ยืนยันการรณรงค์ได้ประสบความสำเร็จ

ช่วยคาร์เมนให้ได้กลับบ้านพร้อมกับครอบครัว...สิทธิ์ 'ผู้ปกครอง' สำหรับบุคคลเพศเดียวกัน

การรณรงค์ที่เกิดได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยมีผู้สนับสนุนจำนวน167,703คน


[English version below]

เราต้องติดอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลากว่าเกือบหนึ่งปี เราไม่เคยคิดเลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ เราเสี่ยงที่จะตกงาน ครอบครัวไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา มีบุคคลกล่าวว่าเราเสียๆ หายๆ และบอกว่าเราเป็นอาชญากร

สมาชิกทุกคนในครอบครัว ผม สามี คาร์เมน และพี่ชายของเธอ ได้อยู่ด้วยกันเพียงสี่สัปดาห์ก่อนที่ฝันร้ายจะเกิดขึ้น

ประเทศไทยเคยเป็นความหวังสำหรับคู่รักที่มีลูกเองไม่ได้ และต้องการทำอุ้มบุญ ประเทศไทยมีเทคโนโลยีทางการแพทย์ โรงพยาบาลหรือคลินิกให้บริการอุ้มบุญ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีครอบครัวนับไม่ถ้วนจากหลากหลายประเทศทั่วโลกมาทำอุ้มบุญแล้วประสบความสำเร็จ ...ยังไม่เคยมีปัญหาจนกระทั่งผมและสามีเริ่มทำอุ้มบุญเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา

หญิงอุ้มบุญชาวไทยเซ็นเอกสารยินยอมที่โรงพยาบาลให้เราสามารถพาคาร์เมนกลับบ้านได้ แต่หลังจากนั้นเธอไม่เซ็นอนุญาตให้คาร์เมนทำหนังสือเดินทาง (Passport) และไม่ยอมให้คาร์เมนออกนอกประเทศไทย

หญิงอุ้มบุญฉ้อโกง เธอได้วางไว้ล่วงหน้ามาก่อนแล้วว่าเธอจะไม่มอบคาร์เมนให้กับเราตั้งแต่ตอนที่เธอเซ็นต์สัญญารับทำอุ้มบุญ ...เราคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ผิดทั้งหลักกฎหมาย และหลักจริยธรรม

แรกเริ่มเธอพูดว่า ผมและสามีไม่ใช่ครอบครัวที่ ‘ปกติ’ เพราะเราเป็นคู่รักเพศเดียวกัน เธอกังวลว่าคาร์เมนจะได้รับการดูแลที่ไม่ดี เธอพยายามใส่ร้ายว่าเราทั้งคู่เป็นหนึ่งในขบวนการค้ามนุษย์ จนในที่สุดเราได้ข้อมูลว่าเธออาจไม่เคยคิดเลยว่าจะคืนคาร์เมนให้เรา เพราะเธอวางแผนมานานแล้วว่าตนเองอยากมีลูกที่เกิดจากคนไทยและต่างชาติ

ตลอดระยะเวลาหกเดือนที่ผ่านมา หญิงอุ้มบุญร่วมกับที่ปรึกษาด้านกฎหมายพยายามออกมาให้ข้อมูลเท็จผ่านสื่อมวลชนโดยไม่มีหลักฐาน เพื่อพยายามให้คนไทยเข้าข้างเธอ เราต้องตัดสินใจในสิ่งที่ยากที่สุดคือการออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านสื่อ พร้อมโชว์หลักฐานบนโซเชียลมีเดีย เพื่อความถูกต้องและปกป้องตัวเอง

เรามีหลักฐานประกอบข้อเท็จจริงทุกประเด็น ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามไม่มี และไม่เคยมี...แต่โชคยังดีที่เราได้รับแรงสนับสนุนจากคนไทย และมันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นกับเรา

จากข้อมูลในเฟสบุ๊คระบุว่า ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของหญิงอุ้มบุญทำงานเป็นที่ปรึกษาให้สมาชิกวุฒิสภาท่านหนึ่ง เป็นสมาชิกของ Zonta Intetnational และเป็นผู้อำนวยการสมาคมทนายความหญิงแห่งประเทศไทย เธอไม่ได้แค่ให้คำปรึกษากับลูกความหรือหญิงอุ้มบุญเท่านั้น เธอยังใช้เส้นสายของเธอ บอกเล่าเรื่องที่ไม่เป็นความจริงแก่ผู้ใหญ่หลายคน ดังนั้น เราจึงได้ติดต่อไปยังบุคคลเหล่านั้นเพื่อทำความเข้าใจและบอกเล่าความจริง

ความจริงก็คือ คาร์เมนควรจะได้กลับบ้านไปอยู่กับพี่ชายของเธอและครอบครัวของเรามาตั้งแต่เเปดเดือนที่แล้ว คาร์เมนควรจะได้รับการพัฒนาทักษะในศูนย์การเรียนรู้สำหรับเด็กเล็กร่วมกับพี่ชายของเธอ เธอควรจะได้เรียนรู้เล่น เธอควรจะได้รับความรักจากพี่ชาย คุณลุง คุณป้า และญาติๆ ทั้งหมดของเราที่ประเทศสเปน แต่ทุกวันนี้เธอต้องใช้ชีวิตในห้องเช่า เพราะเราต้องปกป้องเธอจากอันตราย

นอกจากนี้ หญิงอุ้มบุญยังติดต่อกับคนรอบตัวเรา ทั้งอดีตล่าม อดีตพี่เลี้ยง และผู้จัดการที่ดูแลการทำอุ้มบุญชาวไทย เรารู้มาจากอดีตพี่เลี้ยงว่าเธอเคยได้รับการไหว้วานจากหญิงอุ้มบุญให้ลักพาตัวคาร์เมนไปจากเรา และมีครั้งหนึ่งที่หญิงอุ้มบุญมาหาเราที่คอนโด และบอกให้เราลงมาพบชั้นล่าง โดยที่มีคนแปลกหน้าแอบซุ่มอยู่ใกล้ๆ นี่เองทำให้เราต้อง 1) เปลี่ยนที่พักอยู่ตลอดเวลา 2) ส่งลูกชายอัลบาโร่กลับประเทศสเปน ครอบครัวไม่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา การแยกกันอยู่แบบนี้ส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจของอัลบาโร่ ...ตอนนี้อัลบาโร่มีความจำเป็นที่ต้องเข้ารับการรักษากับคุณหมอด้านจิตแพทย์เด็ก

กฎหมายอุ้มบุญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ระบุห้ามให้มีการอุ้มบุญกับคู่รักชาวต่างชาติในทุกกรณี แต่! มีข้อกำหนดยกเว้นชั่วคราวสำหรับเด็กที่เกิดก่อนหน้านั้น ซึ่งกรณีนี้หมายความว่าหญิงอุ้มบุญจะไม่มีสิทธิ์ความเป็นผู้ปกครองในตัวคาร์เมน แต่สิทธิ์นี้จะตกอยู่กับผู้ที่ทำให้เกิดการอุ้มบุญ กฎหมายฉบับนี้ ‘ถูกต้องและยุติธรรม’ ให้สิทธิ์กับสามีภรรยาที่ต้องการทารกอุ้มบุญตั้งแต่แรก ...แต่ที่เราไม่มั่นใจก็คือ ประเด็นนี้จะตีความอย่างไรในเมื่อเราเป็นคู่รักเพศเดียวกัน

ถึง กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ และสถานฑูตสหรัฐฯ ในประเทศไทย

คาร์เมนเป็นคนอเมริกัน แต่เราไม่สามารถพาคาร์เมนออกนอกประเทศได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเท่าที่เรารู้สหรัฐฯ ไม่ได้ช่วยเหลือเราเลย

สถานฑูตสหรัฐฯ ในประเทศไทยออกมาบอกว่า ‘หน่วยงานของเราพยายามหาทางช่วยเหลือคุณกับคาร์เมนแล้วภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย’ สิ่งที่สถานฑูตทำคือการส่งจดหมายให้ทางการไทยเพื่อ “แสดงความเป็นกังวลเรื่องการขอพาคาร์เมนกลับบ้าน” สถานฑูตไม่เคยตามเรื่องจนกระทั่งเราถามไปยังเจ้าหน้าที่ว่ามีความคืบหน้าอย่างไร แต่พวกเขาก็บอกได้เพียงว่าจดหมายฉบับนั้นถึงทางการไทยแล้ว

แม้ว่าคาร์เมนจะเป็นคนอเมริกันเเต่ เเต่เจ้าหน้าที่ก็ยังปฏิเสธที่จะทำหนังสือเดินทาง (Passport) ให้คาร์เมนเพราะขาดเอกสารรับรองว่าเราเป็นผู้ปกครองที่ถูกต้องตามกฎหมาย จุดนี้เองที่ทำให้เราสับสน เพราะมีคุณพ่อชาวอเมริกันที่ทำอุ้มบุญหลายคนสามารถขอเป็นผู้ยื่นเรื่องทำหนังสือเดินทางแทนเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญได้

ขณะที่สถานฑูตตอบอีเมล์ จัดประชุม พวกเขาไม่สนใจ และทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นตัวปัญหา กำลังจมกับปัญหาที่เราต้องหาทางออกเอง

เราเป็นเพียงแค่คนธรรมดาไม่เคยทำความผิดอะไร แต่ต้องมาติดอยู่กับปัญหาที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ เราแค่อยากพาคาร์เมนลูกของเรากลับบ้านไปด้วยกัน   

โปรดช่วยลงชื่อและเเชร์เรื่องรณรงค์เพื่อช่วยให้เราพาคาร์เมนกลับบ้าน #BringCarmenHome

และช่องทางที่ทุกคนสามารถช่วยได้

  • กดไลค์ที่ Facebook #BringCarmenHome
  • ตามเราใน Twitter Instagram และ Vimeo.
  • แบ่งปันเงินเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางกฎหมายของเรา คุณสามารถทำได้โดยผ่าน PayPal โดยใช้อีเมล์ HelpBringCarmenHome@gmail.com

สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกใช้ Paypal คุณสามารถช่วยเราได้ผ่านการโอนเข้า ธนาคารกรุงไทย เลขบัญชี 9840941283. 

หากคุณมีข้อเสนอแนะ คำแนะนำ และวิธีการใดๆ ที่ช่วยเราได้ กรุณาติดต่อ HelpBringCarmenHome@gmail.com.

ขอขอบคุณทุกกำลังสนับสนุน เราทราบซึ้งในความรักและกำลังใจจากคนไทยทุกคน เราจะไม่สามารถมาถึงจุดๆ นี้ได้ถ้าไม่มี #ทีมคาร์เมน!

-----------------------------

For almost a year we have been stuck in Thailand. Our lives have been turned upside down.  Our jobs are in danger, our family is now divided, false allegations and criminal charges have been brought against us. What was supposed to be the happiest 4 weeks of our lives, bonding with our new baby girl - our daughter and our son’s new little sister - has turned into an absolute nightmare. 

Thailand was an easy choice for surrogacy. It has been practiced here for years, with a very developed infrastructure of agencies, clinics, embryologists, and hospitals all participating.  There are thousands of successful cases of happy families from around the world who have come to Thailand for surrogacy and there had been no problems at all when we began the process in March of 2014.

After giving consent for us to take Carmen home from the hospital, our surrogate refuses to sign for her passport and to give us the consent document we need to leave Thailand.

The premeditated fraud committed by this woman is illegal and morally wrong. She entered a contract to carry a baby for another family when she knew she wanted to keep the baby for herself.

She originally said that we weren't an “ordinary” family and that she worried for Carmen’s upbringing.  Then there were many other excuses and allegations including that we were involved with human trafficking.  Finally we have discovered that our surrogacy agreement maybe have been a plot for her to have a mixed-race baby.  The surrogate and her representative have been trying to manipulate the media and the Thai people to turn against us for six months saying things that were untrue without any proof, so we made the tough decision to appear in local media and to begin to post evidence in social media to show the world that these claims are false.  We have evidence to prove everything we say.  They don't have any evidence to prove anything.  Luckily, we have the overwhelming support of the Thai people behind us.  It is very touching and truly amazing.

According to her Facebook profile, our surrogate´s representative is an advisor to the Thai Senate, a member of the Zonta Club International and an ex-executive director of the Womens’ Lawyers Association of Thailand. She is not just advising her client, but she is using her contacts and influence, so we have contacted these organizations to tell our side of the story and stop the spread of the false things that they are saying about us.

Right now, Carmen should be with her brother and her family who have already missed out on the first 12 months of her life. She should be starting to attend the same daycare where her brother goes. She should be with other children playing and discovering new things. She should be getting hugs and affection from her brother and aunts, her cousins and the rest of her huge family in Spain that are waiting for her to come home. Her room is waiting for her, her future…and instead, she spends most of the day inside a condo for her safety.

In addition to the above, the surrogate remained in contact with our ex-translator, ex-nanny and the surrogacy agency’s case manager. We know that our ex-nanny was approached and asked to kidnap Carmen from us and on at least one occasion the surrogate came to our home asking us to come down with people hiding around the outside of our building. This led us to make the decision to: 1) constantly change addresses and 2) divide the family and take our son, Álvaro, home to Spain for his safety. This resulting separation is having negative physical and psychological effects on Álvaro and he is under supervision of a child psychologist.

A new law went into effect on July 30 that outlaws surrogacy for foreigners, BUT includes a temporary provision to be applied to all children born prior.  This provision effectively removes parental powers from the surrogate and grants them to the intended parents who commissioned the surrogacy. This law “does the right thing” in giving custody to the parents that desired the child in the first place, but we are unsure how it will be interpreted given we are a homosexual couple.

U.S. State Department and U.S. Embassy in Thailand
Carmen is an American citizen but we are not able to leave although it is obviously in Carmen´s best interest. We hate to say it, but as far as we know the United States has done next to nothing to help us. Even though the U.S. Embassy in Bangkok says, “we have been diligently seeking ways to assist you and Carmen within the parameters of the law,” as far as we know the only thing they have done is sent a diplomatic note to the Thai authorities, “express our interest that Carmen’s case be resolved expeditiously”. Although they did no follow-up on this note until we inquired to the status and then stated that given the court case they will probably only respond with an acknowledgement that the note was received. Even though Carmen is a U.S. citizen, they refuse to issue a passport for her because, “The Department would be unable to approve issuance of a passport to a minor without submission of sufficient evidence that the adult applying on behalf of the minor child has the authority under law to act as the legal guardian of the minor child.” This statement is perplexing given that many other U.S. citizen fathers via surrogacy who were not legal guardians were in fact allowed to do this.

While the Embassy will answer emails and requests for meetings, there has been little moral support and we are made to feel more like a problem to them than American citizens in a horrible situation that needs to be resolved.

We are good people who have gotten mixed up in a big problem.  We only want to return home to our families with our daughter.

Please, sign and share our petition to help us #BringCarmenHome.

Here are some other ways you can help:

So many people have asked for a regular Thai bank account number because Paypal didn´t work for them. We were finally able to open an account in Thailand so if you would like to donate money toward our legal expenses you can do it through our new Thai bank account at

Krungthai Bank, Account Number: 9840941283. 

If you have any suggestions or ideas of other ways that you could help, please contact us at HelpBringCarmenHome@gmail.com.

THANK YOU ALL SO VERY MUCH WE HAVE BEEN SO TOUCHED BY ALL OF THE LOVE AND SUPPORT, ESPECIALLY FROM THE THAI PEOPLE.  WE WOULDN¨T BE WHERE WE ARE TODAY WITHOUT #TEAMCARMEN!



Bud กำลังรอให้คุณช่วย

Bud Lake อยากให้คุณช่วยสนับสนุนแคมเปญ«คาร์เมนกำลังจะได้กลับบ้าน! CarmensGoingHome!» คุณสามารถร่วมกับ Bud และผู้สนับสนุนคนอื่นๆ อีก 167,702 คน ได้แล้วตอนนี้เลย