ขอให้รัฐบาล ปรับปรุงการศึกษาด้านอาชีพของอาชีวเพื่อแก้ปัญหาตกงาน


ขอให้รัฐบาล ปรับปรุงการศึกษาด้านอาชีพของอาชีวเพื่อแก้ปัญหาตกงาน
ประเด็นรณรงค์
การศึกษาแบบอาชีวะศึกษาเป็นระบบที่จะสามารถตอบโจทย์โลกในยุค 4.0 ได้ดีที่สุด เพื่อสร้างเชิงคุณภาพ และปริมาณ โลกในยุคต้องการคนที่ทันเทคโนโลยี มีทักษะในการทำงาน ในปัจจุบันระบบการจัดการศึกษาที่สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดีคือการจัดการศึกษาด้านอาชีพ ที่เกิดจากข้อตกลงระหว่าง สถานประกอบการและโรงเรียน หรือที่เราเรียกว่า ทวิภาคี
เป็นระบบการศึกษาที่ดี และถึงแม้ว่าจะมีนโยบายที่สนับสนุนด้านการเรียนการสอนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีมามากกว่า 30 ปี แต่กลับมีสถานศึกษาเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถจัดการเรียนการสอนด้วยระบบนี้ได้
ปัจจุบันมีโรงเรียนอาชีวทั่วประเทศ จำนวนมากกว่า 900 แห่ง แต่มีเพียง 303 แห่ง เท่านั้น ที่จัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคี
ทำไมวันนี้ระบบการศึกษานี้ถึงยังไม่แพร่หลาย
จึงเป็นที่มาของการมาเสนอนโยบาย
ขอให้รัฐบาล ปรับปรุงการศึกษาด้านอาชีพของอาชีวเพื่อแก้ปัญหาการตกงาน
ปัญหาของการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี มาจากปัจจัยหลัก 2 ส่วน ได้แก่
1. บุคลากรที่ปฏิบัติงานของสถานศึกษา
2. สถานประกอบการ
1. บุคลากรไม่มีแรงจูงใจในการทำงานทวิภาคี/ขาดความก้าวหน้า/มั่นคงในการทำงาน เพราะว่าบุคลากรที่ทำมาจากคน 3 กลุ่ม คือ
1.1 ครูจ้างสอนอัตราจ้างเงินเดือนๆละ 8,340 บาท ต่อเดือนเท่านั้น ถ้ามาทำรับผิดชอบเรื่องทวิภาคีมาก โอกาสสอบบรรจุน้อยมากเพราะต้องทุ่มเทเวลาในการปฏิบัติงาน คนที่ไม่ได้ทำมีเวลาดูหนังสือ สอนได้มากกว่า หรือสอบบรรจุได้ก็จะไม่ทำทวิภาคี
1.2 พนักงานราชการครู ซึ่งมีรายได้เงินเดือน 18,000 บาท แต่ต้องมีบทบาทภาระหน้าที่มาก
1.3 ข้าราชการครู ซึ่งส่วนมากเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย มีโอกาสก้าวหน้าตามตำแหน่งและระยะเวลาที่ปฏิบัติราชการไม่มากนัก
2. สถานประกอบการ ปัญหาคือ
2.1 การนำผลของการร่วมจัดทวิภาคี นำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษี ซึ่งที่ผ่านมา มีสถานประกอบการที่ทำการจัดทวิภาคีไปลดหย่อนภาษีได้จริงน้อยมาก เพราะขั้นตอนยุ่งยาก และต้องผ่านการเห็นชอบจากหลายหน่วยงาน จาก สถานศึกษา , กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกรมสรรพากร
หากเปรียบเทียบกับการช็อปช่วยชาติหรือการบริจาคสิ่งของช่วยสังคม ด้านต่างๆ สามารถนำไปสู่การลดหย่อนภาษีได้ง่ายกว่ากันมาก
2.2 ผู้บริหารของสถานประกอบการได้รับการยกย่อง ชมเชยเชิดชูเกียรติหรืออื่น ๆ ยากเพราะขั้นตอนยุ่งยากใช้เวลานาน
2.3 ครูฝึกของสถานประกอบการ ภาระงานเยอะมากอยู่แล้ว และต้องรับภาระในการเป็นครูฝึกสอนทักษะอาชีพให้กับนักเรียนนักศึกษาอีก จึงเป็นการเพิ่มภาระงานอีกมากแต่ส่วนมากไม่ได้รับ สวัสดิการหรือรายได้เพิ่มขึ้นเป็นรูปธรรม
ดังนั้น ผมจึงขอเสนอแนวทางการทำงานเพื่อแก้ปัญหา ดังนี้
บุคลากรของสถานศึกษา
1. ครูจ้างสอนที่ทำทวิภาคี ให้มีโอกาสปรับให้เป็นพนักงานราชการ หรือ เพิ่มโอกาสการเป็นข้าราชการ
2. พนักงานราชการ ที่ทำทวิภาคี ให้มีโอกาสปรับเป็นข้าราชการ
3. ข้าราชการครูชั้นผู้น้อย มีโอกาสนำผลการทำทวิภาคีเป็นเงื่อนไขสำคัญในความก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน
สถานประกอบการ
1. ค่าใช้จ่ายในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ต้องสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้จริง รวดเร็วและลดขั้นตอน โดยผ่านกระบวนการจากองค์กรเดียว เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
2. ผู้บริหารของสถานประกอบการ ต้องได้รับยกย่อง เชิดชูเกียรติโดยผ่านกระบวนที่ง่าย ชัดเจนและเป็นรูปธรรม แต่ต้องสามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้
3. ครูฝึกของสถานประกอบการ ต้องได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเหมือนผู้บริหาร และได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ก้าวหน้าหรือเพิ่มเงินเดือนหรือรายได้ด้วย
ดังนั้น เมื่อคนที่ทำทวิภาคีทั้ง 2 ส่วน คือสถานศึกษากับสถานประกอบการมีความตระหนักเห็นความสำคัญและมีแรงจูงใจ ที่จะทุ่มเทรับผิดชอบต่อการศึกษาระบบทวิภาคีแล้วจะเกิดผลประโยชน์ดังนี้
1. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจากแรงงานที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ
2. พฤติกรรมของนักเรียน นักศึกษา อาชีวศึกษาจะดีขึ้น จะมีวุฒิภาวะความเป็นผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น มีความรับผิดชอบตนเองได้ ลดการทะเลาะวิวาท พฤติกรรมไม่ดีต่าง ๆ ลดลง
3. ทางด้านเศรษฐกิจ เมื่อนักเรียน นักศึกษามีรายได้จะมีการใช้เงินอย่างรู้คุณค่าเป็นมากขึ้น สภาพครอบครัวจะมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น
4. ครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้น มีงานทำ มีงานมั่นคง สภาพสังคมจะเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน เพราะเราสอนคนให้หาปลา ไม่ใช่เอาปลาไปแจกชาวบ้าน
5. ประเทศชาติจะมั่นคง แข็งแรง มีความสุข ความเจริญก้าวหน้าอย่างเป็นเหตุเป็นผล สามารถเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างสมศักดิ์ศรี และไม่เสียความเป็นตัวเองครับ
ประเด็นรณรงค์
การศึกษาแบบอาชีวะศึกษาเป็นระบบที่จะสามารถตอบโจทย์โลกในยุค 4.0 ได้ดีที่สุด เพื่อสร้างเชิงคุณภาพ และปริมาณ โลกในยุคต้องการคนที่ทันเทคโนโลยี มีทักษะในการทำงาน ในปัจจุบันระบบการจัดการศึกษาที่สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดีคือการจัดการศึกษาด้านอาชีพ ที่เกิดจากข้อตกลงระหว่าง สถานประกอบการและโรงเรียน หรือที่เราเรียกว่า ทวิภาคี
เป็นระบบการศึกษาที่ดี และถึงแม้ว่าจะมีนโยบายที่สนับสนุนด้านการเรียนการสอนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีมามากกว่า 30 ปี แต่กลับมีสถานศึกษาเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถจัดการเรียนการสอนด้วยระบบนี้ได้
ปัจจุบันมีโรงเรียนอาชีวทั่วประเทศ จำนวนมากกว่า 900 แห่ง แต่มีเพียง 303 แห่ง เท่านั้น ที่จัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคี
ทำไมวันนี้ระบบการศึกษานี้ถึงยังไม่แพร่หลาย
จึงเป็นที่มาของการมาเสนอนโยบาย
ขอให้รัฐบาล ปรับปรุงการศึกษาด้านอาชีพของอาชีวเพื่อแก้ปัญหาการตกงาน
ปัญหาของการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี มาจากปัจจัยหลัก 2 ส่วน ได้แก่
1. บุคลากรที่ปฏิบัติงานของสถานศึกษา
2. สถานประกอบการ
1. บุคลากรไม่มีแรงจูงใจในการทำงานทวิภาคี/ขาดความก้าวหน้า/มั่นคงในการทำงาน เพราะว่าบุคลากรที่ทำมาจากคน 3 กลุ่ม คือ
1.1 ครูจ้างสอนอัตราจ้างเงินเดือนๆละ 8,340 บาท ต่อเดือนเท่านั้น ถ้ามาทำรับผิดชอบเรื่องทวิภาคีมาก โอกาสสอบบรรจุน้อยมากเพราะต้องทุ่มเทเวลาในการปฏิบัติงาน คนที่ไม่ได้ทำมีเวลาดูหนังสือ สอนได้มากกว่า หรือสอบบรรจุได้ก็จะไม่ทำทวิภาคี
1.2 พนักงานราชการครู ซึ่งมีรายได้เงินเดือน 18,000 บาท แต่ต้องมีบทบาทภาระหน้าที่มาก
1.3 ข้าราชการครู ซึ่งส่วนมากเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย มีโอกาสก้าวหน้าตามตำแหน่งและระยะเวลาที่ปฏิบัติราชการไม่มากนัก
2. สถานประกอบการ ปัญหาคือ
2.1 การนำผลของการร่วมจัดทวิภาคี นำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษี ซึ่งที่ผ่านมา มีสถานประกอบการที่ทำการจัดทวิภาคีไปลดหย่อนภาษีได้จริงน้อยมาก เพราะขั้นตอนยุ่งยาก และต้องผ่านการเห็นชอบจากหลายหน่วยงาน จาก สถานศึกษา , กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และกรมสรรพากร
หากเปรียบเทียบกับการช็อปช่วยชาติหรือการบริจาคสิ่งของช่วยสังคม ด้านต่างๆ สามารถนำไปสู่การลดหย่อนภาษีได้ง่ายกว่ากันมาก
2.2 ผู้บริหารของสถานประกอบการได้รับการยกย่อง ชมเชยเชิดชูเกียรติหรืออื่น ๆ ยากเพราะขั้นตอนยุ่งยากใช้เวลานาน
2.3 ครูฝึกของสถานประกอบการ ภาระงานเยอะมากอยู่แล้ว และต้องรับภาระในการเป็นครูฝึกสอนทักษะอาชีพให้กับนักเรียนนักศึกษาอีก จึงเป็นการเพิ่มภาระงานอีกมากแต่ส่วนมากไม่ได้รับ สวัสดิการหรือรายได้เพิ่มขึ้นเป็นรูปธรรม
ดังนั้น ผมจึงขอเสนอแนวทางการทำงานเพื่อแก้ปัญหา ดังนี้
บุคลากรของสถานศึกษา
1. ครูจ้างสอนที่ทำทวิภาคี ให้มีโอกาสปรับให้เป็นพนักงานราชการ หรือ เพิ่มโอกาสการเป็นข้าราชการ
2. พนักงานราชการ ที่ทำทวิภาคี ให้มีโอกาสปรับเป็นข้าราชการ
3. ข้าราชการครูชั้นผู้น้อย มีโอกาสนำผลการทำทวิภาคีเป็นเงื่อนไขสำคัญในความก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน
สถานประกอบการ
1. ค่าใช้จ่ายในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ต้องสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้จริง รวดเร็วและลดขั้นตอน โดยผ่านกระบวนการจากองค์กรเดียว เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
2. ผู้บริหารของสถานประกอบการ ต้องได้รับยกย่อง เชิดชูเกียรติโดยผ่านกระบวนที่ง่าย ชัดเจนและเป็นรูปธรรม แต่ต้องสามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้
3. ครูฝึกของสถานประกอบการ ต้องได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเหมือนผู้บริหาร และได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ก้าวหน้าหรือเพิ่มเงินเดือนหรือรายได้ด้วย
ดังนั้น เมื่อคนที่ทำทวิภาคีทั้ง 2 ส่วน คือสถานศึกษากับสถานประกอบการมีความตระหนักเห็นความสำคัญและมีแรงจูงใจ ที่จะทุ่มเทรับผิดชอบต่อการศึกษาระบบทวิภาคีแล้วจะเกิดผลประโยชน์ดังนี้
1. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจากแรงงานที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ
2. พฤติกรรมของนักเรียน นักศึกษา อาชีวศึกษาจะดีขึ้น จะมีวุฒิภาวะความเป็นผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น มีความรับผิดชอบตนเองได้ ลดการทะเลาะวิวาท พฤติกรรมไม่ดีต่าง ๆ ลดลง
3. ทางด้านเศรษฐกิจ เมื่อนักเรียน นักศึกษามีรายได้จะมีการใช้เงินอย่างรู้คุณค่าเป็นมากขึ้น สภาพครอบครัวจะมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น
4. ครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้น มีงานทำ มีงานมั่นคง สภาพสังคมจะเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน เพราะเราสอนคนให้หาปลา ไม่ใช่เอาปลาไปแจกชาวบ้าน
5. ประเทศชาติจะมั่นคง แข็งแรง มีความสุข ความเจริญก้าวหน้าอย่างเป็นเหตุเป็นผล สามารถเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างสมศักดิ์ศรี และไม่เสียความเป็นตัวเองครับ
ปิดแคมเปญรณรงค์
แชร์แคมเปญรณรงค์นี้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจ
สร้างแคมเปญรณรงค์ใน 27 ธันวาคม ค.ศ. 2017 แล้ว