ขอเพิ่มโทษสูงสุดกับนักโทษข่มขืน = ประหาร

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 25,000 คน!


#ไม่ต้องการเห็นข่าวนักโทษข่มขืนก่อคดีซ้ำไม่ต้องการอยู่ร่วมกันกับอาชญากร  # ขอเพิ่มโทษสูงสุดกับนักโทษคดีข่มขืนทุกกรณี

รวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นต่อ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงยุติธรรม กรมราชทัณฑ์ ประชาชน

#สถิติการข่มขืนใน กทม. 87 คนต่อวัน ที่อาจเป็นเหยื่อ คดีข่มขืนคงค้าง 5000 คดี ผู้หญิงทุกวัยไม่มีความปลอดภัยในชีวิต

ทุกปี จะมีการแจ้งความเรื่องการข่มขืนประมาณ 250,000 คดีทั่วโลก สองแสนห้าหมื่นคดี ต่อ หนึ่งปี / 12เดือน / 365 วัน นี่เป็นคดีที่มีการบันทึกข้อมูลใน 65 ประเทศ โดยตัวเลขนี้ไม่รวมการข่มขืนที่ไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี ไม่รวมการล่วงละเมิดที่ไม่มีการสอดใส่

บางประเทศใน 65 แห่งนี้นับ เฉพาะชายข่มขืนหญิงเท่านั้น ไม่นับกรณีอื่นๆ

สำหรับประเทศที่ครองแชมป์เคสข่มขืนมากที่สุดในโลก คือ สหรัฐอเมริกา ผู้หญิงถูกข่มขืน และแจ้งความประมาณ 8-9 หมื่นคนต่อปี รองมาคือ แอฟริกาใต้ อินเดีย และอังกฤษ

ใครคิดว่าตะวันตกเขาเจริญกว่าเรา คิดใหม่ได้นะจ๊ะ

ประเทศไทยเราก็ไม่น้อยหน้าค่ะ ติด Top 10 ประเทศที่มีข่มขืนมากที่สุด รั้งอันดับสิบด้วยสถิติ 5-6 พันคนต่อปี และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี เฉพาะแค่ในเขตกรุงเทพมหานคร มีผู้หญิงและเด็กถูกกระทำชำเราเฉลี่ย 87 คนต่อวัน หรือทุกๆ 15 นาที จะมีคนถูกข่มขืน 1 คน 9 ใน 10 ของผู้ที่ถูกข่มขืน เป็นผู้หญิง ผู้หญิง 1 ใน 6 จะตกเป็นเหยื่อการข่มขืน ผู้ชาย 1 ใน 33 เป็นเหยื่อการข่มขืน 15% ของคดีข่มขืน เกิดกับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี โดยช่วงอายุที่มีความเสี่ยงจะถูกล่วงละเมิดมากที่สุดคือ อายุ 12-34 ปี กว่า 90% ของเหยื่อที่ถูกข่มขืน รู้จักคนที่ทำร้ายตน ส่วนใหญ่จะเป็นคนในครอบครัว คนรัก อดีตคนรัก เพื่อน ครู เพื่อนของครอบครัว พระสงฆ์ บาทหลวง ฯลฯ น่าตกใจที่มีเพียงแค่ 2% ของผู้ร้ายข่มขืนเท่านั้น ที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย (100% คือคดีที่มีโจท์ร้องเรียน ไม่ใช่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจริง)

คดีข่มขืน เป็นคดีที่ under-report มากที่สุด และเหยื่อส่วนใหญ่เลือกที่จะทิ้งคดีกลางคัน เพราะรับความกดดันจากสังคมและกระบวนการทางกฎหมายไม่ไหว จนทำให้คนร้ายลอยนวล กล่าวกันว่า ผู้ที่ถูกข่มขืน ถ้าเลือกที่จะดำเนินคดี จะเหมือนโดนข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะต้องเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับผู้อื่นฟัง ไม่ใช่คนใกล้ชิด แต่มีทั้งตำรวจ ทนาย ศาล บางคดีเป็นข่าวใหญ่ ก็มีสื่อตีแผ่เรื่องราวของผู้เสียหาย ความกดดันเหล่านี้ทำให้เหยื่อน้อยรายที่จะมีกำลังใจต่อสู้จนชนะคดี

สถิติตรงนี้มีเยอะมาก และเราเชื่อว่าน่าจะไม่ตรงเป๊ะด้วยซ้ำ เพราะผู้ถูกกระทำหลายคนอับอายเกินกว่าจะแจ้งความ แต่ลองพิจารณาเล่นๆดูนะ ดูแค่ตัวเดียวก็ได้ ผู้หญิงทุกๆ 6 คน จะมี 1 คนที่ตกเป็นเหยื่อการข่มขืน ลองนับดูซิว่าชีวิตเรา มีผู้หญิงในชีวิตกี่คน คนในครอบครัว เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน คนรู้จัก ครูอาจารย์ เจ้านาย ลูกน้อง นับไปนับมาน่าจะเกินร้อยแน่ๆ แล้วเคยคิดไหม ว่าในร้อยกว่าคนนี้ มันจะมี 1 ใน 6 อยู่สักกี่คน?

ทั้งที่สถิติมันแย่มาก คนโดนข่มขืน 250,000 ต่อปี แต่คนร้ายแค่ 2% ได้รับโทษ คิดเป็นตัวเลขออกมาแค่ 5,000 รายเท่านั้น และจุดที่น่าสนใจมากๆ คือ มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่า เหยื่อโกหกเวลาที่บอกว่าตัวเองถูกล่วงละเมิดทางเพศ จากสถิติคือ 50-50 สมมติว่ามีผู้หญิงถูกข่มขืน 100 คน ประมาณ 50 คนในนี้จะถูกมองว่า โกหก หรือไม่ก็ สมควรโดน หรือไม่ก็ เป็นการสมยอม แต่ในความเป็นจริง เหยื่อน้อยกว่า 1% ด้วยซ้ำที่แจ้งความเท็จ เพราะคิดกันดีๆ จะมีใครที่ไหนอยากถูกตราหน้าว่าโดนข่มขืน ต้องทนอับอาย เสื่อมเสียทั้งชื่อเสียง วงศ์ตระกูล แต่ด้วยความเชื่อแบบนี้ ทำให้เหยื่อจำนวนมากไม่กล้าแจ้งความ เพราะกลัวว่าคนจะไม่เชื่อ

ถ้าสังเกตดูจะเห็นกว่า ข้อโต้แย้งหลักที่คนมักยกขึ้นมาต่อต้านการลงโทษสถานหนักกับการข่มขืน ก็คือ ความกลัวว่าจะจับแพะนั่นเอง หลายๆ คนก็มักบอกว่าคนสมัยนี้น่ากลัวขึ้น แต่ลองคิดกันดีๆ ในความเป็นจริง กรณีแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนกัน เผลอๆอาจจะมีไม่ถึง 10 ด้วยซ้ำ แต่คนรับรู้เรื่องนี้เยอะเพราะเป็นเรื่องแปลก เป็นที่สนใจของสื่อ มีการพูดถึงในวงกว้าง สมมติแบบสุดโต่งเลยว่า วัน 1 วัน จะมีคนมาแจ้งความเท็จเกี่ยวกับการข่มขืน 1 คน ไม่ว่าจะเพื่ออะไรก็ตาม จากสถิติที่ว่า กทม. มีคนถูกข่มขืน 87 คนต่อวัน ถามกันตรงๆ สื่อจะเล่นเรื่องไหนมากกว่า จะเล่นเรื่องเด็กเลี้ยงแกะหลอกคนว่าพ่อเลี้ยงข่มขืน หรือจะเล่นเคสอื่นๆ ซึ่งมีให้เห็นแทบทุกวันอยู่แล้ว

สมมติว่าเล่นข่าวคนอีก 86 คนที่เหลือ แล้วทั้ง 87 คนนี่จะออกข่าวได้ครบทุกคนมั้ย? ภาพที่ออกมาในสื่อ มันเลยเหมือนว่าเป็นกรณีที่เกิดขึ้นแบบ 50-50 ทั้งที่ความจริง มีแค่คนไม่กี่คน จากจำนวนคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ถึง 1-2% ด้วยซ้ำ กลับมาทำให้คนกว่า 90% ต้องมัวหมองอับอาย อาจจะถูกตราหน้าว่าโกหก ใส่ร้ายอีกฝ่าย

นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยที่พบว่า Post-traumatic Stress Disorder (PTSD) หรือแปลเป็นไทยตรงตามตำราเป๊ะๆ ได้ว่า "ความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ" ของผู้ที่ผ่านเหตุการณ์นี้มา รุนแรงยิ่งกว่าทหารผ่านศึกเสียอีก แต่คนทั่วไปกลับมองว่า ทหารที่เสียสติหลังกลับจากสงคราม น่าสงสาร ขณะที่ผู้ที่ถูกข่มขืน คนส่วนใหญ่มองว่าเรียกร้องความสนใจ #ภาพประกอบภาพสุดท้าย จากภาพนะคะ กล่องสีอ่อน Trauma = ความบอบช้ำทางจิตใจชั่วคราว กล่องสีน้ำตาลเข้ม Lifetime PTSD = ความผิดปกติของจิตใจที่จะติดตัวไปชั่วชีวิต กราฟแท่งจากซ้ายไปขวา มี ภัยพิบัติ อุบัติเหตุ การถูกทำร้ายร่างกาย การถูกลวนลาม การต่อสู้ในสงคราม และการข่มขืน

จะเห็นว่า ผู้ที่ผ่านการถูกข่มชืนมา ความบอบช้ำของเขาอาจจะไม่มาก แต่มันมีความผิดปกติที่จะติดตัวเขาไปทั้งชีวิต การข่มขืนจึงเหมือนกันการฆ่าคนคนหนึ่งทั้งเป็น ไม่ใช่แผลที่รักษาหายแล้วก็หายเลย มันไม่มีวันหายได้ เพราะมันกลายเป็นส่วนหนึ่งในความทรงจำ ในชีวิตของเหยื่อไปแล้ว EDIT ไปหา links มาแปะนิดหน่อย ใครสนใจตามไปอ่านได้ค่ะ ได้ข้อคิดเยอะทีเดียว http://edition.cnn.com/2014/05/06/opinion/costello-understand-what-rape-means/index.html?iid=article_sidebar https://www.rainn.org/get-information/statistics/sexual-assault-victims http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU5USTVOREV6TUE9PQ== http://en.wikipedia.org/wiki/Rape_statistics ที่มา : http://m.pantip.com/topic/32308448