ข้อเสนอให้รัฐบาลช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในการรับมือฝุ่น PM 2​.​5

ประเด็นรณรงค์

สถานการณ์ปัญหาฝุ่นมลพิษในประเทศไทย  

    อากาศ ถือเป็นหนึ่งในความต้องการพื้นฐานทางกายภาพเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลก แต่ปัจจุบันอากาศกลับเต็มไปด้วยมลพิษ หนึ่งในตัวการสำคัญคือฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่ได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ฝุ่นละอองขนาดเล็กยังคงเกินมาตรฐานของประเทศโดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนธันวาคม - เมษยนของทุกปี โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของไทยที่ได้มีปริมาณฝุ่นควันสูงกว่าทุกพื้นที่ ปัญหาฝุ่นควันเกิดซึ่งมาจากหลายสาเหตุทั้งไฟป่า การเผาในที่โล่ง การจราจร อุตสาหกรรม และหมอกควันข้ามแดน ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์และสัตว์ ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทยมีพื้นที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร กว่า 58 จังหวัด ประชากรที่อยู่ในพื้นที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน มีมากกว่า 56 ล้านคน (กระทรวงสาธารณสุข, 2567)

    รายงานจาก ในปี 2565 ประเทศไทยเผชิญฏับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกือบตลอดทั้งปี มีแค่ช่วงเวลาเดือน มิถุนายน – สิงหาคม เพียง 3 เดือนเท่านั้นที่มีอากาศดี ส่งผลให้ผลการรายงานคุณภาพอากาศโลกโดยรวบรวมจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศภาคพื้นดิน 30,000 แห่งทั่วโลก ใช้เกณฑ์ค่าพื้นฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2565 ระบุว่าคุณภาพอากาศของประเทศไทยแย่ติดอันดับ 5 จาก 9 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่ที่อันดับ 57 จาก 131 ประเทศทั่วโลก

    ผลกระทบทางสุขภาพเป็นผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดและส่งผลต่อคนทุกกลุ่ม กรมควบคุมโรคชี้ว่าในภาคเหนือของประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคที่เป็นผลมาจากฝุ่นละอองขนาดเล็กนับเป็น 40 % ของอัตราผู้เสียชีวิตทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ที่ทำการศึกษาจากรายงานมลพิษทางอากาศจากทั่วโลกกว่า 35,000 ชิ้นในช่วง 10ปีที่ผ่านมาว่า การรับมลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกายอาจนำไปสู่การแท้งลูกในหญิงตั้งครรภ์ สเปิร์มลดปริมาณลง ยับยั้งการเจริญเติบโตของปอดในเด็ก เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง หรือภาวะสมองขาดเลือด กล่าวคือฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทุกคนและทุกช่วงวัย

       นอกจากผลกระทบทางสุขภาพแล้ว ปัญหาฝุ่นมลพิษยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศชาติโดยรวมซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงไม่มากนัก ปัญหาฝุ่นควันได้สร้างผลกระทบในวงกว้าง มีมูลค่าความเสียหายทางเศรฐกิจมหาศาล ต้นทุนทางสังคมที่เกิดจากฝุ่นมลพิษของไทยในปี 2560 อยู่ที่ 1,790,000 ล้านบาท, ปี 2561 อยู่ที่ 2,600,000 ล้านล้านบาท และปี 2562 มีมูลค่าความเสียหาย 2.06 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 13.37 ของGDP

       นอกจากส่งผลกับเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการรับมือกับฝุ่นควัน อาทิ หน้ากากอนามัย เครื่องฟอกอากาศ รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลอันเกิดโรคที่มาพร้อมกับฝุ่น และค่าเสียโอกาศทางเศรษฐกิจในการประกอบอาชีพ เครื่องฟอกอากาศกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานในการเอาชีวิตรอดของประชาชนในฤดูกาลฝุ่น หากดูยอดตัวเลขข้อมูลการนำเข้าของเครื่องฟอกอากาศจากกรมศุลกากรจะพบว่าในปี 2561 มียอดนำเข้าเครื่องฟอกอากาศ 883,482 ชิ้น ในปี 2562 มียอดการนำเข้าเครื่องฟอกอากาศสูงถึง 5,221,286 ชิ้น ในปีพ.ศ. 2563 มียอดนำเข้าเครื่องฟอกอากาศอยู่ที่ 6,258,280 ชิ้น ในปี 2563 มียอดนำเข้าเครื่องฟอกอาศ 5,097,054 ชิ้น โดยเครื่องฟอกอากาศมีราคาต่ำสุดที่ 1,000 บาท แต่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจนก็ยังไม่สามารถเข้าถึงได้อยู่นั่นเอง

      ในระหว่างที่ร่างพรบ.อากาศสะอาดกำลังถูกศึกษาและพิจารณาในกระบวนการรัฐสภา เราขอเสนอ "ให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือในการลดค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องใช้ในการรับมือและป้องกันตนเองจากฝุ่นควัน PM 2.5" ดังนี้

    1.) รัฐบาลต้องทำให้หน้ากากกันฝุ่น pm 2.5 (หน้ากากประเภท N95) และเครื่องฟอกอากาศเป็นสินค้าควบคุม 

    2.) รัฐต้องมีสวัสดิการแก่ประชาชนในการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นอย่างครอบคลุมและทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง 

หากสนใจเรื่องเศรษฐกิจกับฝุ่นควันมากขึ้น สามารถติดตามพวกเราได้ที่ Facebook Page : โตมากับฝุ่น // https://web.facebook.com/profile.php?id=61556780857984

avatar of the starter
Kanokchan Ruangwattananonผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

849

ประเด็นรณรงค์

สถานการณ์ปัญหาฝุ่นมลพิษในประเทศไทย  

    อากาศ ถือเป็นหนึ่งในความต้องการพื้นฐานทางกายภาพเพื่อความอยู่รอดของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลก แต่ปัจจุบันอากาศกลับเต็มไปด้วยมลพิษ หนึ่งในตัวการสำคัญคือฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่ได้ส่งผลกระทบในวงกว้าง ฝุ่นละอองขนาดเล็กยังคงเกินมาตรฐานของประเทศโดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนธันวาคม - เมษยนของทุกปี โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของไทยที่ได้มีปริมาณฝุ่นควันสูงกว่าทุกพื้นที่ ปัญหาฝุ่นควันเกิดซึ่งมาจากหลายสาเหตุทั้งไฟป่า การเผาในที่โล่ง การจราจร อุตสาหกรรม และหมอกควันข้ามแดน ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์และสัตว์ ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในปี พ.ศ. 2566 ประเทศไทยมีพื้นที่ฝุ่นเกินมาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร กว่า 58 จังหวัด ประชากรที่อยู่ในพื้นที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน มีมากกว่า 56 ล้านคน (กระทรวงสาธารณสุข, 2567)

    รายงานจาก ในปี 2565 ประเทศไทยเผชิญฏับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเกือบตลอดทั้งปี มีแค่ช่วงเวลาเดือน มิถุนายน – สิงหาคม เพียง 3 เดือนเท่านั้นที่มีอากาศดี ส่งผลให้ผลการรายงานคุณภาพอากาศโลกโดยรวบรวมจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศภาคพื้นดิน 30,000 แห่งทั่วโลก ใช้เกณฑ์ค่าพื้นฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2565 ระบุว่าคุณภาพอากาศของประเทศไทยแย่ติดอันดับ 5 จาก 9 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอยู่ที่อันดับ 57 จาก 131 ประเทศทั่วโลก

    ผลกระทบทางสุขภาพเป็นผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดและส่งผลต่อคนทุกกลุ่ม กรมควบคุมโรคชี้ว่าในภาคเหนือของประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคที่เป็นผลมาจากฝุ่นละอองขนาดเล็กนับเป็น 40 % ของอัตราผู้เสียชีวิตทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ที่ทำการศึกษาจากรายงานมลพิษทางอากาศจากทั่วโลกกว่า 35,000 ชิ้นในช่วง 10ปีที่ผ่านมาว่า การรับมลพิษทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็กเข้าสู่ร่างกายอาจนำไปสู่การแท้งลูกในหญิงตั้งครรภ์ สเปิร์มลดปริมาณลง ยับยั้งการเจริญเติบโตของปอดในเด็ก เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง หรือภาวะสมองขาดเลือด กล่าวคือฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของทุกคนและทุกช่วงวัย

       นอกจากผลกระทบทางสุขภาพแล้ว ปัญหาฝุ่นมลพิษยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศชาติโดยรวมซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงไม่มากนัก ปัญหาฝุ่นควันได้สร้างผลกระทบในวงกว้าง มีมูลค่าความเสียหายทางเศรฐกิจมหาศาล ต้นทุนทางสังคมที่เกิดจากฝุ่นมลพิษของไทยในปี 2560 อยู่ที่ 1,790,000 ล้านบาท, ปี 2561 อยู่ที่ 2,600,000 ล้านล้านบาท และปี 2562 มีมูลค่าความเสียหาย 2.06 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 13.37 ของGDP

       นอกจากส่งผลกับเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในการรับมือกับฝุ่นควัน อาทิ หน้ากากอนามัย เครื่องฟอกอากาศ รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลอันเกิดโรคที่มาพร้อมกับฝุ่น และค่าเสียโอกาศทางเศรษฐกิจในการประกอบอาชีพ เครื่องฟอกอากาศกลายเป็นปัจจัยพื้นฐานในการเอาชีวิตรอดของประชาชนในฤดูกาลฝุ่น หากดูยอดตัวเลขข้อมูลการนำเข้าของเครื่องฟอกอากาศจากกรมศุลกากรจะพบว่าในปี 2561 มียอดนำเข้าเครื่องฟอกอากาศ 883,482 ชิ้น ในปี 2562 มียอดการนำเข้าเครื่องฟอกอากาศสูงถึง 5,221,286 ชิ้น ในปีพ.ศ. 2563 มียอดนำเข้าเครื่องฟอกอากาศอยู่ที่ 6,258,280 ชิ้น ในปี 2563 มียอดนำเข้าเครื่องฟอกอาศ 5,097,054 ชิ้น โดยเครื่องฟอกอากาศมีราคาต่ำสุดที่ 1,000 บาท แต่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจนก็ยังไม่สามารถเข้าถึงได้อยู่นั่นเอง

      ในระหว่างที่ร่างพรบ.อากาศสะอาดกำลังถูกศึกษาและพิจารณาในกระบวนการรัฐสภา เราขอเสนอ "ให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือในการลดค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องใช้ในการรับมือและป้องกันตนเองจากฝุ่นควัน PM 2.5" ดังนี้

    1.) รัฐบาลต้องทำให้หน้ากากกันฝุ่น pm 2.5 (หน้ากากประเภท N95) และเครื่องฟอกอากาศเป็นสินค้าควบคุม 

    2.) รัฐต้องมีสวัสดิการแก่ประชาชนในการเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นอย่างครอบคลุมและทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง 

หากสนใจเรื่องเศรษฐกิจกับฝุ่นควันมากขึ้น สามารถติดตามพวกเราได้ที่ Facebook Page : โตมากับฝุ่น // https://web.facebook.com/profile.php?id=61556780857984

avatar of the starter
Kanokchan Ruangwattananonผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์

แชร์แคมเปญรณรงค์นี้

สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 16 มีนาคม ค.ศ. 2024 แล้ว