ขอให้ระบุในฉลากสินค้าว่าวัตถุดิบมาจากแปลงเพาะปลูกที่ใช้ยาฆ่าหญ้าพาราควอตหรือไม่

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 25,000 คน!


ใช้ก็บอก / ไม่ใช้ก็บอก ...ไม่บอกไม่ได้แล้ว ผู้บริโภคขอสิทธิ์ในการรู้ ก่อนเลือก

ในที่สุดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 คณะกรรมการวัตถุอันตรายก็ได้ลงมติลับๆ 16:5 เสียงโดยไม่เปิดเผยชื่อผู้ลงคะแนนโหวตให้สามารถใช้พาราควอตต่อไป ขัดกับคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ให้ยกเลิกการใช้พาราควอตภายในสิ้นปี 2562 เพิกเฉยต่อข้อมูลทางวิชาการอันหนักแน่นและเสียงเรียกร้องขององค์กรต่างๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเภสัชกรรม แพทยสภา สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปล่อยให้มีการใช้สารพิษร้ายแรงซึ่งคุกคามต่อชีวิตของเกษตรกร ผู้บริโภค และเด็กทารกทุก 1 ใน 2 คนที่จะลืมตามมาดูโลก

จากการศึกษาของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช และนักวิชาการหลายสถาบัน เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยนเรศวร พบการตกค้างของพาราควอตในผักผลไม้ สัตว์ และผลิตภัณฑ์แปรรูป อาทิ คะน้า ตำลึง ชะอม ใบบัวบก ถั่วฝักยาว กระเพรา พริกแดง กะหล่ำปลี สับปะรด กล้วยหอม องุ่น มะละกอ มะพร้าวน้ำหอม ปูนา กบหนอง หอยกาบน้ำจืด ปลากะมัง น้ำดื่ม น้ำปู ในต่างประเทศมีการตรวจพบในน้ำมันมะกอก หอมหัวใหญ่ แครอท เบียร์ แป้ง และอาหารเด็ก

แม้จะมีการอ้างว่าพาราควอตเมื่อลงสู่ดินจะถูกอนุภาคของดินดูดยึดไว้อย่างเหนียวแน่น แต่พาราควอตก็เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีมาก ประกอบกับมีงานวิจัยและข้อมูลทางวิชาการยืนยันว่า ดินสามารถดูดซับพาราควอตได้จำกัด เมื่อมีการใช้สารเคมีต่อเนื่องซ้ำๆหลายปี หรือมีการใช้ในปริมาณมากจะทำให้สารเคมีสะสมจนเกินสภาวะอิ่มตัว จะเกิดการคายซับขึ้น ทำให้พาราควอตถูกชะล้างออกจากดินไปสู่แหล่งน้ำ ส่งผลให้พืชดูดซับสารเคมีเหล่านี้ไปสะสมในลำต้นได้ และเกิดการสะสมของสารเคมีเหล่านี้ในสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ซึ่งสอดคล้องกับหลายงานวิจัยในประเทศไทยที่ยืนยันพบการปนเปื้อนพาราควอตในแหล่งน้ำที่ชี้ให้เห็นว่าดินไม่สามารถดูดซับและยึดเกาะพาราควอตที่ถูกใช้ไว้ได้ทั้งหมด 

ขณะนี้คณะกรรมการวัตถุอันตรายอนุญาตให้ใช้พาราควอตได้ในพืชเศรษฐกิจสำคัญ คือ อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล ซึ่งอ้อยและปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบสำคัญของอาหารจำนวนมาก จึงน่าเป็นห่วงว่าพาราควอตจะแทรกซึมเข้ามาในระบบอาหารของเราผ่านน้ำตาลทรายและน้ำมันปาล์ม

อย่างไรก็ตามเมื่อต้นปี 2561 กลุ่มมิตรผลได้ประกาศว่าไม่สนับสนุนการใช้พาราควอตในอ้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงจุดยืนที่ชัดเจนของผู้ประกอบการ และหากกลุ่มมิตรผลสามารถระบุในฉลากสินค้า เช่น น้ำตาล ได้อย่างชัดเจนว่ามาจากกระบวนการผลิตที่ใช้พาราควอตหรือไม่ใช้พาราควอต ก็จะทำให้ผู้บริโภคเลือกสนับสนุนสินค้าจากกระบวนการผลิตที่พึงประสงค์ได้

ดังนั้น พวกเราทุกคนในฐานะผู้บริโภค จึงขอเรียกร้องให้บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด และผู้ประกอบการอื่นๆ เช่น 1) กลุ่มธุรกิจน้ำตาลทราย ได้แก่ บริษัท น้ำตาลวังขนาย จำกัด กลุ่มบริษัทน้ำตาลไทยรุ่งเรือง บริษัท น้ำตาลไทยเอกลักษณ์ จำกัด บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) 2) กลุ่มธุรกิจน้ำมันปาล์ม ได้แก่ บริษัท มรกต อินดัสตรี้ส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ล่ำ สูง (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ชุมพร อุตสาหกรรม น้ำมัน ปาล์ม จำกัด 3) กลุ่มธุรกิจอาหาร ได้แก่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยฮา จำกัด (มหาชน) 4) กลุ่มธุรกิจค้าปลีก ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด และผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตรและอาหารอื่นๆ ให้ความสำคัญและระบุในฉลากสินค้าว่าผลผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารที่ท่านจัดจำหน่าย มีการใช้วัตถุดิบจากแหล่งเพาะปลูก หรือผู้ผลิตที่มีการใช้พาราควอตหรือไม่ เพื่อที่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามที่ต้องการ

ที่มาข้อมูลวิชาการ: https://bit.ly/2SLKirC