ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 50,000 คน!


รณรงค์ใหม่ในปี 2560 ขอ 5 หมื่นชื่อ เพื่อให้ผลักดันให้เป็นจริง

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2558 ดิฉันได้นำรายชื่อของประชาชนจำนวน 3.3 หมื่นรายชื่อ ที่ลงชื่อสนับสนุนให้แก้ไขปัญหาค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชน ผ่านแคมเปญของ Change.org ไปยื่นต่อท่านที่ทำเนียบรัฐบาล ผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งท่านได้มีบัญชาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยด่วนแล้วนั้น

การแก้ไขปัญหาประสบความสำเร็จเพียงเรื่องเดียว คือเรื่องเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่ (UCEP)” ไปเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 โดยมีกฎหมายรองรับ ซึ่งได้รับความพึงพอใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก 

แต่ในส่วนที่ประชาชนเรียกร้องให้ตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล" ยังไม่มีความคืบหน้า ปัจจุบันยังไม่มีกลไกหลักที่เป็นหนึ่งเดียวให้ประชาชนได้พึ่งพา เมื่อต้องการตรวจสอบว่า ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ฯลฯ นั้นถูกต้องสมเหตุสมผลหรือไม่  ยังต้องร้องเรียนไปหลายหน่วยงาน เช่นแพทยสภา, กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์,  สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.), สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)ฯลฯ  

กรณีที่ประชาชนถูกโรงพยาบาลยื่นโนติสต์หรือฟ้องให้ชำระค่ารักษาพยาบาล  ประชาชนเสียเปรียบเนื่องจากได้เซ็นยินยอมรับชำระค่ารักษาไปตั้งแต่ต้นแล้ว ขณะที่กระบวนการตรวจสอบที่ร้องเรียนไปหลายหน่วยงาน ก็ใช้ระยะเวลานานและไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ

จึงเรียนมา เพื่อขอท่านได้โปรดพิจารณาเร่งรัด ให้มีการตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล" ดังกล่าว เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และเพื่อลดความขัดแย้งในสังคมต่อไป

ขอแสดงความนับถืออย่างสููง
(นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา)
ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์

-----

ข้างล่างนี้เป็นเนื้อหารณรงค์ในปี 2558

เคยคิดไหมว่า วันหนึ่งหากตัวเราและคนที่เรารักต้องเจ็บป่วยฉุกเฉิน เช่น ประสบอุบัติเหตุรถชน แต่รพ.รัฐบาลตามสิทธิอยู่ไกล กว่าจะไปถึงอาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต และจำเป็นต้องเข้ารพ.เอกชนที่ใกล้ที่สุด

คำถามคือ สู้ราคาที่ต่อรองไม่ได้ได้ไหม ทุกรายการในบิลตรวจสอบไม่ได้ หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบค่ารักษารพ.เอกชนโดยตรงไม่มี เมื่ออยากย้ายรพ.แต่เตียง ICU เต็มทุกที่ จำต้องอยู่รพ.เดิม เรามีเงินเก็บและทรัพย์สินอยู่เท่าไหร่ ลูกหลานมีเงินพอไหม มีใครพร้อมเซ็นรับสภาพหนี้บ้าง พร้อมรับหมายศาลเมื่อถูกฟ้องเรียกค่ารักษาหรือยัง

คำว่า "ธุรกิจ" เมื่อมีการลงทุนก็ต้องมีการทำกำไรไม่เว้น "ธุรกิจรพ.เอกชน" แต่ปชช.ควรมีสิทธิตรวจสอบว่าราคาสมเหตุสมผลไหม หลายคนหายจากโรคแต่ต้องช็อคเพราะค่ารักษาพยาบาล หลายรายต้องผ่อนจ่าย หรือแปลงโฉนดที่ดินไปเป็นค่ารักษา

กรณีตัวอย่าง

1.ผู้ป่วยชายมีอาการเจ็บหน้าอก เข้ารพ.เอกชนที่โฆษณาว่ามีหมอโรคหัวใจ 24 ชั่วโมง แต่นอนรอตั้งแต่สองทุ่มถึง 8 โมงเช้า ไม่มีหมอหัวใจมาตรวจ ผู้ป่วยเสียชีวิต ต่อมาญาติฟ้องรพ.เอกชนแห่งนั้น  จึงมีการตรวจสอบบิลค่ารักษา พบว่าทางรพ.เก็บค่าอะดรีนาลีนเพื่อกระตุ้นหัวใจ 148 หลอด ราคา 29,600 บาท  ในเวชระเบียนระบุว่าใช้ 30 หลอด  ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจไปเบิกความว่า อะดรีนาลีนนั้นใช้ได้ไม่เกิน 2 หลอด/ ชั่วโมง ถ้าใช้เกินคนไข้จะเสียชีวิต  ความจริงคือช่วงที่แพทย์สั่งให้อะดรีนาลีนทางโทรศัพท์ใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง ดังนั้นการใช้อะดรีนาลีนไม่น่าจะเกิน 10 หลอด ต้นทุนในปีที่เกิดหตุนั้นหลอดละประมาน 3 บาทเท่านั้น

2.ผู้ป่วยหญิงรายหนึ่งเล่าว่า เธอและสามีต้องไปหาหมอรพ.เอกชนทุก 3 เดือน ค่ายาแต่ละครั้ง 5-6 หมื่นบาทต่อคน เธอและสามีก้มหน้าก้มตาจ่าย ครั้งล่าสุดหมอจ่ายยาให้สามีเธอสำหรับ 3 เดือน เป็นเงินถึง 9.8 หมื่นบาท เรียกว่าเกือบหนึ่งแสน เธอตกใจมาก จึงไปสอบถามร้านยาว่า ยาลดไขมัน Ezetrol เม็ดละเท่าไร ร้านยาบอกว่า 50 บาท ขณะที่รพ.เอกชนแห่งนั้นขายเม็ดละ 117 บาท และยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะ Nexium40mg ที่ร้านยาขายเม็ดละ 55.75 บาท แต่รพ.เอกชนขายเม็ดละ 156 บาท เมื่อเธอศึกษาพบว่าราคายาที่ต้องจ่าย 9.8 หมื่นบาท ราคากลางที่กระทรวงสธ.กำหนดเพียง 3 หมื่นกว่าบาท สรุปแล้วเธอต้องจ่ายแพงขึ้นถึง 6 หมื่นกว่าบาท

พวกเราบ่นกันมานานมากแล้ว ทางรพ.เอกชนก็มักโต้แย้งว่าต้นทุนสูง รัฐไม่ได้เข้ามาดูแล  ประชาชนสามารถเลือกได้ที่จะไม่เข้ารพ.เอกชน  แต่เวลาเจ็บป่วยฉุกเฉินขึ้นมาเราไม่สามารถเลือกโรงพยาบาลได้

ความเป็นธรรมไม่ได้มาด้วยการบ่น ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันแสดงพลัง ด้วยการลงชื่อหนุนให้มีการตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบค่ารักษาสถานพยาบาลเอกชน" ขึ้นเป็นครั้งแรกของประเทศไทย  เพือตัวเราและเพื่อลูกหลานเราในวันข้างหน้า 

นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ทางเครือข่ายฯ ได้พูดคุยกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องและพบว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และควรจะเกิดขึ้น

19 เมษายน 2558

เรียน นายกรัฐมนตรี

สืบเนื่องจากเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ได้ก่อตั้งมานาน 13 ปี รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ป่วยและญาติจำนวนมาก เกี่ยวกับการคิดค่ารักษาพยาบาลที่สูงเกินจริงของโรงพยาบาลเอกชน แต่กลับไม่มีหน่วยงานใดที่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเหล่านั้นโดยตรง 

เครือข่ายฯ เห็นว่าหากมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่ายโดยตรง จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนรวมอย่างยิ่ง

จึงเรียนมา เพื่อขอท่านโปรดพิจารณาสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวม จักเป็นพระคุณยิ่ง

ขอแสดงความนับถืออย่างสููง
(นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา)
ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์



วันนี้ – ปรียนันท์ นับที่ความช่วยเหลือของคุณ!

ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา อยากให้คุณช่วยสนับสนุนแคมเปญ«นายกรัฐมนตรี: ขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบค่ารักษาพยาบาล» คุณสามารถร่วมกับ ปรียนันท์ และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 48,375 คน ได้แล้วตอนนี้เลย