#คนไทยต้องได้กลับบ้าน รัฐบาลต้องยกเลิกประกาศ Fit To Fly #BringThaiHome

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 5,000 คน!


“การเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้” (รัฐธรรมนูญ มาตรา 39)

“การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนุญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วย

กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง” (รัฐธรรมนูญ มาตรา 26)

 

ขอให้รัฐบาลยกเลิกมาตรการที่เสมือนเป็นการกีดกันไม่ให้คนไทยกลับบ้านได้ อันได้แก่มาตรการที่กำหนดให้ผู้โดยสารสัญชาติไทยที่จะเดินทางมายังประเทศไทยต้องมีเอกสารตามเงื่อนไข คือ ใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่ามีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทางทางอากาศ ('ฟิตทูฟลาย') และ หนังสือรับรองการเดินทางกลับประเทศไทยที่สถานเอกอัครราชทูตไทย สถานกงสุลใหญ่ หรือกระทรวงการต่างประเทศออกให้ เนื่องจากมาตรการดังกล่าวขัดกับสิทธิในการเข้ามาในราชอาณาจักรที่ได้รับรองของบุคคลสัญชาติไทยที่ได้ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ อีกทั้งใบรับรองแพทย์ลักษณะดังกล่าวไม่มีประโยชน์ในการคัดกรองไวรัสโคโรนา ก่อภาระทั้งทางค่าใช้จ่าย เวลา โอกาส และความเสี่ยงทางสุขภาพโดยไม่จำเป็น การกีดกันให้คนไทยไม่สามารถกลับประเทศได้ ยังจะทำให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบเสียความสามารถในการดูแลตัวเองและครอบครัวได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่จำเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย

การคัดกรองคนเข้าเมืองเพื่อควบคุมโรคติดต่อมีความสำคัญ แต่ใบรับรอง 'ฟิตทูฟลาย' เป็นเพียงการรับรองว่ามีสุขภาพเหมาะสมที่จะเดินทางทางอากาศ เช่น มีอายุครรภ์ไม่เกินกำหนด หรือหากเพิ่งได้รับการผ่าตัดได้พักฟื้นมาเพียงพอหรือไม่ ใบรับรองดังกล่าวไม่ใช่สิ่งที่ใช้คัดกรองโรคโควิด-19 ได้ การคัดกรองโรคติดต่อสามารถทำได้โดยมาตรการอื่นที่มีอยู่แล้ว เช่น การคัดกรองคนเข้าเมืองที่สนามบิน การอำนวยความสะดวกและสนับสนุนให้คนสามารถกำจัดบริเวณตัวเองอยู่ในบ้านได้ 14 วันหลังเดินทางเข้าประเทศ

มาตรการดังกล่าวในทางปฏิบัติ คือการที่รัฐบาลไทยกำลังกีดกันทางอ้อมไม่ให้พลเมืองของตัวเองเดินทางกลับเข้าประเทศ

มาตรการดังกล่าวได้สร้างภาระด้านเวลาในการเตรียมเอกสาร การเดินทางไปยังสถานพยาบาลที่สามารถออกใบรับรองได้ และการเดินทางไปสถานทูต ซึ่งทั้งสองแห่งอาจอยู่ต่างเมืองกัน และทั้งสองแห่งอาจไม่ได้อยู่ในเมืองที่บุคคลกำลังพำนัก และไม่ได้อยู่ในเมืองที่มีสนามบินต้นทาง นอกจากนี้ยังมีกรณีในบางประเทศไม่มีสถานทูตหรือสถานกงสุล และยังอาจติดขัดเรื่องการเดินทางภายในเมืองหรือระหว่างเมือง เนื่องจากการจำกัดการเดินทางของประเทศนั้นๆ

การเดินทางและการต้องไปอยู่ในพื้นที่สาธารณะ เพื่อเตรียมเอกสาร 2 ฉบับดังกล่าว โดยเฉพาะการที่ต้องเข้าไปในสถานพยาบาล ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคแก่คนไทย ผู้ใกล้ชิด และชุมชนโดยรอบ และอาจทำให้ประชาชนชาวไทยในต่างประเทศตกอยู่ในความเสี่ยงทางกฎหมาย กรณีพื้นที่ดังกล่าวมีการจำกัดการเดินทางเข้มงวด

มาตรการดังกล่าวยังสร้างภาระด้านการเงินที่ไม่จำเป็น ในหลายประเทศ แม้ในเวลาปกติ การจะพบแพทย์ต้องมีเหตุจำเป็นและต้องนัดหมายล่วงหน้า และการจะให้โรงพยาบาลในระบบประกันสุขภาพออกใบรับรองที่ไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์หรือด้านสิทธิแรงงานก็เป็นเรื่องยาก ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ระบบสาธารณสุขถูกใช้งานจนเกินหรือใกล้เกินขีดจำกัด วิธีที่แทบจะเป็นวิธีเดียวที่จะสามารถได้ใบรับรอง 'ฟิตทูฟลาย' คือการขอจากคลินิกเอกชนซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ไม่รวมอยู่ในเงื่อนไขประกันที่เบิกได้ และก็มีกรณีที่ถูกปฏิเสธไม่ออกใบรับรองดังกล่าวให้จากศูนย์สุขภาพของมหาวิทยาลัยและจากเครือโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ในสหราชอาณาจักร (ดูหลักฐานจำนวนหนึ่งจากคนไทยในต่างประเทศ ในเอกสารท้ายคำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 933/2563)

แม้สถานทูตและสถานกงสุลไทยในบางประเทศ จะได้พยายามอำนวยความสะดวกเท่าที่ทำได้ร่วมกับอาสาสมัครให้กับคนไทยที่จำเป็นต้องเดินทาง แต่ก็เป็นสร้างภาระงานที่ไม่จำเป็นให้กับเจ้าหน้าที่ ในสถานการณ์ที่ควรใช้ทรัพยากรไปกับเรื่องอื่นที่มีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า -- นอกจากนี้ การออกใบรับรองที่มีลักษณะทางการแพทย์ โดยบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะของประเทศนั้นๆ ก็เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย เรื่องนี้จึงอยู่นอกขอบเขตที่สถานทูตไทยในประเทศต่างๆ จะสามารถช่วยเหลือได้ด้วยตัวเจ้าหน้าที่สถานทูตเอง

ในช่วงเดือนมีนาคม 2563 ที่สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกกำลังพุ่งสูงและคนมีความต้องการเดินทางกลับประเทศตัวเองมากขึ้นสวนทางกับจำนวนเที่ยวบินที่มี รัฐบาลอย่างน้อย 26 ประเทศได้จัดหาเที่ยวบินหรือเครื่องบินเช่าเหมาลำไปรับพลเมืองของประเทศตัวเองกลับประเทศ สำหรับเที่ยวบินกลับประเทศไทยจากหลายเมืองทั่วโลกนั้น ก็พบว่าถูกจองจนเต็ม แต่มีผู้โดยสารคนไทยที่ไปถึงสนามบินแล้วและไม่สามารถขึ้นเครื่องได้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากขาดเอกสาร เช่นกรณีเที่ยวบิน TG 492 AKL-BKK จากนครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ ที่จากผู้โดยสาร 280 คน มีเพียง 6 คนเท่านั้นที่สามารถขึ้นเครื่องได้ และหากมาตรการนี้ยังบังคับใช้ต่อไป อาจมีผลต่อจำนวนผู้โดยสารจนเป็นเหตุให้สายการบินต่างๆ ลดหรือเลิกเที่ยวบินเข้าประเทศไทย ซึ่งเท่ากับจำกัดโอกาสในการได้กลับบ้านของคนไทยมากขึ้นไปอีก

มาตรการเช่นนี้เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทยที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 39 (สิทธิในการเข้ามาในราชอาณาจักร-ซึ่งเป็นสิทธิเด็ดขาด ไม่มีข้อยกเว้น) มาตรา 38 (เสรีภาพในการเดินทางและเลือกถิ่นที่อยู่) และมาตรา 25 (บุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ) อย่างเกินสมควร อีกทั้งสร้างขั้นตอนที่ไม่เกิดประโยชน์และสร้างภาระให้กับประชาชนเกินความจำเป็น

หากให้มาตรการเช่นนี้ผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อคนไทยในต่างประเทศ เป็นการจำกัดโอกาสในการเดินทางกลับไปอยู่ในที่ปลอดภัย และทำให้เกิดภาระเพิ่มเติม เช่น การหาที่พักและค่าใช้จ่ายสำหรับที่พักเพื่ออยู่ต่อ ซึ่งมีความยากลำบากมากขึ้นในช่วงนี้เนื่องจากหลายประเทศรัฐบาลสั่งปิดโรงแรมหรือโรงแรมหลายแห่งได้ตัดสินใจปิดตัวเอง รวมถึงค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจไม่ได้ครอบคลุมอยู่ในประกันการเดินทางหรือได้พ้นระยะเวลาคุ้มครองของประกันการเดินทางไปแล้ว การรักษาพยาบาลในต่างประเทศไม่ถูกครอบคลุมโดยประกันสุขภาพที่ทำที่ประเทศไทย ฯลฯ นอกจากนี้ยังทำให้คนไทยในบางประเทศที่ไม่ได้มีการผ่อนผันยืดอายุใบอนุญาตเข้าเมืองหรือวีซ่าออกไปโดยอัตโนมัติ ต้องตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมายคนเข้าเมือง เนื่องจากต้องอยู่ต่อจนเกินกำหนดระยะเวลาที่ให้ไว้ในใบอนุญาตเข้าเมืองของประเทศนั้นๆ

ผู้มีสัญชาติไทยและครอบครัวทุกคนต้องได้กลับบ้าน กลับไปอยู่ในที่ที่พวกเขาคิดว่าจะสามารถรักษาสุขภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ที่สุด ในที่ที่พึ่งพาตัวเองได้มากที่สุด เพื่อตัวของเขาเองและครอบครัว และเพื่อลดการรบกวนระบบสาธารณสุขทั้งในประเทศไทยและในประเทศใดก็ตาม ในภาวะวิกฤตทั่วโลกนี้

ขอให้ทุกคนมีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัย ได้อยู่กับคนที่รัก

อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล
ดับลิน ไอร์แลนด์

#BringThaiHome #คนไทยต้องได้กลับบ้าน
คุณสามารถสนับสนุนแคมเปญนี้ได้ไม่ว่าคุณจะได้รับผลกระทบโดยตรงเรื่องการเดินทางหรือไม่
https://change.org/BringThaiHome

 

สำหรับคนไทยในต่างประเทศ

นอกจากแคมเปญใน Change.org นี้แล้ว ขอเชิญชวนคนไทยในต่างประเทศที่ได้รับความเดือดร้อน ร่วมลงชื่อในจดหมายอีกฉบับ เป็นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีเพื่อยกเลิกมาตรการที่กำหนดให้ผู้โดยสารสัญชาติไทยต้องขอใบรับรอง fit to fly โดยลงชื่อในลิงก์ shorturl.at/awzBQ ภายในวันที่ 28 มีนาคม 2563

 

สรุปคำฟ้องและคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับกฎ

ด้วยเหตุผลข้างต้น นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล ได้ฟ้องต่อศาลปกครอง (ดูคำฟ้องและคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามกฎฉบับเต็ม) โดยมีสาระคำฟ้องและคำขอให้มีคำสั่งทุเลาโดยฉุกเฉินดังนี้

ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งพิพากษาเพิกถอนมาตรการที่กำหนดให้ ผู้โดยสารสัญชาติไทยที่จะเดินทางมายังประเทศไทย ต้องมีเอกสารตามเงื่อนไข คือ ใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่ามีสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทางทางอากาศ (fit to fly) และ หนังสือรับรองการเดินทางกลับประเทศไทยที่สถานเอกอัครราชทูตไทย สถานกงสุลใหญ่ หรือกระทรวงการต่างประเทศออกให้ ซึ่งก่อภาระในการดำเนินการทั้งทางค่าใช้จ่าย ทางเวลา และความเสี่ยงในทางสุขภาพในการเดินทาง และยังเป็นการกระทบสิทธิและเสรีภาพของผู้โดยสารด้วย

โดยผู้ฟ้องคดียกเหตุผลว่า มาตรการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจาก เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย และเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (มาตรา 39, 38 และ 25)

นอกจากนี้ยังต่อสู้ว่าเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ เพราะขัดต่อหลักความสัมฤทธิ์ผล เนื่องจากมาตรการดังกล่าวไม่สามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของประกาศว่าด้วยการบ่งชี้ถึงสภาวะของเชื้อไวรัสโคโรนาในผู้โดยสารได้  ขัดต่อหลักความจำเป็น เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีมีทางเลือกในการดำเนินมาตรการอื่น ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนเนื่องจากไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ประการใดแก่มหาชน และยังส่งผลกระทบต่อผู้โดยสารจำนวนมากที่อยู่ต่างประเทศ อีกทั้งเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร อีกทั้งมิได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (good governance) ด้วย

พร้อมกันนี้ ผู้ฟ้องคดีขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับมาตรการที่พิพาทโดยฉุกเฉิน โดยยกเหตุผลว่าการให้มีผลใช้บังคับต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงที่ยากแก่การเยียวยาแก้ไขในภายหลังทั้งต่อผู้ฟ้องคดี โดยได้รับความเสียหายแก่เวลาและโอกาสต่าง ๆ ที่ผู้ฟ้องคดีมีอยู่อย่างจำกัดในการเดินทางเพื่อมาดำเนินการจัดหาและแสดงเอกสารต่างๆ ตามประกาศ ก่อภาระอย่างเกินสมควร อีกทั้งเป็นการบังคับให้ผู้ฟ้องคดีเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ เพิ่มความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนา อันเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพ  ในส่วนของผู้โดยสารในประเทศอื่นๆ รัฐบาลในบางประเทศได้ใช้มาตรการห้ามการเดินทางออกนอกเคหะสถานอย่างเคร่งครัด อาจส่งผลให้ผู้โดยสารมีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายของประเทศนั้น อีกทั้งจะทำให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานรัฐตามมา

นอกจากนี้ การทุเลาการบังคับตามมาตรการนั้นไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือแก่บริการสาธารณะ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีย่อมมีทางเลือกในการดำเนินมาตรการอื่นในการจัดให้มีมาตรการตรวจสอบสภาวะของเชื้อไวรัสโคโรนาในผู้โดยสารขาเข้าได้

คดีหมายเลขดำที่ 933/2563
ผู้ฟ้องคดี : นายอาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล
ผู้ถูกฟ้องคดี : ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
ส่งคำฟ้องผ่านทางระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์ วันที่ยื่น 25 มี.ค. 2563 เวลา 18:02
สำนักงานศาลปกครองกลางรับเรื่องวันที่ 26 มี.ค. 2563 เวลา 08:30