ปิดแคมเปญรณรงค์

หยุดต่ออายุเหมือง ต่อลมหายใจชาวบ้าน

แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 20,928 คน


 

 “23 กิโลเมตร” คือระยะทางที่เหมืองทองคำจังหวัดพิจิตรตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำน่าน ซึ่งแม่น้ำน่านไหลลงแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสัดส่วน 43% ของแม่น้ำทั้งหมด และ 70% ของแม่น้ำเจ้าพระยาถูกใช้ในการอุปโภคบริโภค สายน้ำเดียวกันนี้ยังเดินทางต่อไป... สิ่งที่เกิดขึ้นที่เหมืองทองคำที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้จึงอาจไม่ไกลตัวเราเท่าที่คิด

นาทีนี้บริษัทเหมืองแร่ทองคำพิจิตร กำลังล่ารายชื่อเพื่อขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบโรงประกอบโลหกรรมเหมืองทองคำซึ่งกำลังจะหมด อายุลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 นี้ ขณะที่ผลกระทบจากเหมืองทองคำแห่งนี้ยังไม่จางไป  จากรายงานผลตรวจเลือดครั้งล่าสุดของประชาชน 1,004 คนรอบเหมือง พบว่า ผู้ใหญ่  55% และเด็ก 63 % มีสารโลหะหนักปนเปื้อนในเลือด  และเมื่อราวต้นเดือนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทองคำ ในจังหวัดพิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ได้เดินทางมาส่งหนังสือคัดค้านการต่ออายุเหมืองกับ นายกรัฐมนตรี แต่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐกันไว้ไม่ให้ออกนอกพื้นที่

ทำไมชาวบ้านต้องไปคัดค้าน?

นี่อาจเป็นเรื่องเดิมซ้ำๆ ที่เราต่างได้ยินนับครั้งไม่ถ้วน ชาวบ้านทะเลาะกับรัฐ ทะเลาะกับนายทุน เพราะเรื่องการจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อม หรือหากใครสนใจเพิ่มขึ้นมานิดหนึ่งอาจได้เห็นเหตุการณ์ทำนองนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

เป็นเรื่องน่ายินดีทางเศรษฐกิจหากเราค้นพบว่าใต้ผืนดินที่เราอยู่นี้ มีทรัพยากรอันล้ำค่าแทรกซึมอยู่ แต่หากการนำทรัพยากรเหล่านั้นขึ้นมาหมายถึงการทำร้ายเจ้าของบ้าน ทำลายชุมชนที่เราอยู่ สิ่งนั้นจะมีประโยชน์ได้อย่างไร ในเมื่อทรัพยากรที่มีค่าที่สุด คือชีวิตของคนที่เรา รัก น้ำที่สะอาดที่จะให้เราดื่มกิน และอากาศ หายใจ คุณอาจมีคำถาม ว่า “แร่ทองคำใช้ทำอะไร” แร่ทองคำจำนวนหนึ่งนอกจากจะแปรรูปเป็น ทองรูปพรรณและทองคำแท่งแล้ว ส่วนหนึ่งจะถูกแปรรูปเป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือหรือแทปเล็ต ใกล้ตัวคุณ

“ตัวเองมีสารปนเปื้อนนั้นไม่เป็นไรนัก แต่ลูกยังเด็กยังมีอนาคตอีก ไกล เราไม่รู้ว่าอนาคตเขาจะเจออะไรอีกบ้าง ยังสงสัยอยู่ว่าตอนท้องลูก คนที่สองแล้วแท้งก่อนจะมีลูกคนเล็ก เป็นเพราะสารพิษหรือเปล่าเพราะ เราไม่เคยไปตรวจ พอมาครั้งนี้ตรวจ 700 กว่าคน ส่วนมากพบสารแมงกานีสเราก็ตกใจ ยิ่งเจอกับลูกยิ่งนอนไม่หลับ อยากให้รัฐบาลระงับ เหมืองลงสักที” (ที่มา:http://transbordernews.in.th/home/?p=6591 สายฝน เผยกลิ่น ชาวบ้านรอบเหมืองรายหนึ่งกล่าวถึงผลการตรวจเลือดครั้งก่อนหน้าที่พบแมงกานีส สารโลหะหนักซึ่งมีผลการวิจัยรองรับชัดเจนว่าส่งผลอันตรายต่อระบบการควบคุมกล้ามเนื้อและสมองของมนุษย์

ตั้งแต่เหมืองเปิดทำการภายในระยะเวลา 10 ปี มีผู้แสดงอาการเจ็บป่วยหลายร้อยราย และมียอดคนเสียชีวิตรอบเหมืองมากมาย เฉพาะปี 2558 ปีเดียวมีผู้เสียชีวิต 30 กว่าราย ชุมชนที่แต่เดิมทำอาชีพเกษตรเป็นหลัก ขณะนี้ล่มสลาย เพราะไม่มีความปลอดภัยใดๆ ในดิน น้ำ อากาศ โรงเรียนที่เคยเป็นที่เรียนของเด็กๆ 3 จังหวัดกลายเป็นโรงเรียนร้าง ชาวบ้านมากมายล้มป่วยด้วยโรคมะเร็ง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ฯลฯ และมีค่าสารโลหะหนักในกระแสเลือดสูงลิ่วเกินกว่ามาตรฐาน และสถานการณ์ล่าสุดในปี 2559 พบว่าเด็กๆ ที่เกิดมาในช่วงที่มีเหมือง มีผลการแบ่งเซลล์ของ DNA ผิดปกติ

เหมืองทองคำแห่งนี้มีบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย และถูกจัดอันดับจาก World Gold Council เป็น “low cost leading Asia-Pacific gold producer” หรือเหมืองต้นทุนต่ำ กล่าวคือไม่ต้องใช้เทคโนโลยีราคาสูงทำเหมือง เป็นเหมืองแบบเปิดหน้าดินโล่ง ฝุ่นผงจากเหมืองที่มีสารโลหะหนักเจือปนฟุ้งขึ้นไปในอากาศได้ โดยใช้ไซยาไนด์ซึ่งเป็นสารพิษรุนแรงถึงปีละ 150,000 กิโลกรัมเพื่อสกัดทอง นอกจากนี้ยังไม่ต้องเสียภาษี เพราะได้รับยกเว้น BOI 16 ปี ทองคำราว 59 ตัน และเงินราว 300 ตันที่ขุดได้ทั้งหมดตั้งแต่ระยะเวลาเปิดเหมืองมา 10 ปี รายได้ตกเป็นของบริษัทสัญชาติออสเตรเลียซึ่งส่งทองและเงินเหล่านี้ไปขายต่างประเทศ  โดยเสียค่าภาคหลวงแร่ให้ไทยเพียง 6.6 % การทำเหมืองต้นทุนต่ำ (แต่กำไรสูง) เช่นนี้เป็นการผลักภาระให้ชีวิต และสิ่งแวดล้อมของประชาชนเจ้าของประเทศซึ่งหลายประเทศไม่ยอมรับการทำเหมืองด้วยวิธีนี้อีกแล้ว

เราไม่อาจเข้าถึงทุกปัญหาที่เกิดขึ้นได้ในทุกๆ ที่ แต่เราช่วยกันเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจยอมให้ชาวบ้าน จ.พิจิตร จ.พิษณุโลก และ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการทำเหมือง ได้มีส่วนรวมตัดสินใจพิจารณากรณีขอต่ออายุการเข้าทำประโยชน์ใน พื้นที่ซึ่งเป็น “บ้าน” ของพวกเขา และเปิดเผยกระบวนการขอดำเนินการ ให้ชาวบ้านรับรู้ทุกขั้นตอน รวมไปถึงเรียกร้องให้อย่านำเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจมากดดันชาวบ้าน  

ข้อมูลสำคัญอีกส่วนที่เราอยากให้คุณได้รู้คือ เหมืองแห่งนี้เป็นเหมืองที่ผิดกฎหมายมาตั้งแต่ต้นเพราะได้ก่อสร้างก่อนที่จะได้รับใบ อนุญาตและก่อนได้รับความเห็นชอบของรายงานประเมินผลกระทบทาง สุขภาพและสังคม (EHIA) ชาวบ้านได้ฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลก และศาลมีคำพิพากษาชั้นต้นไปแล้วว่าให้เพิกถอนใบอนุญาตโรงประ กอบโลหกรรม แต่เหมืองก็ยังอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเปิดดำเนิน กิจการเรื่อยมา...เท่ากับกว่า “กฎหมาย” ที่ใช้ปกป้องสิทธิคนไทยอย่าง เราก็มีค่าเป็นเพียงตัวอักษรในกระดาษเท่านั้น

โปรดช่วยกันคัดค้านการต่ออายุเหมือง เพื่อต่อลมหายใจชาวบ้าน และสร้างบรรทัดฐานในการได้รับความคุ้มครองทั้งในชีวิต ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อมของคนไทยทั้งในวันนี้และในอนาคต คุณทำได้

 

 



FriendZone กำลังรอให้คุณช่วย

FriendZone อยากให้คุณช่วยสนับสนุนแคมเปญ«นายกรัฐมนตรี : หยุดต่ออายุเหมือง ต่อลมหายใจชาวบ้าน» คุณสามารถร่วมกับ FriendZone และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 20,927 คน ได้แล้วตอนนี้เลย