กำหนดโทษสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ไม่ทำตามระเบียบการหักเงินเดือนปี 51 และละเลยคำพิพากษาศาลปกครอง


กำหนดโทษสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ไม่ทำตามระเบียบการหักเงินเดือนปี 51 และละเลยคำพิพากษาศาลปกครอง
ประเด็นรณรงค์
การที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไม่ดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนปี พศ.2551 และคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ส่งผลกระทบอย่างกว้างไกลต่อเพื่อนครูทั่วประเทศในอย่างน้อย 3 มิติ
(1) ครูไม่เหลือเงินเดือน 30% สำหรับใช้ดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหนี้บัตรเครดิต และหนี้นอกระบบ
(2) ครูผู้กู้ผู้ค้ำประกันถูกฟ้องร้องดำเนินคดีกว่า 5 หมื่นรายทั่วประเทศ เนื่องจากกระบวนไกล่เกลี่ยให้เจ้าหนี้ทุกรายแบ่งเงินเดือน 70% ไม่สามารถเกิดขึ้น สหกรณ์เป็นเจ้าหนี้รายเดียวที่มักได้เงินเดือน 70% ทำให้เจ้าหนี้รายอื่นฟ้องร้องดำเนินคดีกับครู
(3) ครูมีปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะการกู้ยืมที่เกินศักยภาพจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไม่ได้คำนวณเงินเดือนสุทธิหลังหักชำระหนี้จากหนี้ที่เจ้าหนี้ทุกรายเรียกเก็บ ทำให้ครูกู้ยืมได้เกินความสามารถ
เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูเห็นว่า สาเหตุที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากล้าที่จะละเลยไม่ดำเนินการตามระเบียบเนื่องจาก การไม่ทำตามระเบียบนั้นไม่มีโทษใดๆ ซึ่งปกติแม้แต่เรื่องเล็กๆ อาทิ การตัดผมหรือลงโทษนักเรียนยังมีความผิดมีการตั้งกรรมการสอบสวน ในขณะที่การไม่ทำตามระเบียบปี 51 กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของครูอย่างมีนัยสำคัญกลับไม่มีโทษเป็นอะไรที่ผิดปกติวิสัย
ในเรื่องนี้เครือข่ายเห็นว่า ถ้าสามารถที่จะแก้ปัญหาหนี้สินครูได้เพียงเรื่องเดียว จะต้องเลือกที่จะบังคับใช้ระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนปี 51 อย่างเคร่งครัด เพราะเป็นหัวใจของกระบวนการจัดทำสินเชื่อสวัสดิการหักเงินเดือน ซึ่งหนี้สินของครูกว่า 95% คือสินเชื่อสวัสดิการหักเงินเดือน
ดังนั้น ถ้ากระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนรัฐบาล มีความจริงใจและตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหาหนี้สินครู จำเป็นต้องกำหนดโทษทั้งด้านวินัยและการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ไม่ดำเนินการตามระเบียบการหักเงินเดือนปี 2551 อย่างเคร่งครัด การกำหนดโทษให้ชัดเจนในครั้งนี้จะยุติมหากาพย์ครูกินครูที่เรื้อรังและทำร้ายครูมาหลายสิบปีให้ยุติลงได้

1,340
ประเด็นรณรงค์
การที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไม่ดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนปี พศ.2551 และคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ส่งผลกระทบอย่างกว้างไกลต่อเพื่อนครูทั่วประเทศในอย่างน้อย 3 มิติ
(1) ครูไม่เหลือเงินเดือน 30% สำหรับใช้ดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหนี้บัตรเครดิต และหนี้นอกระบบ
(2) ครูผู้กู้ผู้ค้ำประกันถูกฟ้องร้องดำเนินคดีกว่า 5 หมื่นรายทั่วประเทศ เนื่องจากกระบวนไกล่เกลี่ยให้เจ้าหนี้ทุกรายแบ่งเงินเดือน 70% ไม่สามารถเกิดขึ้น สหกรณ์เป็นเจ้าหนี้รายเดียวที่มักได้เงินเดือน 70% ทำให้เจ้าหนี้รายอื่นฟ้องร้องดำเนินคดีกับครู
(3) ครูมีปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว เพราะการกู้ยืมที่เกินศักยภาพจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไม่ได้คำนวณเงินเดือนสุทธิหลังหักชำระหนี้จากหนี้ที่เจ้าหนี้ทุกรายเรียกเก็บ ทำให้ครูกู้ยืมได้เกินความสามารถ
เครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูเห็นว่า สาเหตุที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากล้าที่จะละเลยไม่ดำเนินการตามระเบียบเนื่องจาก การไม่ทำตามระเบียบนั้นไม่มีโทษใดๆ ซึ่งปกติแม้แต่เรื่องเล็กๆ อาทิ การตัดผมหรือลงโทษนักเรียนยังมีความผิดมีการตั้งกรรมการสอบสวน ในขณะที่การไม่ทำตามระเบียบปี 51 กระทบชีวิตความเป็นอยู่ของครูอย่างมีนัยสำคัญกลับไม่มีโทษเป็นอะไรที่ผิดปกติวิสัย
ในเรื่องนี้เครือข่ายเห็นว่า ถ้าสามารถที่จะแก้ปัญหาหนี้สินครูได้เพียงเรื่องเดียว จะต้องเลือกที่จะบังคับใช้ระเบียบว่าด้วยการหักเงินเดือนปี 51 อย่างเคร่งครัด เพราะเป็นหัวใจของกระบวนการจัดทำสินเชื่อสวัสดิการหักเงินเดือน ซึ่งหนี้สินของครูกว่า 95% คือสินเชื่อสวัสดิการหักเงินเดือน
ดังนั้น ถ้ากระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนรัฐบาล มีความจริงใจและตั้งใจจริงที่จะแก้ปัญหาหนี้สินครู จำเป็นต้องกำหนดโทษทั้งด้านวินัยและการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งสำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ไม่ดำเนินการตามระเบียบการหักเงินเดือนปี 2551 อย่างเคร่งครัด การกำหนดโทษให้ชัดเจนในครั้งนี้จะยุติมหากาพย์ครูกินครูที่เรื้อรังและทำร้ายครูมาหลายสิบปีให้ยุติลงได้

1,340
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 4 พฤษภาคม ค.ศ. 2023 แล้ว