

ตามที่มีการแชร์เอกสารบนหน้าเว็บไซต์ราชกิจจาฯ กำหนดให้ผ้าอนามัยชนิดสอดจัดเป็นเครื่องสำอาง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2564 แล้วก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะทำให้มีการ ‘ขึ้นราคา’ ผ้าอนามัยแบบสอดหรือไม่ เพราะถ้าจัดเป็นเครื่องสำอาง ซึ่งถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย อัตราภาษีจะอยู่ที่ 30%
จนได้รับคำชี้แจงว่าจริงๆ แล้วประกาศนี้ เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนเชิงเทคนิคทางกฎหมาย เพราะผ้าอนามัยแบบสอดเคยถูกถอดออกออกจากการเปลี่ยนคำนิยาม แต่มีการเปลี่ยนอีกครั้ง จึงต้องออกประกาศใหม่ ...ดังนั้น ภาษีผ้าอนามัยจะยังคงเก็บแบบเดิมอยู่ที่ 7% เหมือนสินค้าอื่นๆ และมีการมาบอกว่าอย่าเพิ่งตื่นตระหนกและดราม่าไปซะทุกเรื่อง....
แต่ความจริงก็คือ การเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคกฎหมายครั้งนี้ ดันไปขุดปมรากฐานของปัญหาที่ว่า ถ้าผ้าอนามัยเป็นของจำเป็นต่อผู้หญิง ทำไมรัฐไม่ทำให้มันเข้าถึงได้ง่ายๆ ทำไมไม่แจกเป็นสวัสดิการ ทำไมไม่ยกเลิกภาษี ทำไมไม่เข้าไปควบคุมราคา ทำไมไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อ support ตรงจุดนี้
เพราะ “ปฏิเสธไม่ได้ว่ารัฐมักจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการส่งเสริมการมีบุตร ผ่านนโยบายประชากร รัฐก็ควรจะตระหน้าถึงหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อการเข้าถึงทางเลือกในการเข้าถึงอนามัยด้วยราคาที่เป็นธรรม ไม่ใช่ว่ารัฐจะจัดเก็บภาษีทุกครั้งที่เราเป็นประจำเดือน” - Romyen Kosaikanont
เมื่อสองปีที่แล้วเราเคยนำประเด็นนี้ไปปรึกษากับทางกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรีฯ มาวันนี้เราเลยขอชวนทุกท่านร่วมกันแชร์แคมเปญ www.Change.org/FreePeriodsTH เพื่อส่งเสียงทวงถามทางกรรมาธิการฯ ว่ามีความคืบหน้าอย่างไรแล้วบ้าง