รัฐต้องรับรองสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม ก้าวสำคัญสู่การยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร


รัฐต้องรับรองสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม ก้าวสำคัญสู่การยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร
ประเด็นรณรงค์
การปฏิเสธด้วยมโนธรรมคืออะไร?
ทำไมรัฐไทยต้องรับรองสิทธิ์นี้
การปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม (Conscientious Objection) เกิดจากความเชื่อที่ลึกซึ้งของบุคคลว่าการเข้าร่วมในกิจกรรมทางทหารขัดต่อความเชื่อทางศาสนาและศีลธรรมของตน ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองโดยกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) ข้อที่ 18 ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิในการมีเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา ครอบคลุมทั้งสิทธิในการมีหรือยอมรับความเชื่อ และสิทธิในการปฏิบัติตนตามความเชื่อ หรือแสดงออกถึงความเชื่อนั้น
การรับรองสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมไม่ได้เป็นเพียงสิทธิมนุษยชนพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเคารพความเชื่อ ศีลธธรรม ศาสนา และมโนธรรมของแต่ละบุคคล ซึ่งประเทศไทยเองมีวัฒนธรรมในการเชิดชูศาสนาเป็น 1 ใน 3 สถาบันหลักของชาติมาช้านาน อันสะท้อนอยู่ในบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเสรีภาพทางศาสนาและความเชื่อ แต่ปัจจุบันกลับยังไม่มีกฎหมายรับรองการปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งโนธรรมอย่างชัดเจน ต่างกับหลายประเทศ เช่น เยอรมนี, แคนาดา, และนิวซีแลนด์ ที่ได้มีการรับรองสิทธิปฏิเสธดังกล่าว และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศแต่อย่างใด
ประเทศไทยเป็นยังไงบ้าง?
ประเทศไทยในปัจจุบันยังคงใช้ระบบบังคับเกณฑ์ทหาร ที่บังคับให้เยาวชนไทยจำนวนมากเข้าร่วมกองทัพผ่านระบบตรวจเลือกประจำปีและการจับสลาก ซึ่งหากขัดขืนไม่เข้าร่วมการตรวจเลือกหรือปฏิเสธการเข้ารับราชการทหาร จะมีบทลงโทษทางกฎหมายอาญา นอกจากนี้ ประเทศไทยยังไม่มีการรับรองสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมในทางกฎหมายอย่างชัดเจน ทำให้เยาวชนที่ต้องการใช้สิทธินี้ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่จะถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา
ปัจจุบัน เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ผู้แสดงตนเป็นผู้ปฏิเสธด้วยเหตุแห่งมโนธรรมคนแรกในประเทศไทย กำลังเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่จะถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา หลังจากประกาศตัวเป็นผู้ปฏิเสธด้วยเหตุแห่งมโนธรรมในวันตรวจเลือกทหารช่วงเดือนเมษายนปี 2024 ทำให้ถูกรัฐฟ้องคดีและมีการต่อสู้ในทางกฎหมายเรื่อยมา โดยเนติวิทย์ต่อสู้คดีโดยอ้างสิทธิ์ตามข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพทางความเชื่อ และมีหลักฐานในการแสดงตนเป็นผู้ปฏิเสธด้วยเหตุแห่งมโนธรรมตามความเชื่อในหลักการสันติอหิงสาของตนมานานกว่า 10 ปี ทำให้กรณีนี้ต้องรอการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ว่าการปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก่อนที่จะมีการตัดสินความผิดในศาลอาญาอีกครั้ง(คาดว่าภายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2026)
ผลการวินิจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ นอกจากจะกระทบกับคำตัดสินในคดีของเนติวิทย์ ยังกระทบถึงสิทธิของเยาวชนทั้งประเทศที่กำลังจะถึงวัยเกณฑ์ทหารในอีกไม่นาน เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะมีผลต่อทิศทางของกฎหมายฉบับต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการรับราชการทหาร ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการปฏิเสธด้วยมโนธรรมไม่นับเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้เยาวชนไทยอีกจำนวนมากต้องเผชิญกับความผิดทางอาญาจากการใช้สิทธิในการปฏิเสธโดยมโนธรรมตามไปด้วย
เราจึงขอเชิญชวนเยาวชนผู้มีสถานะทหารกองเกินทุกคนที่ต้องการสนับสนุนสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมและเชื่อในหลักการ“สมัครใจ ไม่บังคับ” รวมทั้งประชาชนทุกคนที่เชื่อว่ารัฐต้องเคารพเสรีทางความคิด ความเชื่อ ศาสนาและมโนธรรม รวมทั้งผู้ที่เชื่อมั่นในสันติภาพและการเมืองที่ปฏิเสธความรุนแรง ร่วมกันลงชื่อในแคมเปญนี้ เพื่อส่งเสียงไปยังศาลรัฐธรรมนูญและรัฐบาลไทย ให้รับรองสิทธิ์ในการปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางทหารในกรณีที่ขัดกับจิตสำนึกและความเชื่อของตน และจัดตั้งระบบรองรับหรือเพิ่มช่องทางในกระบวนการตรวจเลือก เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตกับผู้ที่ประสงค์เลือกใช้สิทธิ์นี้

33
ประเด็นรณรงค์
การปฏิเสธด้วยมโนธรรมคืออะไร?
ทำไมรัฐไทยต้องรับรองสิทธิ์นี้
การปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม (Conscientious Objection) เกิดจากความเชื่อที่ลึกซึ้งของบุคคลว่าการเข้าร่วมในกิจกรรมทางทหารขัดต่อความเชื่อทางศาสนาและศีลธรรมของตน ซึ่งเป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองโดยกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) ข้อที่ 18 ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิในการมีเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา ครอบคลุมทั้งสิทธิในการมีหรือยอมรับความเชื่อ และสิทธิในการปฏิบัติตนตามความเชื่อ หรือแสดงออกถึงความเชื่อนั้น
การรับรองสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมไม่ได้เป็นเพียงสิทธิมนุษยชนพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการเคารพความเชื่อ ศีลธธรรม ศาสนา และมโนธรรมของแต่ละบุคคล ซึ่งประเทศไทยเองมีวัฒนธรรมในการเชิดชูศาสนาเป็น 1 ใน 3 สถาบันหลักของชาติมาช้านาน อันสะท้อนอยู่ในบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเสรีภาพทางศาสนาและความเชื่อ แต่ปัจจุบันกลับยังไม่มีกฎหมายรับรองการปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งโนธรรมอย่างชัดเจน ต่างกับหลายประเทศ เช่น เยอรมนี, แคนาดา, และนิวซีแลนด์ ที่ได้มีการรับรองสิทธิปฏิเสธดังกล่าว และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศแต่อย่างใด
ประเทศไทยเป็นยังไงบ้าง?
ประเทศไทยในปัจจุบันยังคงใช้ระบบบังคับเกณฑ์ทหาร ที่บังคับให้เยาวชนไทยจำนวนมากเข้าร่วมกองทัพผ่านระบบตรวจเลือกประจำปีและการจับสลาก ซึ่งหากขัดขืนไม่เข้าร่วมการตรวจเลือกหรือปฏิเสธการเข้ารับราชการทหาร จะมีบทลงโทษทางกฎหมายอาญา นอกจากนี้ ประเทศไทยยังไม่มีการรับรองสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมในทางกฎหมายอย่างชัดเจน ทำให้เยาวชนที่ต้องการใช้สิทธินี้ต้องเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่จะถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา
ปัจจุบัน เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ผู้แสดงตนเป็นผู้ปฏิเสธด้วยเหตุแห่งมโนธรรมคนแรกในประเทศไทย กำลังเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ที่จะถูกตัดสินว่ามีความผิดทางอาญา หลังจากประกาศตัวเป็นผู้ปฏิเสธด้วยเหตุแห่งมโนธรรมในวันตรวจเลือกทหารช่วงเดือนเมษายนปี 2024 ทำให้ถูกรัฐฟ้องคดีและมีการต่อสู้ในทางกฎหมายเรื่อยมา โดยเนติวิทย์ต่อสู้คดีโดยอ้างสิทธิ์ตามข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพทางความเชื่อ และมีหลักฐานในการแสดงตนเป็นผู้ปฏิเสธด้วยเหตุแห่งมโนธรรมตามความเชื่อในหลักการสันติอหิงสาของตนมานานกว่า 10 ปี ทำให้กรณีนี้ต้องรอการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ว่าการปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก่อนที่จะมีการตัดสินความผิดในศาลอาญาอีกครั้ง(คาดว่าภายในวันที่ 11 พฤษภาคม 2026)
ผลการวินิจของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ นอกจากจะกระทบกับคำตัดสินในคดีของเนติวิทย์ ยังกระทบถึงสิทธิของเยาวชนทั้งประเทศที่กำลังจะถึงวัยเกณฑ์ทหารในอีกไม่นาน เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะมีผลต่อทิศทางของกฎหมายฉบับต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการรับราชการทหาร ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการปฏิเสธด้วยมโนธรรมไม่นับเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้เยาวชนไทยอีกจำนวนมากต้องเผชิญกับความผิดทางอาญาจากการใช้สิทธิในการปฏิเสธโดยมโนธรรมตามไปด้วย
เราจึงขอเชิญชวนเยาวชนผู้มีสถานะทหารกองเกินทุกคนที่ต้องการสนับสนุนสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรมและเชื่อในหลักการ“สมัครใจ ไม่บังคับ” รวมทั้งประชาชนทุกคนที่เชื่อว่ารัฐต้องเคารพเสรีทางความคิด ความเชื่อ ศาสนาและมโนธรรม รวมทั้งผู้ที่เชื่อมั่นในสันติภาพและการเมืองที่ปฏิเสธความรุนแรง ร่วมกันลงชื่อในแคมเปญนี้ เพื่อส่งเสียงไปยังศาลรัฐธรรมนูญและรัฐบาลไทย ให้รับรองสิทธิ์ในการปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม เพื่อให้เยาวชนและประชาชนทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกที่จะไม่เข้าร่วมกิจกรรมทางทหารในกรณีที่ขัดกับจิตสำนึกและความเชื่อของตน และจัดตั้งระบบรองรับหรือเพิ่มช่องทางในกระบวนการตรวจเลือก เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตกับผู้ที่ประสงค์เลือกใช้สิทธิ์นี้

33
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 22 มีนาคม ค.ศ. 2026 แล้ว