Petition updateเพื่อความโปร่งใส หยุดขายเกินราคา นำเงินมาพัฒนาสังคม
เครือข่ายประชาชนปฎิรูปสลาก เสนอ "7 ข้อเสนอ" เพื่อปลดล็อคสลากไทยออกจากวังวน

เครือข่ายประชาชน ปฎิรูปสลากsurin, Thailand
Aug 1, 2014
7ข้อเสนอ "ปรับ 5 เปลี่ยน 2" ปลดล็อคสลากไทยออกจากวังวน
ข้อเสนอแนวทาง การจัดการปัญหากิจการสลาก โดยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปสลาก เครือข่ายรณรงค์หยุดพนัน เครือข่ายครอบครัว เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน โดยการสนับสนุนทางวิชาการจาก ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการสลากในประเทศไทย ของวุฒิสภา แบ่งเป็น แนวทางระยะสั้น 5 ประการ (ปรับ 5) เพื่อแก้ปัญหาสลากแพง และบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ค้าสลากรายย่อย และแนวทางระยะยาว 2 ประการ (เปลี่ยน 2) เพื่อปฏิรูปกิจการสลากทั้งระบบ ดังนี้
• แนวทางระยะสั้น – “ปรับ5”
1. ปรับราคาขายให้ได้ทั้งสองฝ่าย
ให้ปรับราคาขายสลากเป็นใบละ 50 บาท หรือจากคู่ละ 80 บาท เป็นคู่ละ 100 บาท เนื่องจากราคาที่ขายในปัจจุบันใบละ 40 บาทเป็นราคาที่ใช้มานานและเป็นราคาที่มีส่วนต่างกำไรให้แก่ผู้ค้ารายย่อยเพียงประมาณใบละ 5.60 บาท ในขณะที่ภาวะค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงไปมาก ขณะที่ราคานี้ก็น่าจะเป็นราคาที่ผู้บริโภคยอมรับได้ เพราะในความเป็นจริงที่ผ่านมาโดยส่วนใหญ่ผู้บริโภคต้องจำยอมซื้อในราคาที่แพงกว่าคู่ละ 100 บาทอยู่แล้ว ฉะนั้น การปรับราคามาที่คู่ละ 100 บาท จึงเป็นทั้งการเพิ่มส่วนต่างให้ผู้ค้ารายย่อยและลดราคาจริงในการซื้อให้แก่ผู้บริโภคด้วย
และเสนอให้ไม่อนุญาตให้มีการจัดชุดสลากเลขเหมือน เพราะจะเป็นข้ออ้างให้เกิดการขายเกินราคา และมีความพัวพันกับกระบวนการสร้างข่าวเลขเด็ด อันเป็นความเชื่อมโยงมาสู่ความเชื่อเรื่อง “หวยล็อค” ตามมา
2. ปรับจำนวนรางวัล
หากปรับราคาขายสลากเป็นใบละ 50 บาทตามข้อเสนอแรก จะทำให้มีเงินรางวัลเพิ่มขึ้นทั้งหมดอีก 300 ล้านบาท ให้นำเงินมาเพิ่มจำนวนรางวัลให้ผู้ซื้อมีโอกาสถูกรางวัลมากขึ้น โดยมีข้อเสนอ 2 แนวทาง ดังนี้
• แนวทางที่1 เพิ่มการออกรางวัลที่ 4 รางวัลที่ 5 และรางวัลเลขท้าย 3 ตัว คือ
รางวัลที่ 4 เดิมมี 50 รางวัล เพิ่มเป็น 100 รางวัล
รางวัลที่ 5 เดิมมี 100 รางวัล เพิ่มเป็น 200 รางวัล และ
รางวัลเลขท้าย 3 ตัว เดิมมี 4,000 รางวัล (จากการหมุน 4 ครั้ง) เพิ่มเป็น 6,000 รางวัล (จากการหมุน 6 ครั้ง) รวมเป็นจำนวนรางวัลที่เพิ่มขึ้น 2,150 รางวัล
• แนวทางที่2 เพิ่มการออกรางวัลเลขท้าย 3 ตัวเป็น 7,000 รางวัล (จากการหมุน 7 ครั้ง
รวมเป็นจำนวนรางวัลที่เพิ่มขึ้น 3,000 รางวัล
และเสนอให้ยกเลิกการออกรางวัลที่ 1 พิเศษที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งมีลักษณะเป็นรางวัล “แจ๊คพอต” ซึ่งเข้าข่ายเป็นการทำการตลาดเชิงรุก และสอดรับการจัดชุดสลากของ "พ่อค้าคนกลาง" และให้นำเงินจำนวนนี้เพิ่มให้กับรางวัลที่ 1 ของทุกชุด จากเดิมรางวัลละ 2 ล้านบาท เป็นรางวัลละ 3 ล้านบาท เพื่อให้เกิดระบบการจัดสรรรางวัลในแนวทางเดียวกับสลากบำรุงการกุศล
3. ปรับลดค่าบริหารจัดการของสำนักงานสลากฯ
ให้ปรับลดค่าบริหารจัดการของสำนักงาน จากส่วนแบ่งร้อยละ 3 ของรายได้จากการขายสลากในแต่ละงวด ให้เหลือร้อยละ 2 แล้วนำเงินส่วนที่ปรับลดลงนี้ (ร้อยละ 1) ไปจัดสรรเพิ่มส่วนแบ่งให้กับผู้ค้าสลากรายย่อย
4. ปรับเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ให้ผู้ค้ารายย่อย
นำเงินส่วนที่ปรับลดค่าบริหารจัดการของสำนักงานสลาก มาเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ให้ผู้ค้าสลากรายย่อย โดยเพิ่มส่วนลดที่มีให้แก่ผู้ค้ารายย่อยจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 8 พร้อมกับปรับระบบการจัดสรรโควตาให้ผู้ค้าสลากรายย่อยแต่ละราย ได้รับการจัดสรรสลากไม่น้อยกว่าคนละ 10 เล่มใหญ่ (หรือ 20 เล่มเล็ก) เพื่อทำให้ผู้ค้าสลากรายย่อยแต่ละรายมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพเทียบเท่ากับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ
5. ปรับกระบวนการจัดสรรโควตาและการกระจายสลาก
ให้ปรับกระบวนการจัดสรรโควตา โดยมุ่งจัดสรรโควตาสลากให้กับ 2 กลุ่ม คือ
หนึ่ง กลุ่มผู้ค้ารายย่อยหรือประชาชนทั่วไป โดยเสนอให้จำกัดอาชีพค้าสลากให้แก่กลุ่ม ผู้ยากลำบาก เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุที่ไม่มีบำนาญ และผู้มีรายได้น้อย ทั้งนี้โดยมีการสำรวจและขึ้นทะเบียนผู้จำหน่ายสลาก การกำหนดจุดจำหน่ายให้ผู้ค้ารายย่อยทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การจัดสรรโควตาให้ถึงมือผู้ค้ารายย่อยอย่างแท้จริง
สอง องค์กรการกุศล ที่ดำเนินงานเพื่อสาธารณะประโยชน์ และมีกิจกรรมการค้าสลากจริง โดยกำหนดให้องค์กรการกุศลที่ได้โควตาต้องเสนอแผนการกระจายสลากไปยังสมาชิกที่เป็นเครือข่ายผู้จำหน่ายสลากรายย่อย ที่ควรได้รับโควตา และต้องจัดทำรายงานการดำเนินงานประจำปีขององค์กรที่พร้อมเปิดเผยต่อสาธารณะด้วย
และปรับกระบวนการกระจายสลากโดยกองสลากเป็นผู้กระจายสลากเอง ไม่ต้องอาศัยพ่อค้าคนกลาง โดยใช้ “คลังจังหวัด” ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงการคลังด้วยกันเป็นกลไกการกระจาย โดยให้ผู้ค้ารายย่อยมารับสลากได้ที่คลังจังหวัด และมีข้อกำหนดที่ป้องกันไม่ให้เกิดการขายช่วงสลากให้แก่ผู้อื่น อันจะนำมาสู่การเกิดผู้ค้ารายใหญ่ ที่นำสลากไปรวมชุด การปั่นราคาสลากให้แพง
แนวทางระยะสั้นทั้ง 5 ประการ เป็นแนวทางที่โดยส่วนใหญ่สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแก้กฎหมาย พรบ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 อย่างไรก็ตาม แนวทางระยะสั้นเหล่านี้ จะช่วยแก้ปัญหาได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น หากไม่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่สำคัญ ก็ไม่แน่ใจว่าสักวันหนึ่งปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้นในวงการการค้าสลากจะกลับคืนมาอีกหรือไม่ ทั้งการขายสลากเกินราคา หรือการกลับมาของผู้ค้ารายใหญ่ ซึ่งอาจเกี่ยวพันกับความไม่โปร่งใสของกระบวนการดำเนินการของสำนักงานสลากฯ
• แนวทางระยะยาว – “เปลี่ยน 2”
1. เปลี่ยนเป็นกิจการสลากเพื่อสังคม
เปลี่ยนปรัชญาหรือเป้าหมายการออกสลาก จากการหารายได้เข้ารัฐมาเป็น "สลากเพื่อสังคม" ไม่ตั้งเป้าหมายที่จะจำหน่ายสลากให้ได้มากๆหรือมุ่งแต่ทำกำไร โดยการยกเลิก พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 และให้มีกฎหมายว่าด้วยกิจการสลากเพื่อสังคม ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
หนึ่ง เปลี่ยนสัดส่วนการจัดสรรรายได้จากการจำหน่ายสลาก
o คงสัดส่วนเงินรางวัลร้อยละ 60 แต่เพิ่มจำนวนรางวัลกรณีที่มีการขึ้นราคาสลาก
o ปรับลดเงินส่งเข้ารัฐจากร้อยละ 28 เหลือร้อยละ 10 ซึ่งถือเป็นการจัดเก็บภาษีและอากรในอัตราปกติ
o ส่วนเงินที่ปรับลดลงไปร้อยละ 18 ให้นำไปจัดสรร ดังนี้
ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 จัดสรรสู่กองทุนต่างๆ เพื่อคืนกำไรให้กับสังคม ดังนี้ หนึ่ง กองทุนส่งเสริมการพัฒนาภาคประชาสังคม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรภาคประชาสังคมต่างๆ
สอง กองทุนตามกลุ่มประชากร (เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และสวัสดิการสังคม) ในความรับผิดชอบของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สาม กองทุนตามกฎหมายต่างๆ เช่น กองทุนพัฒนากีฬา กองทุนส่งเสริมวัฒนธรรม กองทุนด้านการศึกษา ฯลฯ
ร้อยละ 3 จัดสรรเป็นกองทุนรับซื้อคืนและสวัสดิการเพื่อผู้ค้ารายย่อย เพื่อนำเงินไปใช้ในการรับซื้อคืนสลากที่จำหน่ายไม่หมด อันจะช่วยทำให้กิจการสลากไม่จำเป็นต้องมีคนกลาง และเพื่อนำไปให้กู้ยืมหรือจัดสวัสดิการให้ผู้ค้าสลากรายย่อย และนำไปสนับสนุนกิจกรรมลดละเลิกและลดผลกระทบจากการพนัน
สอง เปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการสลาก เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล ควรแบ่งโครงสร้างการบริหารจัดการออกเป็น 3 ส่วน และแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ออกจากกันอย่างชัดเจน มีกระบวนการสรรหาที่เปิดกว้าง โปร่งใส กำหนดวาระการดำรงตำแหน่งชัดเจน และต้องแสดงชัดว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ประกอบด้วย ด้านการกำกับกิจการสลาก (Lottery Regulation) ด้านการบริหารกิจการสลาก (Lottery Operation) และด้านการบริหารกองทุน (Lottery Grant)
2. เปลี่ยนเป็นกิจการต้นแบบของการควบคุมการพนัน
ยึดมั่นในหลักการของการควบคุมการพนัน เพื่อเป็นกิจการต้นแบบแก่สังคม ที่ในอนาคตอาจมีกิจการพนันใหม่ๆ ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเกิดขึ้นในสังคมไทย ดังนี้
หนึ่ง การดำเนินงานต้องมีความเป็นธรรม โปร่งใส ไม่มีการฉ้อโกง และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ดังนี้
การออกใบอนุญาต การจัดสรรโควตาต่างๆ ต้องโปร่งใส เป็นธรรม
มีการควบคุมปริมาณผลิตภัณฑ์ การจะเพิ่มปริมาณสลาก หรือเพิ่มผลิตภัณฑ์สลากประเภทใหม่ จะต้องผ่านการอนุมัติของกรรมการกำกับกิจการ (Lottery Regulator) โดยกำหนดให้ต้องมีการศึกษาผลกระทบทางสังคมจากสถาบันที่เป็นกลาง ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียทางสังคม เป็นต้น
กำหนดสถานที่ตั้งให้อยู่เป็นที่เป็นทาง โดยการจำกัดผู้ขาย การกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียน และกำหนดจุดขายที่ชัดเจน ไม่อนุญาตให้มีการเร่ขาย หากฝ่าฝืนหรือกระทำผิดให้ยึดใบอนุญาต
ห้ามส่งเสริมการขาย เช่น ห้ามจัดชุด ห้ามโฆษณา รวมทั้งการออกข่าวในทำนองชี้แนะเลขเด็ด การให้ข้อมูลผู้ถูกรางวัลต่างๆ ที่สนับสนุนให้เกิดความต้องการซื้อสลาก รวมทั้งการออกรางวัล “แจ๊คพ็อต” ที่เป็นการยั่วยุให้เกิดการเล่นพนันเกินกว่าเหตุด้วย
และอื่นๆ
สอง กีดกันกลุ่มอิทธิพลที่เข้ามาแอบแฝง เช่น การขจัดคนกลางไม่ให้เข้ามาเกี่ยวข้อง อันอาจนำไปสู่การก่อตัวเป็นผู้ค้ารายใหญ่ ที่มีอิทธิพลเหนือตลาด และมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคา
สาม คุ้มครองเด็กและเยาวชน รวมทั้งกลุ่มผู้อ่อนไหว จากการถูกการพนันทำให้เสียหาย หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ เช่น ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีเกี่ยวข้องกับกระบวนการซื้อขายสลาก เป็นต้น
สี่ รายได้จากกิจการพนันต้องนำมาพัฒนาสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาสนับสนุนทุนทางสังคมต่างๆ รวมทั้งการจัดตั้ง “กองทุนลดละเลิกพนัน” เพื่อให้มีการศึกษาวิจัย การรณรงค์ป้องกันปัญหา และการเยียวยาผู้เสพติดการพนัน รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดจากการเล่นพนัน
Copy link
WhatsApp
Facebook
Nextdoor
Email
X