ปราจีนบุรีไม่เอาอีอีซี (EEC)


ปราจีนบุรีไม่เอาอีอีซี (EEC)
ประเด็นรณรงค์
ยกเลิกโครงการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี
ร่วมลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มชุมชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรม เครือข่ายภาคประชาชน ในจังหวัดปราจีนบุรี ตลอดจนกลุ่มองค์กรที่ทำงานขับเคลื่อนประเด็นคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และภาคใต้
ให้ยกเลิกโครงการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี ให้เป็นฐานเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใหม่ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีคำถามเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิของชุมชน
เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนของประเทศที่ไม่จำเป็น หากปล่อยให้ดำเนินต่อไป อาจส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม วิถีวัฒนธรรม และการประกอบอาชีพของชุมชนในพื้นที่
เราจึงต้องการอย่างน้อย 10,000 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้มีคำสั่งยกเลิกโครงการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรือ EEC คือ อะไร
อีอีซี (EEC) คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ชื่อเดิมคือ โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 หรือเรียกสั้นว่า “พรบ. อีอีซี (EEC)” มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2561 ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ระยอง ชลบุรี และ ฉะเชิงเทรา เนื้อที่รวม 8.29 ล้านไร เป็นกฎหมายที่ยกร่างขึ้นมาจากคำสั่งของรัฐบาล คสช. โดยมีแผนพัฒนา 4 ด้าน คือ 1) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก 3) เมืองใหม่ อีอีซี และ 4) แผนผังการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ มีกฎหมายพิเศษรองรับนักลงทุนได้รับสิทธิพิเศษต่างๆเพื่อให้ง่ายต่อการลงทุน บริหารงานผ่าน “คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรี 14 กระทรวง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นกรรมการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิ แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี ไม่เกิน 5 คน เป็นกรรมการ
ทำไมต้องยกเลิกโครงการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี
พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) ก่อให้เกิดความเสี่ยงและสร้างผลกระทบต่อสังคม ดังนี้
1. เป็นรัฐซ้อนรัฐ มีอำนาจล้นเกิน รวบอำนาจตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง ตามลักษณะโครงสร้างขององค์กรฯ
2. สร้างความเหลื่อมล้ำ ระหว่างพลเมืองไทยกับนายทุนต่างชาติ ด้วยการสร้างมาตรการ ลด แลก แจก แถม ให้ทุนต่างชาติ เช่น อาชีพสงวนของคนไทยถูกยกเลิก ให้ต่างชาติสามารถทำได้ ชาวต่างชาติสามารถเช่าที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ได้ 99 ปี รวมถึงที่ดินราชพัสดุ และที่ดิน สปก. ทำอุสาหกรรมได้
3. มีอำนาจในการยกเว้นและแก้ไขกฎหมาย ให้เอื้อต่อนักลงทุน เช่น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) กำหนดให้สามารถออกหลักเกณฑ์การประเมินสิ่งแวดล้อมให้เร็วขึ้น และให้ต่างชาติทำการประเมินสิ่งแวดล้อมได้
4. มีอำนาจในการยกเลิกผังเมือง เพียงแค่จัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่กฎหมาย อีอีซี (EEC) ต้องการ ก็สามารถนำไปประกาศใช้แทนผังเมืองเดิมได้ทันที
5. กลายเป็นเครื่องมือให้เกิดธุรกิจสีเทา นำไปสู่การกระทำความผิดหรือการละเลยความรับผิดชอบต่อประชาชน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม สิทธิชุมชน จนทำให้คนท้องถิ่นกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง
6. อ้างถึงเหตุผลทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยละเลยมิติด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม พื้นที่การเกษตร และมิติทางด้านสังคมวัฒนธรรม
7. การบริหารงานในเขตพื้นที่อีอีซี (EEC) ล้มเหลว ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นการควบคุมและจัดการมลพิษ ขยะพิษ และกากอุตสาหกรรมอันตราย ที่ไม่สามารถกำกับควบคุมและจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำไม อีอีซี (EEC) ต้องมาปราจีนบุรี ใครได้ประโยชน์
1. เพราะ..ต้องการที่ดิน พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) ราคาที่ดินมีมูลค่าสูงขึ้น แต่นักลงทุนมีความต้องการที่ดินผืนใหญ่และมีราคาถูก จึงมุ่งหน้ามาจังหวัดปราจีนบุรี เพราะที่ดินยังมีราคาต่ำ รวมทั้งมีการดำเนินการรวบรวมที่ดินไว้เป็นแปลงใหญ่เรียบร้อยแล้วในหลายพื้นที่โดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น นักการเมือง นายหน้าค้าที่ดิน และกลุ่มทุนระดับชาติ เช่น ในอำเภอกบินทร์บุรี ต.บ่อทอง ต.เมืองเก่า ต.เขาไม้แก้ว ต.หนองกี่ ต.นนทรี ต.บ้านนา ต.นาแขม ต.ลาดตะเคียน ในอำเภอศรีมหาโพธิ ต.กรอกสมบูรณ์ ต.หนองโพรง ต. ศรีมหาโพธิ ต.ท่าตูม ต.หัวหว้า และในพื้นที่ชายเขาใหญ่อำเภอเมือง ต.เนินหอม ต.บ้านพระ ต.ดงขี้หล็ก อำเภอประจันตคาม ต.หนองแก้ว ต.คำโตนด ต.ดงบัง ต.บุฝ้าย อำเภอนาดี ต.สะพานหิน ต.นาดี ต.บุพราหมณ์ ต.ทุ่งโพธิ์ ฯลฯ
2. เพราะ..ต้องการน้ำ ภาคอุตสาหกรรม มีความต้องการใช้น้ำปริมาณมาก จากแผนการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพิ่มในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่-ทับลาน อีก 5 แห่ง ทั้งที่ในปัจจุบันมีเขื่อนอยู่แล้วทั้งหมด 11 แห่ง มีการกักเก็บน้ำ 314.34 ล้าน ลบ.ม. ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อกางแผนที่ชลประทานของเชื่อนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น กลับพบว่าไม่ได้เอื้อให้กับภาคการเกษตรกรรมแต่อย่างใด เช่นในกรณ๊เขื่อนห้วยโสมง ที่ในปัจจุบันระบบชลประทานฝั่งขวายังไม่แล้วเสร็จ เกษตรกรที่อยู่ท้ายเขื่อนยังไม่เคยได้ใช้น้ำ แม้ว่าเขื่อนจะเปิดดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปี 2560 และบางชุมชนในอำเภอบ้านสร้างก็ยังต้องเผชิญปัญหาน้ำเค็มทุกปี ย่อมแสดงให้เห็นว่า น้ำไม่ได้ไหลเข้าสู่ภาคเกษตรกรรมและชุมชนดังำกล่าวอ้าง และหากเขื่อนถูกสร้างในป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ นอกจากป่าต้นน้ำจะหายไปกว่า 20,000 ไร่แล้ว ย่อมมีความเสี่ยง ต่อการถูกถอดออกจากการเป็นมรดกโลก และปัญหาที่ตามมาคือ สัตว์ป่าจะออกมายังพื้นทีทำกินของชาวบ้านที่อยู่โดยรอบ สร้างความเสียหายให้แก่ชุมชน เนื่องจากเมื่อป่าถูกทำลาย แหล่งอาหารตามธรรมชาติของสัตว์ป่าลดลง
3. เพราะ..ต้องการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ต้องการที่ทิ้งขยะ ข้อมูลจากเว็ปไซต์ของกรมโรงงาน ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ระบุว่าปราจีนบุรีมีโรงงานจำนวน 890 ใบอนุญาติ ไม่รวมถึงโรงงานที่ยังไม่แจ้งประกอบการ หยุดชั่วคราวหรือเลิกประกอบกิจการ และมีขนาดตาม พรบ.โรงงาน ฉบับที่ 2 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี 331 โรงงาน และ อ.ศรีมหาโพธิ 380 โรงงาน ส่วนใหญ่เป็นโรงงานประเภท 105, 106 ซึ่งเป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียแทบทั้งสิ้น
ปริมาณผู้บำบัด หรือกำจัดกากอุตสาหกรรมอันตราย และไม่อันตรายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) ไม่มีความสามารถในการบำบัด หรือกำจัดขยะอุตสาหกรรมอันตรายและไม่อันตราย ที่เกิดขึ้นจริง โดยมีตัวเลขส่วนเกินของกากอุตสาหกรรมอันตรายและไม่อันตราย รวม 3.26 ล้านตันต่อปี มีผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมรวม 8,015 ราย แต่มีผู้รับกำจัดกากอุตสาหกรรมเพียง 703 ราย หรือมีผู้ก่อกำเนิดมากกว่าผู้รับกำจัด = 11.4 เท่าตัว ซึ่งตัวเลขส่วนเกินของกากอุตสาหกรรมที่จะต้องขนส่งเอาไปบำบัด หรือกำจัดตามจังหวัดข้างเคียงพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) และปราจีนบุรีเองก็พร้อมที่จะรองรับภายใต้การรจัดการของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
4. เพราะ..ต้องการสิทธิพิเศษ นักลงทุนและภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี มีความต้องการสิทธิพิเศษต่างๆ จากการเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เช่น การเปลี่ยนแปลงผังเมืองให้พื้นที่เกษตร/ชุมชนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม การลดหย่อนภาษี สิทธิการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ การนำเข้าแรงงานต่างด้าว การใช้ที่ดินราชพัสดุ สปก. มาทำอุตสาหกรรมได้ ฯลฯ
ปัจจุบันจังหวัดปราจีนบุรี ประสบปัญหาอะไรอยู่
1) โรงงานอุตสาหกรรมมีมากเกินเยียวยา ข้อมูลจากเว็ปไซต์ของกรมโรงงาน ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ระบุว่าปราจีนบุรีมีโรงงานจำนวน 890 ใบอนุญาติ ไม่รวมถึงโรงงานที่ยังไม่แจ้งประกอบการ หยุดชั่วคราวหรือเลิกประกอบกิจการ และมีขนาดตาม พรบ.โรงงาน ฉบับที่ 2 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ 380 โรงงาน, อ.กบินทร์บุรี 331 โรงงาน ส่วนใหญ่เป็นโรงงานประเภท 105, 106 ซึ่งเป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียแทบทั้งสิ้น
2) อาณาจักรสารพิษ ในอำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอกบินทร์บุรี มีโรงงานรีไซเคิลที่ผิดกฎหมาย เต็มไปด้วยขยะอันตราย มีการลักลอบฝังกลบ โดย “ทุนจีน” แม้จะมีคำสั่งพักการดำเนินกิจการแล้ว แต่กลับยังดำเนินการต่ออย่างผิดกฎหมาย มีขยะอันตรายสะสมหลายพันตัน ในอำเภอศรีมหาโพธิ ตรวจพบปริมาณสารปรอทสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานในลำคลอง สะท้อนความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน ดิน น้ำ อากาศ อาหาร และสร้างความเสี่ยงด้านสุขภาพ
3) ทุนจีนครองเมือง นายทุนที่เข้ามาลงทุนในปราจีนบุรีทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นทุนจีน ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับขยะอุตสาหกรรม มีการอำนวยความสะดวกจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล โดยมีนายทุนในพื้นที่กว้านซื้อโกดังเก่าที่ถูกทิ้งร้างเลิกกิจการ หรือถูกธนาคารยึด กระจายอยู่ใน 2 อำเภอ คือ กบินทร์บุรี และ ศรีมหาโพธิ พร้อมทั้งดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงารประเภท 105 และ 106 เตรียมไว้ให้ แล้วนายทุนจีนจึงเข้ามาเช่าทำที่คัดแยกขยะและพัฒนาไปสู่การหลอมเศษวัสดุ เมื่อมีการตรวจจับก็จะมีผู้เช่ารายใหม่เข้ามาดำเนินกิจการต่อโดยใช้ใบอนุญาตเดิม และในขณะดียวกันก็จะมีการขออนุญาตโรงงานคัดแยกขยะ และโรงหลอมจำนวนมากแบบถูกฎหมาย โดยการสนับสนุนจากนักการเมืองท้องถิ่น และกลุ่มผู้มีอิทธิพล
4) อุบัติภัยและความสุ่มเสี่ยง เกิดเพลิงใหม้ในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เกิดไฟไหม้ในโรงงานผลิตซองบรรจุขนม ในตำบลหนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ เกิดกลุ่มควันสารเคมีจำนวนมาก โรงงานเคมีระเบิด เกิดเหตุระเบิดในโรงงานเคมีภัณฑ์ เกิดเหตุถล่มของโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ในนิคม 304 ฯลฯ เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิต เจ็บป่วยเรื้อรง ทิ้งแรงงานไทย แรงงานต่างด้าว และชุมชนข้างเคียง
ตัวอย่างความล้มเหลวของ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง)
การเปลี่ยนแปลงผังเมือง โดยการนำพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี ในตำบลเขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา การนำพื้นที่ชลประทาน ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นย่านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญของประเทศ ในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา การนำพื้นที่ติดปากแม่น้ำบางปะกงใน ต.คลองตำหรุ อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ริมแม่น้ำและป่าชายเลนริมทะเล ที่ถูกกำหนดเป็นที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้สามารถจัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมได้ รวใมไปถึงการนำที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ตำบลห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พื้นที่โครงการประมาณ 14,619 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ
จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อจังหวัดปราจีนบุรี เป็น อีอีซี (EEC)
1) ผังเมืองถูกเปลี่ยนแปลง
โดยการตัดสินใจจากส่วนกลาง มีอำนาจจัดทำแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน แผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค โดยยกเลิกผังเมืองเดิม ดังนั้นพื้นที่เกษตรกรรมอาจถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่อุสาหกรรม หรือการกำหนดให้ที่ดินประเภทชนบทสามารถประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมได้ โดยละเลยสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน
2) ที่ดินถูกเปลี่ยนมือ-เข้าถึงยาก
ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นจากการเก็งกำไรและการเข้ามาของนักลงทุน เกษตรกรจำนวนมากอาจขายที่ดิน เพราะไม่สามารถถือครองต่อได้ รวมไปถึงเกษตรกรที่ต้องเช่าที่ทำกินอาจไม่สามารถเช่าต่อได้จากการปรับเพิ่มอัตราค่าเช่าที่ดิน ทำให้พื้นที่ผลิตอาหารลดลง ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต
3) กิจการท้องถิ่นถูกยึดครอง
การลงทุนหลักอยู่ในมือนักลงทุนขนาดใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ ธุรกิจท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อยแข่งขันได้ยาก ผลประโยชน์ไม่กระจายสู่ชุมชนท้องถิ่น
4) คนท้องถิ่นถูกกดทับ
การนำเข้าแรงงานจำนวนมาก ทำให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป คนท้องถิ่นและผู้ขาดโอกาสอาจถูกกดทับกลายเป็นพลเมืองชั้นสองในถิ่นตนเอง เกิดการแข่งขันแย่งงาน แย่งทรัพยากรกับแรงงานต่างด้าว เกิดความเสี่ยงปัญหาสังคม เช่น ลักขโมย อาชญากรรม และยาเสพติด เพิ่มขึ้น
5) มลพิษเพิ่มขึ้น
การขยายโรงงานและอุตสาหกรรมเพิ่มภาระต่อสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศ น้ำ และ เสียง มีแนวโน้มสูงขึ้น คุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ลดลง
6) ชุมชนล่มสลาย
วิถีชีวิตดั้งเดิมถูกแทนที่ด้วยสังคมอุตสาหกรรม ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนอ่อนแอ ขาดการพึ่งพาอาศัย ภาคเกษตรสูญเสียที่ดิน การย้ายถิ่นฐานเพิ่มขึ้น ทำให้โครงสร้างชุมชนล่มสลาย
ข้อเสนอ ปราจีนบุรี พัฒนาได้ ไม่ต้องการ อีอีซี (EEC) เพียงการหนุนเสริมและจริงใจจากภาครัฐ
1. ปราจีนบุรี แหล่งผลิตอาหาร และ ยารักษาโรค
ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ ปราจีนบุรีจึงเหมาะสมต่อการทำการเกษตรกรรม เพราะมีต้นทุนทรัพยากร น้ำ-ดินที่ดี มีองค์ความรู้ ความชำนาญ สามารถผลิตอาหาร ยาสมุนไพร ผลผลิตเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปหลากหลาย มีมาตรฐานรับรอง ทั้งความเป็นเมืองสมุนไพร-ผลไม้-เกษตรอินทรีย์ แหล่งผลิตข้าวสายพันธุ์ขึ้นน้ำ แหล่งผลิตไม้ดอก-ไม้ประดับ-ไม้ล้อม-ไม้ผล ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เกษตรแปลงใหญ่ ผลผลิตที่ได้ขึ้นทะเบียน GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ได้แก่ ทุเรียน ส้มโอ กก (หัตถกรรม) และของดีทั้งกระเฉดชะลูดน้ำ ไผ่ตง ข้าวโพด อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ฯลฯ รวมถึงฟาร์มกระบือ-โค น้ำนมกระบือ ประมงพื้นบ้าน การเลี้ยงปลา-กุ้ง และกุ้งแม่น้ำที่ขึ้นชื่อ
2. ปราจีนบุรี เมืองแห่งการท่องเที่ยว และบริการ
ปราจีนบุรีมีศักยภาพในการจัดการท่องเที่ยว และบริการที่หลากหลาย อาทิ เช่น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และ ผจญภัย มีอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญ รวมถึงล่องแก่งหินเพิง น้ำตกธรรมชาติมากมายในอำเภอประจันตคาม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ-การแพทย์แผนไทย ที่ขึ้นชื่อระดับประเทศ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สวนผลไม้อำเภอเมือง กลุ่มชุมชนเกษตร โฮมสเตย์ชุมชน แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมืองโบราณสมัยทวาราวดีอายุราว 1,500 ปี รอยพระพุทธบาทคู่ ขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ต้นศรีมหาโพธิ์ อายุกว่า 2,000 ปี แหล่งเรียนรู้ด้านประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ชนชนไทยพวนบ้านดงกระทงยาม งานบุญคูณลาน เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน พิพิธภัณฑ์สถานปราจีนบุรี พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบางแตน ฯลฯ
3. ปราจีนบุรี มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น SME
โดยเน้นการทำงานแบบกลุ่ม-องค์กร-เครือข่าย เพื่อการพัฒนาและต่อยอดศักยภาพ ส่งเสริมอย่างเป็นระบบ เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มอาชีพ SME รายย่อย ที่มีศักยภาพของจังหวัดปราปราจีนบุรี
4. ปราจีนบุรี เมืองที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจรองรับสังคมผู้สูงวัย และผู้ขาดโอกาส
ปราจีนบุรีมีฐานทรัพยากรกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เอื้อให้ผู้สูงอายุ และผู้ขาดโอกาสสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคง ควรหนุนเสริม และพัฒนาเศรษฐกิจไปในทิศทางที่สามารถ ดูแล หรือ “สร้างงาน-สร้างรายได้” ให้กับผู้สูงอายุที่ยังทำงานได้ รวมถึงช่วยเหลือกลุ่มคนที่ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้มีส่วนร่วมและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
5. ปราจีนบุรี โครงสร้างพื้นฐานดีได้ ไม่ต้องรอ EEC
หน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น คือ การพัฒนาพื้นที่และอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตของประชาชนให้เหมาะสม เพียงพอ และได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคม สาธารณูปโภค ระบบน้ำ การศึกษา ระบบสาธารณสุข แต่ ณ ปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ กลับมีปัญหาซึ่งเกิดจากการทุจริต คอรัปชั่น ขาดการตรวจสอบ และละเลยการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดโดยผู้มีอำนาจหน้าที่

372
ประเด็นรณรงค์
ยกเลิกโครงการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี
ร่วมลงชื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องของเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มชุมชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรม เครือข่ายภาคประชาชน ในจังหวัดปราจีนบุรี ตลอดจนกลุ่มองค์กรที่ทำงานขับเคลื่อนประเด็นคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และภาคใต้
ให้ยกเลิกโครงการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี ให้เป็นฐานเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใหม่ ด้วยโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็มีคำถามเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิของชุมชน
เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นการลงทุนของประเทศที่ไม่จำเป็น หากปล่อยให้ดำเนินต่อไป อาจส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม วิถีวัฒนธรรม และการประกอบอาชีพของชุมชนในพื้นที่
เราจึงต้องการอย่างน้อย 10,000 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้มีคำสั่งยกเลิกโครงการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรือ EEC คือ อะไร
อีอีซี (EEC) คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ชื่อเดิมคือ โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 หรือเรียกสั้นว่า “พรบ. อีอีซี (EEC)” มีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2561 ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก ระยอง ชลบุรี และ ฉะเชิงเทรา เนื้อที่รวม 8.29 ล้านไร เป็นกฎหมายที่ยกร่างขึ้นมาจากคำสั่งของรัฐบาล คสช. โดยมีแผนพัฒนา 4 ด้าน คือ 1) เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลัก 3) เมืองใหม่ อีอีซี และ 4) แผนผังการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศ มีกฎหมายพิเศษรองรับนักลงทุนได้รับสิทธิพิเศษต่างๆเพื่อให้ง่ายต่อการลงทุน บริหารงานผ่าน “คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรี 14 กระทรวง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นกรรมการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิ แต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี ไม่เกิน 5 คน เป็นกรรมการ
ทำไมต้องยกเลิกโครงการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มายังจังหวัดปราจีนบุรี
พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) ก่อให้เกิดความเสี่ยงและสร้างผลกระทบต่อสังคม ดังนี้
1. เป็นรัฐซ้อนรัฐ มีอำนาจล้นเกิน รวบอำนาจตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลาง ตามลักษณะโครงสร้างขององค์กรฯ
2. สร้างความเหลื่อมล้ำ ระหว่างพลเมืองไทยกับนายทุนต่างชาติ ด้วยการสร้างมาตรการ ลด แลก แจก แถม ให้ทุนต่างชาติ เช่น อาชีพสงวนของคนไทยถูกยกเลิก ให้ต่างชาติสามารถทำได้ ชาวต่างชาติสามารถเช่าที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์ได้ 99 ปี รวมถึงที่ดินราชพัสดุ และที่ดิน สปก. ทำอุสาหกรรมได้
3. มีอำนาจในการยกเว้นและแก้ไขกฎหมาย ให้เอื้อต่อนักลงทุน เช่น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ พ.ร.บ. อีอีซี (EEC) กำหนดให้สามารถออกหลักเกณฑ์การประเมินสิ่งแวดล้อมให้เร็วขึ้น และให้ต่างชาติทำการประเมินสิ่งแวดล้อมได้
4. มีอำนาจในการยกเลิกผังเมือง เพียงแค่จัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่กฎหมาย อีอีซี (EEC) ต้องการ ก็สามารถนำไปประกาศใช้แทนผังเมืองเดิมได้ทันที
5. กลายเป็นเครื่องมือให้เกิดธุรกิจสีเทา นำไปสู่การกระทำความผิดหรือการละเลยความรับผิดชอบต่อประชาชน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม สิทธิชุมชน จนทำให้คนท้องถิ่นกลายเป็นพลเมืองชั้นสอง
6. อ้างถึงเหตุผลทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยละเลยมิติด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม พื้นที่การเกษตร และมิติทางด้านสังคมวัฒนธรรม
7. การบริหารงานในเขตพื้นที่อีอีซี (EEC) ล้มเหลว ในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ตั้งแต่ปี 2561 ถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นการควบคุมและจัดการมลพิษ ขยะพิษ และกากอุตสาหกรรมอันตราย ที่ไม่สามารถกำกับควบคุมและจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทำไม อีอีซี (EEC) ต้องมาปราจีนบุรี ใครได้ประโยชน์
1. เพราะ..ต้องการที่ดิน พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) ราคาที่ดินมีมูลค่าสูงขึ้น แต่นักลงทุนมีความต้องการที่ดินผืนใหญ่และมีราคาถูก จึงมุ่งหน้ามาจังหวัดปราจีนบุรี เพราะที่ดินยังมีราคาต่ำ รวมทั้งมีการดำเนินการรวบรวมที่ดินไว้เป็นแปลงใหญ่เรียบร้อยแล้วในหลายพื้นที่โดยกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น นักการเมือง นายหน้าค้าที่ดิน และกลุ่มทุนระดับชาติ เช่น ในอำเภอกบินทร์บุรี ต.บ่อทอง ต.เมืองเก่า ต.เขาไม้แก้ว ต.หนองกี่ ต.นนทรี ต.บ้านนา ต.นาแขม ต.ลาดตะเคียน ในอำเภอศรีมหาโพธิ ต.กรอกสมบูรณ์ ต.หนองโพรง ต. ศรีมหาโพธิ ต.ท่าตูม ต.หัวหว้า และในพื้นที่ชายเขาใหญ่อำเภอเมือง ต.เนินหอม ต.บ้านพระ ต.ดงขี้หล็ก อำเภอประจันตคาม ต.หนองแก้ว ต.คำโตนด ต.ดงบัง ต.บุฝ้าย อำเภอนาดี ต.สะพานหิน ต.นาดี ต.บุพราหมณ์ ต.ทุ่งโพธิ์ ฯลฯ
2. เพราะ..ต้องการน้ำ ภาคอุตสาหกรรม มีความต้องการใช้น้ำปริมาณมาก จากแผนการสร้างเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเพิ่มในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่-ทับลาน อีก 5 แห่ง ทั้งที่ในปัจจุบันมีเขื่อนอยู่แล้วทั้งหมด 11 แห่ง มีการกักเก็บน้ำ 314.34 ล้าน ลบ.ม. ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อกางแผนที่ชลประทานของเชื่อนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น กลับพบว่าไม่ได้เอื้อให้กับภาคการเกษตรกรรมแต่อย่างใด เช่นในกรณ๊เขื่อนห้วยโสมง ที่ในปัจจุบันระบบชลประทานฝั่งขวายังไม่แล้วเสร็จ เกษตรกรที่อยู่ท้ายเขื่อนยังไม่เคยได้ใช้น้ำ แม้ว่าเขื่อนจะเปิดดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปี 2560 และบางชุมชนในอำเภอบ้านสร้างก็ยังต้องเผชิญปัญหาน้ำเค็มทุกปี ย่อมแสดงให้เห็นว่า น้ำไม่ได้ไหลเข้าสู่ภาคเกษตรกรรมและชุมชนดังำกล่าวอ้าง และหากเขื่อนถูกสร้างในป่ามรดกโลกดงพญาเย็น-เขาใหญ่ นอกจากป่าต้นน้ำจะหายไปกว่า 20,000 ไร่แล้ว ย่อมมีความเสี่ยง ต่อการถูกถอดออกจากการเป็นมรดกโลก และปัญหาที่ตามมาคือ สัตว์ป่าจะออกมายังพื้นทีทำกินของชาวบ้านที่อยู่โดยรอบ สร้างความเสียหายให้แก่ชุมชน เนื่องจากเมื่อป่าถูกทำลาย แหล่งอาหารตามธรรมชาติของสัตว์ป่าลดลง
3. เพราะ..ต้องการตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ต้องการที่ทิ้งขยะ ข้อมูลจากเว็ปไซต์ของกรมโรงงาน ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ระบุว่าปราจีนบุรีมีโรงงานจำนวน 890 ใบอนุญาติ ไม่รวมถึงโรงงานที่ยังไม่แจ้งประกอบการ หยุดชั่วคราวหรือเลิกประกอบกิจการ และมีขนาดตาม พรบ.โรงงาน ฉบับที่ 2 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี 331 โรงงาน และ อ.ศรีมหาโพธิ 380 โรงงาน ส่วนใหญ่เป็นโรงงานประเภท 105, 106 ซึ่งเป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียแทบทั้งสิ้น
ปริมาณผู้บำบัด หรือกำจัดกากอุตสาหกรรมอันตราย และไม่อันตรายในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) ไม่มีความสามารถในการบำบัด หรือกำจัดขยะอุตสาหกรรมอันตรายและไม่อันตราย ที่เกิดขึ้นจริง โดยมีตัวเลขส่วนเกินของกากอุตสาหกรรมอันตรายและไม่อันตราย รวม 3.26 ล้านตันต่อปี มีผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมรวม 8,015 ราย แต่มีผู้รับกำจัดกากอุตสาหกรรมเพียง 703 ราย หรือมีผู้ก่อกำเนิดมากกว่าผู้รับกำจัด = 11.4 เท่าตัว ซึ่งตัวเลขส่วนเกินของกากอุตสาหกรรมที่จะต้องขนส่งเอาไปบำบัด หรือกำจัดตามจังหวัดข้างเคียงพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง) และปราจีนบุรีเองก็พร้อมที่จะรองรับภายใต้การรจัดการของกลุ่มผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
4. เพราะ..ต้องการสิทธิพิเศษ นักลงทุนและภาคอุตสาหกรรมในจังหวัดปราจีนบุรี มีความต้องการสิทธิพิเศษต่างๆ จากการเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เช่น การเปลี่ยนแปลงผังเมืองให้พื้นที่เกษตร/ชุมชนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม การลดหย่อนภาษี สิทธิการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ การนำเข้าแรงงานต่างด้าว การใช้ที่ดินราชพัสดุ สปก. มาทำอุตสาหกรรมได้ ฯลฯ
ปัจจุบันจังหวัดปราจีนบุรี ประสบปัญหาอะไรอยู่
1) โรงงานอุตสาหกรรมมีมากเกินเยียวยา ข้อมูลจากเว็ปไซต์ของกรมโรงงาน ณ วันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ระบุว่าปราจีนบุรีมีโรงงานจำนวน 890 ใบอนุญาติ ไม่รวมถึงโรงงานที่ยังไม่แจ้งประกอบการ หยุดชั่วคราวหรือเลิกประกอบกิจการ และมีขนาดตาม พรบ.โรงงาน ฉบับที่ 2 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ อ.ศรีมหาโพธิ 380 โรงงาน, อ.กบินทร์บุรี 331 โรงงาน ส่วนใหญ่เป็นโรงงานประเภท 105, 106 ซึ่งเป็นโรงงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการของเสียแทบทั้งสิ้น
2) อาณาจักรสารพิษ ในอำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอกบินทร์บุรี มีโรงงานรีไซเคิลที่ผิดกฎหมาย เต็มไปด้วยขยะอันตราย มีการลักลอบฝังกลบ โดย “ทุนจีน” แม้จะมีคำสั่งพักการดำเนินกิจการแล้ว แต่กลับยังดำเนินการต่ออย่างผิดกฎหมาย มีขยะอันตรายสะสมหลายพันตัน ในอำเภอศรีมหาโพธิ ตรวจพบปริมาณสารปรอทสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานในลำคลอง สะท้อนความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน ดิน น้ำ อากาศ อาหาร และสร้างความเสี่ยงด้านสุขภาพ
3) ทุนจีนครองเมือง นายทุนที่เข้ามาลงทุนในปราจีนบุรีทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เป็นทุนจีน ที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับขยะอุตสาหกรรม มีการอำนวยความสะดวกจากกลุ่มผู้มีอิทธิพล โดยมีนายทุนในพื้นที่กว้านซื้อโกดังเก่าที่ถูกทิ้งร้างเลิกกิจการ หรือถูกธนาคารยึด กระจายอยู่ใน 2 อำเภอ คือ กบินทร์บุรี และ ศรีมหาโพธิ พร้อมทั้งดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงารประเภท 105 และ 106 เตรียมไว้ให้ แล้วนายทุนจีนจึงเข้ามาเช่าทำที่คัดแยกขยะและพัฒนาไปสู่การหลอมเศษวัสดุ เมื่อมีการตรวจจับก็จะมีผู้เช่ารายใหม่เข้ามาดำเนินกิจการต่อโดยใช้ใบอนุญาตเดิม และในขณะดียวกันก็จะมีการขออนุญาตโรงงานคัดแยกขยะ และโรงหลอมจำนวนมากแบบถูกฎหมาย โดยการสนับสนุนจากนักการเมืองท้องถิ่น และกลุ่มผู้มีอิทธิพล
4) อุบัติภัยและความสุ่มเสี่ยง เกิดเพลิงใหม้ในโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เกิดไฟไหม้ในโรงงานผลิตซองบรรจุขนม ในตำบลหนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ เกิดกลุ่มควันสารเคมีจำนวนมาก โรงงานเคมีระเบิด เกิดเหตุระเบิดในโรงงานเคมีภัณฑ์ เกิดเหตุถล่มของโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ในนิคม 304 ฯลฯ เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดการบาดเจ็บ เสียชีวิต เจ็บป่วยเรื้อรง ทิ้งแรงงานไทย แรงงานต่างด้าว และชุมชนข้างเคียง
ตัวอย่างความล้มเหลวของ EEC (ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง)
การเปลี่ยนแปลงผังเมือง โดยการนำพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดี ในตำบลเขาดิน อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา การนำพื้นที่ชลประทาน ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เป็นย่านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สำคัญของประเทศ ในจังหวัดชลบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา การนำพื้นที่ติดปากแม่น้ำบางปะกงใน ต.คลองตำหรุ อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ริมแม่น้ำและป่าชายเลนริมทะเล ที่ถูกกำหนดเป็นที่ดินประเภทที่โล่งเพื่อการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ให้สามารถจัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมได้ รวใมไปถึงการนำที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) ตำบลห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พื้นที่โครงการประมาณ 14,619 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจอีอีซีและเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ
จะเกิดอะไรขึ้น? เมื่อจังหวัดปราจีนบุรี เป็น อีอีซี (EEC)
1) ผังเมืองถูกเปลี่ยนแปลง
โดยการตัดสินใจจากส่วนกลาง มีอำนาจจัดทำแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน แผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และระบบสาธารณูปโภค โดยยกเลิกผังเมืองเดิม ดังนั้นพื้นที่เกษตรกรรมอาจถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่อุสาหกรรม หรือการกำหนดให้ที่ดินประเภทชนบทสามารถประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรมได้ โดยละเลยสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชน
2) ที่ดินถูกเปลี่ยนมือ-เข้าถึงยาก
ราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นจากการเก็งกำไรและการเข้ามาของนักลงทุน เกษตรกรจำนวนมากอาจขายที่ดิน เพราะไม่สามารถถือครองต่อได้ รวมไปถึงเกษตรกรที่ต้องเช่าที่ทำกินอาจไม่สามารถเช่าต่อได้จากการปรับเพิ่มอัตราค่าเช่าที่ดิน ทำให้พื้นที่ผลิตอาหารลดลง ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารในอนาคต
3) กิจการท้องถิ่นถูกยึดครอง
การลงทุนหลักอยู่ในมือนักลงทุนขนาดใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ ธุรกิจท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อยแข่งขันได้ยาก ผลประโยชน์ไม่กระจายสู่ชุมชนท้องถิ่น
4) คนท้องถิ่นถูกกดทับ
การนำเข้าแรงงานจำนวนมาก ทำให้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป คนท้องถิ่นและผู้ขาดโอกาสอาจถูกกดทับกลายเป็นพลเมืองชั้นสองในถิ่นตนเอง เกิดการแข่งขันแย่งงาน แย่งทรัพยากรกับแรงงานต่างด้าว เกิดความเสี่ยงปัญหาสังคม เช่น ลักขโมย อาชญากรรม และยาเสพติด เพิ่มขึ้น
5) มลพิษเพิ่มขึ้น
การขยายโรงงานและอุตสาหกรรมเพิ่มภาระต่อสิ่งแวดล้อม มลพิษทางอากาศ น้ำ และ เสียง มีแนวโน้มสูงขึ้น คุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ลดลง
6) ชุมชนล่มสลาย
วิถีชีวิตดั้งเดิมถูกแทนที่ด้วยสังคมอุตสาหกรรม ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนอ่อนแอ ขาดการพึ่งพาอาศัย ภาคเกษตรสูญเสียที่ดิน การย้ายถิ่นฐานเพิ่มขึ้น ทำให้โครงสร้างชุมชนล่มสลาย
ข้อเสนอ ปราจีนบุรี พัฒนาได้ ไม่ต้องการ อีอีซี (EEC) เพียงการหนุนเสริมและจริงใจจากภาครัฐ
1. ปราจีนบุรี แหล่งผลิตอาหาร และ ยารักษาโรค
ด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ ปราจีนบุรีจึงเหมาะสมต่อการทำการเกษตรกรรม เพราะมีต้นทุนทรัพยากร น้ำ-ดินที่ดี มีองค์ความรู้ ความชำนาญ สามารถผลิตอาหาร ยาสมุนไพร ผลผลิตเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปหลากหลาย มีมาตรฐานรับรอง ทั้งความเป็นเมืองสมุนไพร-ผลไม้-เกษตรอินทรีย์ แหล่งผลิตข้าวสายพันธุ์ขึ้นน้ำ แหล่งผลิตไม้ดอก-ไม้ประดับ-ไม้ล้อม-ไม้ผล ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เกษตรแปลงใหญ่ ผลผลิตที่ได้ขึ้นทะเบียน GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) ได้แก่ ทุเรียน ส้มโอ กก (หัตถกรรม) และของดีทั้งกระเฉดชะลูดน้ำ ไผ่ตง ข้าวโพด อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง ฯลฯ รวมถึงฟาร์มกระบือ-โค น้ำนมกระบือ ประมงพื้นบ้าน การเลี้ยงปลา-กุ้ง และกุ้งแม่น้ำที่ขึ้นชื่อ
2. ปราจีนบุรี เมืองแห่งการท่องเที่ยว และบริการ
ปราจีนบุรีมีศักยภาพในการจัดการท่องเที่ยว และบริการที่หลากหลาย อาทิ เช่น การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และ ผจญภัย มีอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญ รวมถึงล่องแก่งหินเพิง น้ำตกธรรมชาติมากมายในอำเภอประจันตคาม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ-การแพทย์แผนไทย ที่ขึ้นชื่อระดับประเทศ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร สวนผลไม้อำเภอเมือง กลุ่มชุมชนเกษตร โฮมสเตย์ชุมชน แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เมืองโบราณสมัยทวาราวดีอายุราว 1,500 ปี รอยพระพุทธบาทคู่ ขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ต้นศรีมหาโพธิ์ อายุกว่า 2,000 ปี แหล่งเรียนรู้ด้านประเพณี วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ชนชนไทยพวนบ้านดงกระทงยาม งานบุญคูณลาน เทศกาลมาฆปูรมีศรีปราจีน พิพิธภัณฑ์สถานปราจีนบุรี พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบางแตน ฯลฯ
3. ปราจีนบุรี มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการท้องถิ่น SME
โดยเน้นการทำงานแบบกลุ่ม-องค์กร-เครือข่าย เพื่อการพัฒนาและต่อยอดศักยภาพ ส่งเสริมอย่างเป็นระบบ เช่น สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มอาชีพ SME รายย่อย ที่มีศักยภาพของจังหวัดปราปราจีนบุรี
4. ปราจีนบุรี เมืองที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจรองรับสังคมผู้สูงวัย และผู้ขาดโอกาส
ปราจีนบุรีมีฐานทรัพยากรกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เอื้อให้ผู้สูงอายุ และผู้ขาดโอกาสสามารถอยู่ได้อย่างมั่นคง ควรหนุนเสริม และพัฒนาเศรษฐกิจไปในทิศทางที่สามารถ ดูแล หรือ “สร้างงาน-สร้างรายได้” ให้กับผู้สูงอายุที่ยังทำงานได้ รวมถึงช่วยเหลือกลุ่มคนที่ขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ ให้มีส่วนร่วมและไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
5. ปราจีนบุรี โครงสร้างพื้นฐานดีได้ ไม่ต้องรอ EEC
หน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น คือ การพัฒนาพื้นที่และอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตของประชาชนให้เหมาะสม เพียงพอ และได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคม สาธารณูปโภค ระบบน้ำ การศึกษา ระบบสาธารณสุข แต่ ณ ปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ กลับมีปัญหาซึ่งเกิดจากการทุจริต คอรัปชั่น ขาดการตรวจสอบ และละเลยการบังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำผิดโดยผู้มีอำนาจหน้าที่

372
อัพเดทล่าสุดเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 30 กันยายน ค.ศ. 2025 แล้ว