

- หากหลักการคิดของโรงเรียนเอาเด็กเป็นตัวตั้ง คงไม่ตัดสินใจเช่นนี้
- หากนึกถึงเด็กๆ ว่าเมื่อต้องแยกจากพ่อแม่ เดินเข้าห้องสอบตามลำพัง เข้าไป นั่งสอบ 1 ชม.ครึ่งในที่ๆ ไม่คุ้นเคยกับผู้คนแปลกหน้า ทำไปร้องไห้ไปเหมือนที่ เคยพบในทุกๆ ปี ที่เพิ่มเติมขึ้นมาจากปีก่อนๆ คือต้องสวมหน้ากากไปร้องไห้ไปด้วย เด็กๆ จะอึดอัดคับข้องใจแค่ไหน ครูก็คงลำบากใจไม่น้อยที่ไม่สามารถเดินเข้าไปกอดเพื่อปลอบเด็กๆ ได้
- หากคิดว่าวิธีสอบยุติธรรมที่สุด ถามว่ายุติธรรมสำหรับใครยุติธรรมกับเด็กหรือไม่ หรือสิ่งที่ท่านว่ายุติธรรมนั้นเป็นเพียงแค่เกราะกำบังให้ผู้ใหญ่ปลอดภัย
- หากนึกถึงความเสี่ยงที่หลายๆ ครอบครัวต้องพาเด็กๆ นั่งรถสาธารณะมาเพื่อมาสอบ ถ้ามีการติดเชื้อขึ้นมา...
ต่างจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตรที่เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว โดยได้ยกเลิกวิธีการรับเด็กเข้าเรียนด้วยการสอบแข่งขัน
และเปลี่ยนมาใช้กระบวนการรับเด็กเข้าเรียนที่สอดคล้องกับพัฒนาการของวัย และไม่ส่งผลกระทบต่อเด็ก
"ใช้วิธีการสัมภาษณ์และให้เด็กทำกิจกรรมเพื่อประเมินพัฒนาการตามวัย 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์จิตใจ สังคม สติปัญญา ด้วยการสังเกตที่ต้องผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ขึ้นไป แต่ไม่ใช่การสอบข้อเขียน และในกรณีที่มีผู้ผ่านเกณฑ์มากกว่า 80 คน "โรงเรียนสาธิต มศว ฝ่ายประถม" จะดำเนินการจับสลาก เพื่อคัดเลือกนักเรียนให้เหลือเพียง 80 คน
ถือเป็นตัวอย่างโรงเรียนดังที่มีการแข่งขันสูง โรงเรียนแรก ๆ ในไทย ที่สร้างกระบวนการคัดเลือกนักเรียน อายุระหว่าง 5-6 ปี จากวิธีสอบแข่งขันแบบเดิม มาสู่กระบวนการที่ไม่กระทบต่อพัฒนาการเด็ก" ที่มา The Active
แคมเปญยกเลิกสอบเข้าป.1 ยังเปิดให้ลงชื่อที่ Change.org/P1
หรือสามารถติดตามได้ที่เพจ คิด กล้า เปลี่ยน