แคมเปญนี้เป็นส่วนหนึ่งของเพจ << ส่งเสียงเพื่อร่วมสู้โควิด-19 ไปด้วยกัน >>
แคมเปญนี้เป็นส่วนหนึ่งของเพจ << ส่งเสียงเพื่อร่วมสู้โควิด-19 ไปด้วยกัน >>
#ลดความแออัดในเรือนจำลดการระบาดโควิด19


#ลดความแออัดในเรือนจำลดการระบาดโควิด19
ประเด็นรณรงค์
#ลดความแออัดในเรือนจำลดการระบาดโควิด19
จากการตรวจสอบพบว่ามีการพบผู้ต้องขังในเรือนจำติดเชื้อโควิด -19 แล้ว 2 รายที่เรือนจำคลองเปรม และเรือนจำราชบุรี และจากกรณีที่นักโทษชายในเรือนจำบุรีรัมย์รวมตัวกันก่อเหตุแหกคุก อันมีเหตุมาจากความหวั่นกลัวการระบาดของไวรัส โควิด-19 นั้นชี้ให้เห็นถึงผลกระทบต่อสภาพจิตและสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังเป็นจำนวนมาก
ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าสภาพความเป็นอยู่ที่แออัดของเรือนจำนั้นสามารถทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคอย่างรวดเร็ว และ ระบบการรักษาผู้ต้องขังในเรือนจำนั้นอาจจะไม่สามารถรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้ แม้ว่ากรมราชทัณฑ์จะออกมายืนยันว่ามีมาตรการกักตัวผู้ต้องขังใหม่ก่อนเข้าเรือนจำ และมาตรการการควบคุมโรคเป็นอย่างดี แต่ยังมีความน่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันมีผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำถึง 3.7 แสนคน แต่เรือนจำทั่วประเทศมีศักยภาพรองรับได้เพียงประมาณ 2.5 แสนคน ทำให้ไม่สามารถทำตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ social distancing ภายในเรือนจำได้ เพราะอยู่ในสภาพแออัดมาก อีกทั้งยังมีการเข้า-ออกผลัดเวรกันของเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ (ผู้คุม) อยู่ตลอดเวลา ซึ่งบุคคลเหล่านี้อาจจะกลายเป้นพาหะนำโรคได้เช่นกัน
จากการศึกษาของ TIJ (สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย) พบว่ามีผู้ต้องขังจำนวนมากที่อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในเรือนจำ คือ ผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว เหลือโทษจำคุกไม่ถึง 1 ปี ประมาณ 72, 000 คน ผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี คือกลุ่มที่ต้องจำคุกทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุดและกลุ่มที่ไม่มีหลักทรัพย์มาประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี 67, 000 คน ผู้ต้องขังอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปที่เป็นกลุ่มเสี่ยง 5,800 คน และผู้ต้องขังคดีลหุโทษมีความผิดเพียงเล็กน้อย แต่ถูกตัดสินจำคุกอีกประมาณ 9,000 คน
ซึ่งในจำนวนนี้คือนักโทษทางความคิดหรือนักโทษทางการเมืองซึ่งสมควรได้รับการพิจารณาให้ได้รับการประกันตัวออกมาต่อสู้คดีพร้อมๆกับนักโทษคดีอื่นๆ ทั้งนี้กลุ่ม FAIRLY TELL (แฟร์ลี่ เทล) และ THE PROJECT X ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิของนักโทษหญิงและอดีตนักโทษการเมือง จึงขอเชิญทุกท่านร่วมลงชื่อเพื่อเสนอให้กระทรวงยุติธรรม และคณะรัฐมนตรีมีมติเพิ่มมาตรการลดความแออัดในเรือนจำดังต่อไปนี้
1.ให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างการต่อสู้คดี ทั้งคดีทางความคิดและคดีทั่วไปได้รับการประกันตัวโดยให้มีการติดกำไล EM ที่ข้อเท้าแทนการควบคุมตัวในเรือนจำ
2.ปล่อยผู้ต้องขังคดีลหุโทษหรือผู้กระทำความผิดเพียงเล็กน้อย ซึ่งเหลือโทษจำคุกไม่ถึง 1 ปี ก่อนกำหนด
3.ปล่อยตัวผู้ต้องขังที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยติดกำไล EM แทนการควบคุมตัวในเรือนจำ
4.ปล่อยตัวผู้ต้องขังตั้งครรภ์ในคดีลหุโทษ และให้ประกันตัวผู้ที่อยู่ในระหว่างการสู้คดี
5.ปล่อยตัวแม่และเด็กติดผู้ต้องขังในคดีลหุโทษ และ แยกเด็กติดผู้ต้องขังที่แม่มีโทษเกิน 2 ปี ให้กลับไปอยู่กับครอบครัวหรืออยู่ในการดูแลของมูลนิธิต่างๆ
FAIRLY TELL GROUP
THE PROJECT X
ประเด็นรณรงค์
#ลดความแออัดในเรือนจำลดการระบาดโควิด19
จากการตรวจสอบพบว่ามีการพบผู้ต้องขังในเรือนจำติดเชื้อโควิด -19 แล้ว 2 รายที่เรือนจำคลองเปรม และเรือนจำราชบุรี และจากกรณีที่นักโทษชายในเรือนจำบุรีรัมย์รวมตัวกันก่อเหตุแหกคุก อันมีเหตุมาจากความหวั่นกลัวการระบาดของไวรัส โควิด-19 นั้นชี้ให้เห็นถึงผลกระทบต่อสภาพจิตและสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังเป็นจำนวนมาก
ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าสภาพความเป็นอยู่ที่แออัดของเรือนจำนั้นสามารถทำให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรคอย่างรวดเร็ว และ ระบบการรักษาผู้ต้องขังในเรือนจำนั้นอาจจะไม่สามารถรองรับสถานการณ์ดังกล่าวได้ แม้ว่ากรมราชทัณฑ์จะออกมายืนยันว่ามีมาตรการกักตัวผู้ต้องขังใหม่ก่อนเข้าเรือนจำ และมาตรการการควบคุมโรคเป็นอย่างดี แต่ยังมีความน่าเป็นห่วง เพราะปัจจุบันมีผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำถึง 3.7 แสนคน แต่เรือนจำทั่วประเทศมีศักยภาพรองรับได้เพียงประมาณ 2.5 แสนคน ทำให้ไม่สามารถทำตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ social distancing ภายในเรือนจำได้ เพราะอยู่ในสภาพแออัดมาก อีกทั้งยังมีการเข้า-ออกผลัดเวรกันของเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ (ผู้คุม) อยู่ตลอดเวลา ซึ่งบุคคลเหล่านี้อาจจะกลายเป้นพาหะนำโรคได้เช่นกัน
จากการศึกษาของ TIJ (สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย) พบว่ามีผู้ต้องขังจำนวนมากที่อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในเรือนจำ คือ ผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว เหลือโทษจำคุกไม่ถึง 1 ปี ประมาณ 72, 000 คน ผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี คือกลุ่มที่ต้องจำคุกทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุดและกลุ่มที่ไม่มีหลักทรัพย์มาประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี 67, 000 คน ผู้ต้องขังอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปที่เป็นกลุ่มเสี่ยง 5,800 คน และผู้ต้องขังคดีลหุโทษมีความผิดเพียงเล็กน้อย แต่ถูกตัดสินจำคุกอีกประมาณ 9,000 คน
ซึ่งในจำนวนนี้คือนักโทษทางความคิดหรือนักโทษทางการเมืองซึ่งสมควรได้รับการพิจารณาให้ได้รับการประกันตัวออกมาต่อสู้คดีพร้อมๆกับนักโทษคดีอื่นๆ ทั้งนี้กลุ่ม FAIRLY TELL (แฟร์ลี่ เทล) และ THE PROJECT X ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิของนักโทษหญิงและอดีตนักโทษการเมือง จึงขอเชิญทุกท่านร่วมลงชื่อเพื่อเสนอให้กระทรวงยุติธรรม และคณะรัฐมนตรีมีมติเพิ่มมาตรการลดความแออัดในเรือนจำดังต่อไปนี้
1.ให้ผู้ที่อยู่ในระหว่างการต่อสู้คดี ทั้งคดีทางความคิดและคดีทั่วไปได้รับการประกันตัวโดยให้มีการติดกำไล EM ที่ข้อเท้าแทนการควบคุมตัวในเรือนจำ
2.ปล่อยผู้ต้องขังคดีลหุโทษหรือผู้กระทำความผิดเพียงเล็กน้อย ซึ่งเหลือโทษจำคุกไม่ถึง 1 ปี ก่อนกำหนด
3.ปล่อยตัวผู้ต้องขังที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป โดยติดกำไล EM แทนการควบคุมตัวในเรือนจำ
4.ปล่อยตัวผู้ต้องขังตั้งครรภ์ในคดีลหุโทษ และให้ประกันตัวผู้ที่อยู่ในระหว่างการสู้คดี
5.ปล่อยตัวแม่และเด็กติดผู้ต้องขังในคดีลหุโทษ และ แยกเด็กติดผู้ต้องขังที่แม่มีโทษเกิน 2 ปี ให้กลับไปอยู่กับครอบครัวหรืออยู่ในการดูแลของมูลนิธิต่างๆ
FAIRLY TELL GROUP
THE PROJECT X
ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 30 มีนาคม ค.ศ. 2020 แล้ว