ชัยชนะ

รัฐบาลหยุดใช้ภาษีประชาชนเพื่ออุ้มการบินไทย!

การรณรงค์สำเร็จตามเป้าหมาย โดยมีผู้สนับสนุนจำนวน6,619คน


เมื่อ 5 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา ในที่ ประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ซึ่งถูกตั้งขึ้นในสมัยรัฐบาลของ พล. อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี พ.ศ. 2557 ตาม  คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 75/2557  ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาดำรงตำแหน่งซึ่งเป็นข้าราชการและนักธุรกิจระดับสูง ได้มีการลงมติเห็นชอบให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่อง ที่จะนำมาใช้ในการดำเนินงานและชำระหนี้ระยะสั้นที่จะครบกำหนดชำระให้การบินไทย ในเบื้องต้นจำนวน 50,000 ล้านบาท 

ซึ่งมีผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ว่าการ "อุ้ม" การบินไทยครั้งนี้ (ซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก) เป็นการกระทำที่มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงไร ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของไวรัส COVID-19 มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการยกคำกล่าวที่ว่า "การบินไทยเป็นสายการบินแห่งชาติ" และจะปล่อยให้ล้มไม่ได้ อาจจะไม่ถูกต้องนัก เพราะมีกรณีศึกษาที่พบว่าสายการบินแห่งชาติของญี่ปุ่น อย่างเช่น JAL ก็ประสบปัญหาขาดทุนอย่างนักและรัฐบาลก็ปล่อยให้ล้มละลาย มีการปรับปรุงกิจการ จนสามารถกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง   แต่การที่รัฐยังพยายามดึงดันที่จะอุ้มการบินไทยในครั้งนี้ จึงมีคำถามว่าทำไปเพื่อผลประโยชน์ของใคร? 

เป็นที่น่าสังเกตว่าการเข้าแผนฟื้นฟูที่ผ่านมาทั้ง 3 ครั้ง ทุกครั้งทำไปโดยขาดการมีส่วนร่วมของพนักงานอย่างสิ้นเชิง เป็นเรื่องที่กระทำกันในหมู่ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น และจากอดีตที่ผ่านมาก็พบว่ามันไม่ได้ผล จนกระทั่งในวันที่ 8 พ.ค. ที่ผ่านมา ตัวแทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการบินไทย ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้พนักงานได้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางของการบินไทยด้วย  

ส่วนนักวิชาการต่าง ๆ ล้วนออกมาแสดงความเห็นคัดค้านในการ "อุ้ม" การบินไทย ไม่ว่าจะเป็น  นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ เตือนว่าอนาคตของอุตสาหกรรมการบินจากสถานการณ์โควิด-19 บวกกับภาวะขาดทุนสะสมและความไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารองค์กร อาจทำให้การอุ้มการบินไทยด้วยเงินหลายหมื่นล้านเป็นการ "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำครั้งประวัติศาสตร์ด้วยภาษีของประชาชนไทยทุกคน"

หรือ  อดีตกรรมการบริษัทการบินไทย อย่าง "บรรยง พงษ์พานิช" ก็เห็นว่ารัฐควรปล่อยให้การบินไทย "ล้มละลาย" แล้วค่อยให้เงินอุดหนุน 50,000 ล้านบาท แต่มองว่าควรเป็นการให้กู้มากกว่าการค้ำประกัน มิฉะนั้นจะกลายเป็น  “ตำน้ำพริก โปรยทิ้งบนท้องฟ้า”

ส่วนผลการประกอบการของการบินไทยนั้น ขาดทุนตลอด 3 ปีที่ผ่านมา และสุดขาดทุนถึง หนึ่งหมื่นสองพันล้านบาท และมียอดขาดทุนสะสมในระยะ 10 ปี จำนวน 46,620 ล้านบาท และประเมินว่าการบินไทยจะมีกระแสเงินสดติดลบตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป จากสถานการณ์วิกฤตการบินทั่วโลกที่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อใดจะดีขึ้น 

ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ผมจึงขอเสนอให้รัฐบาลไทย พิจารณาเลิกอุ้มการบินไทย และปล่อยให้การบินไทยเข้าสู่กระบวนการล้มละลายตามปกติของธุรกิจที่ควรจะเป็น อนึ่ง คำว่า "ล้มละลาย" อาจจะฟังดูรุนแรงสำหรับผู้ที่ไม่ได้ทำธุรกิจ แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องปกติที่วงจรชีวิตของธุรกิจหนึ่ง ๆ ต้องเผชิญ เพื่อปรับตัวและปรับประสิทธิภาพภายในให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต โดยการบินไทยสามารถยื่นร้องต่อศาลให้เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้ ดังนั้น การนำเงินภาษีของประชาชนมาให้การบินไทย จึงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมเพราะเงินภาษีของชาติ จำต้องใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยส่วนรวม การบินไทย ไม่ใช่การบริการที่จำเป็นในระดับขั้นพื้นฐานของประชาชน ดังนั้น จึงไม่เหมาะสมที่จะนำภาษีของประชาชนคนไทยซึ่งหลายหลายคนตลอดชีวิตของเขาไม่มีโอกาสแม้แต่จะขึ้นเครื่องบิน "การบินไทย" เสียด้วยซ้ำ  

และยังเป็นการตัดโอกาสที่จะทำการผ่าตัดครั้งใหญ่ขององค์กร ซึ่งขอเสนอให้กระทรวงการคลังถอนตัวออกจากการเป็นผู้ถือหุ้น เพื่อลดละเลิกวัฒนธรรมองค์กรแบบอุปถัมภ์ที่คนมีความสามารถแต่ไร้พรรคพวกไม่อาจจะได้ดี และเป็นแหล่งให้ผู้มีอำนาจเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ โดยเปลี่ยนให้กลายเป็นองค์กร "ผอม" ที่มีประสิทธิภาพในการบริการ พร้อมที่จะแข่งขันในระดับโลกได้ต่อไปในอนาคต 



Sonny อยากให้คุณช่วย

Sonny Chat ชวนคุณร่วมลงชื่อในแคมเปญ «รัฐบาลไทย: รัฐบาลหยุดใช้ภาษีประชาชนเพื่ออุ้มการบินไทย!» ร่วมกับ Sonny และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 6,618 คน