกล่าว และอดตั้งคำถามไม่ได้ว่ารัฐกำลังดำเนินทางการมาถูกทางจริงๆหรือ ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ ที่เป็นคนออกแบบหลักสูตรนี้ก็คือ

จะทำอย่างไรให้ในประวัติศาสตร์มีเรื่องราวของประชาชน ในฐานะผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างชาติสร้างประเทศนี้ขึ้นมา
การเรียนการสอนทางประวัติศาสตร์ ควรเปิให้มีการตีความและถกเถียงอย่างอิสระ โดยอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาพูดคุย ไม่ใช่การกำหนดอย่างตายตัวว่าคำตอบควรจะเป็นเช่นไร
จะต้องไม่นำประวัติศาสตร์ ไปเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรม และมีความขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตยของประเทศ
.

มีคำกล่าวในรัฐเผด็จการว่า “ผู้ใดควบคุมประวัติศาสตร์ได้ ผู้นั้นคือผู้ควบคุมความจริง” ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ พัฒนา สร้างสรรค์วิชานี้ขึ้นอย่างมีอิสระ เพราะประวัติศาสตร์นั้นเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากเรื่องราวของประชาชน

 

avatar of the starter
ธนากร ไพรวรรณ์ผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

369

ประเด็นรณรงค์

ากสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ มีความพยายามแยกวิชาประวัติศาสตร์ออกจากวิชาสังคมศึกษา ตามแนวทาง ศธ.ได้มีนโยบาย 8+1 โดยการกำหนดโครงสร้างเวลาเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน เพื่อบ่มเพาะให้นักเรียนภาคภูมิใจรักความเป็นไทย หวงแหนในสิ่งที่บรรพชนให้ไว้เป็นมรดกทางปัญญา รักษา สืบสาน ต่อยอดและนำมาปรับประยุกต์ในปัจจุบันไปแล้วนั้น


หลายฝ่ายมีความกังวล ถึงเนื้อหาการจัดการเรียนการสอน เช่น ประวัติศาสตร์จะกลายเป็นเครื่องมือควบคุมประชาชนให้เรียนเฉพาะเรื่องที่ “รัฐอยากให้รู้”มากกว่าเรื่องที่ประชาชนควรได้รับรู้หรือไม่  มุมมองประวัติศาสตร์ของราชการจะมีอคติต่อประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหรือไม่ และที่สำคัญที่สุด “เรื่องราวประวัติศาสตร์ของประชาชน” จะถูกดูดกลืนให้หายไปเหลือเพียงแต่เรื่องของประวัติศาสตร์ฉบับ “ราชาชาตินิยม” แบบอนุรักษ์นิยมหรือไม่


ผมมีความเป็นห่วงในประเด็นดังกล่าว และอดตั้งคำถามไม่ได้ว่ารัฐกำลังดำเนินทางการมาถูกทางจริงๆหรือ ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากจะเรียกร้องไปถึงกระทรวงศึกษาธิการ ที่เป็นคนออกแบบหลักสูตรนี้ก็คือ

จะทำอย่างไรให้ในประวัติศาสตร์มีเรื่องราวของประชาชน ในฐานะผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างชาติสร้างประเทศนี้ขึ้นมา
การเรียนการสอนทางประวัติศาสตร์ ควรเปิให้มีการตีความและถกเถียงอย่างอิสระ โดยอาศัยหลักฐานทางประวัติศาสตร์มาพูดคุย ไม่ใช่การกำหนดอย่างตายตัวว่าคำตอบควรจะเป็นเช่นไร
จะต้องไม่นำประวัติศาสตร์ ไปเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรม และมีความขัดแย้งกับระบอบประชาธิปไตยของประเทศ
.

มีคำกล่าวในรัฐเผด็จการว่า “ผู้ใดควบคุมประวัติศาสตร์ได้ ผู้นั้นคือผู้ควบคุมความจริง” ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ พัฒนา สร้างสรรค์วิชานี้ขึ้นอย่างมีอิสระ เพราะประวัติศาสตร์นั้นเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากเรื่องราวของประชาชน

 

avatar of the starter
ธนากร ไพรวรรณ์ผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 7 ธันวาคม ค.ศ. 2022 แล้ว