สนับสนุน (ร่าง) พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศในข้อมูลทะเบียนราษฎร

มีผู้สนับสนุน 0 คน ขออีกให้ถึง 2,500 คน!


ดิฉันชื่อ ณิชนัจทน์ สุดลาภา หรือที่ใครอาจจะรู้จักฉันในชื่อที่ว่าซารีน่า ไทย มีเพศกำเนิดเป็นเพศชาย ได้ผ่าตัดเปลี่ยนเพศเป็นเพศหญิง และดำเนินชีวิตเป็นผู้หญิง ปัจจุบันฉันประกอบอาชีพนางแบบและธุรกิจส่วนตัว บนเส้นทางของการเป็นนางแบบ ฉันเป็นนางแบบข้ามเพศที่มีผลงานทั้งในเวทีระดับประเทศและนานาชาติ

แต่เหตุการณ์หลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉัน รวมถึงคนรอบข้างของฉันที่เป็นคนข้ามเพศ คนที่มีความหลากหลายทางเพศ เป็นเหตุการณ์ที่วนเวียนกับชีวิตของพวกเราซ้ำ ๆ บางคนบอกว่าพวกเราทำอะไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ สิ่งที่พวกเราทำได้คือการทำใจยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น เพราะพวกเราเองต่างหากที่ตัดสินใจที่จะแสดงตัวตนของเราแตกต่างจากเพศกำเนิด แตกต่างจากความเป็นหญิง ความเป็นชาย ยิ่งทำให้ฉันกลับมาทบทวนตัวเองว่าฉันไม่สามารถทำอะไรได้เหรอ ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจรวบรวมกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันขึ้นในช่วงระยะเวลาปี พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นเหตุการณ์และภาพสะท้อนสถานการณ์ที่คนข้ามเพศ บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทยได้พบเจอ

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 ฉันไปสถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท พนักงานรักษาความปลอดภัยชาวต่างชาติขอตรวจบัตรประชาชน และเมื่อเห็นว่าในบัตรประจำตัวประชาชนระบุคำนำหน้านามว่า “นาย” จึงพูดเสียงดังต่อหน้าผู้คนจำนวนมากว่า “Lady boy” และกล่าวว่ามาทำเรื่องเสื่อมเสีย หรือสร้างปัญหา และปฏิเสธไม่ให้เข้าใช้บริการในสถานบันเทิงดังกล่าว จากนั้นพนักงานรักษาความปลอดภัยชายไทยได้เข้ามาไกล่เกลี่ย บอกว่า “อย่าไปซีเรียส เข้ามาสนุก” จากนั้นฉันจึงได้เข้าไปสถานบันเทิงดังกล่าว เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับฉันเป็นครั้งแรก และไม่ใช่เพียงแค่ฉันที่ต้องเผชิญกับการถูกปฏิเสธในการเข้ารับบริการสถานบันเทิง เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ของฉันที่เป็นคนข้ามเพศ บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศต่างถูกจำกัดการเข้ารับบริการสถานบันเทิง โรงแรม เพียงเพราะเราใช้ชีวิตตามอัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างจากเพศกำเนิด

หลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นไม่นาน ประมาณวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2562 ฉันได้วางแผนจะเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัวยังสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้ติดต่อซื้อทัวร์ผ่านบริษัทตัวแทนจำหน่ายทัวร์ ทางเจ้าหน้าที่บอกว่าในหนังสือเดินทางของฉันมีคำนำหน้าระบุ “นาย” แต่มีรูปลักษณ์เป็นผู้หญิง ทำให้จะมีปัญหากับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และจะถูกห้ามเข้าประเทศ จึงบอกให้ฉันต้องแต่งตัวเป็นผู้ชาย ไม่แต่งหน้า และรวบผม ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกวิตกกังวลในการเดินทาง กลัวว่าจะถูกเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งเพศ นั่นคือเหตุการณ์ที่ฉันเผชิญในระยะเวลาติด ๆ กัน เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ของฉันที่เป็นคนข้ามเพศ บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศหลายคนก็เผชิญกับเหตุการณ์เหล่านี้ บางคนถูกกักตัวจากตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ถูกปฏิเสธในการเข้าประเทศ เพียงเพราะเรามีคำนำหน้านาม ที่ไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของเรา มันทำให้ฉันคิดว่าคำนำหน้านามนั้นเป็นตัวปิดกั้นโอกาสในการเปิดโลก

นอกจากนี้ที่ผ่านมาฉันยังต้องประสบปัญหาในการดำเนินธุรกรรมด้านเอกสารต่างๆ อันเนื่องมาจากคำนำหน้านามที่ไม่สอดคล้องกับเพศสภาพ ฉันทำการต่ออายุใบขับขี่ขับรถยนต์ส่วนบุคคลที่กรมการขนส่งทางบก โดยในกระบวนการต่ออายุนั้นจะต้องมีการกรอกข้อมูลส่วนบุคคลและต้องระบุคำนำหน้านามว่า “นาย” ตามบัตรประชาชน และมีการถ่ายภาพเพื่อใช้ประกอบทำใบขับขี่ เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นว่าฉันมีคำนำหน้านามว่า “นาย” จึงบังคับให้ฉันรวบผมไว้ด้านหลังเพื่อไม่ให้เห็นว่าไว้ผมยาว โดยบอกว่าคนที่มีคำนำหน้านามว่า “นาย” ทุกคนต้องรวบผม ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าการบังคับดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติและไม่เคารพ ให้คุณค่า และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

และเมื่อดิฉันเจ็บป่วย ต้องการเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพที่โรงพยาบาลของรัฐ ในขึ้นทะเบียนเป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลได้กรอกเอกสาร ซึ่งต้องระบุคำนำหน้านามว่า “นาย” ตามบัตรประชาชน หลังจากกรอกเอกสารเสร็จก็เข้าสู่กระบวนการตรวจและวินิจฉัยโรค แพทย์ได้วินิจฉัยอาการและแจ้งว่าดิฉันต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลา 7 วัน หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่าบัตรประจำตัวผู้ป่วยมีคำนำหน้าว่า “นาย” ต้องพักรักษาตัวในห้องผู้ป่วยรวมชาย ไม่สามารถพักรักษาตัวในห้องผู้ป่วยรวมหญิงได้ การที่บังคับให้ดิฉันต้องพักรักษาตัวในห้องผู้ป่วยรวมชายตามคำนำหน้านามจึงถือเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศและไม่คำนึงเพศสภาพในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป”

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการที่เอกสารต่างๆ ที่ระบุคำนำหน้านามว่า “นาย” ซึ่งไม่สอดคล้องกับเพศภาพในปัจจุบัน เป็นบ่อเกิดแห่งปัญหาและสร้างให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินชีวิตและนำไปสู่การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ ทำให้สูญเสียโอกาสในการใช้บริการสาธารณะ รู้สึกอับอายต่อหน้าสาธารณชน รู้สึกถูกมองว่าเป็นอาชญากร ถูกดูถูกเหยียดหยาม กล่าวหาอย่างเหมารวมว่าเป็นตัวปัญหา ถูกลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยังทำให้รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย ไม่มั่นคง ไม่มีอิสรภาพและเสรีภาพซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนพึงมี ซึ่งขัดกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ว่า “ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพตามที่ระบุไว้ในปฏิญญา โดยปราศจากการแบ่งแยกใดๆ” สิทธิดังกล่าวรวมถึง ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมายและมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายอย่างเท่าเทียมกันโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด ทุกคนในฐานะที่เป็นสมาชิกของสังคมมีสิทธิในหลักประกันทางสังคม แม้ว่าอัตลักษณ์ทางเพศในปฏิญญาสากลจะไม่ได้กล่าวถึงอย่างชัดเจน จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ฉันต้องเผชิญ ก็เป็นที่เข้าใจได้อย่างชัดเจนว่าการเพิกเฉยต่อการแบ่งแยกอัตลักษณ์ทางเพศ หรือแม้กระทั่งหลักการยอกยาการ์ตาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศ ได้ระบุมาตรฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศที่ทุกรัฐจะต้องปฏิบัติตามในการรับรองสิทธิที่เท่าเทียมกันของบุคคลที่มีเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลาย ในหลักการ 29 ข้อ เน้นไปที่หลักการข้อที่ 3 เกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับการยอมรับก่อนกฎหมายและแสดงให้เห็นว่าทุกรัฐ “ใช้กฎหมาย การจัดการ และมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อให้การเคารพและรับรองทางกฎหมายอัตลักษณ์ทางเพศที่บุคคลระบุด้วยตนเองอย่างเต็มที่” [International Commission of Jurists (ICJ), 2007]

ฉันเริ่มเข้าไปมีส่วนร่วมกับองค์กรที่ทำงานในเรื่องของการผลักดัน ปกป้องสิทธิของคนข้ามเพศ และคนที่มีความหลากหลายทางเพศ ทำให้ฉันเห็นว่าในประเทศไทยมีกฎหมายรับรองเพศบุคคล (Gender Recognition Law )ในปัจจุบันของประเทศไทยที่มีเพียงชายและหญิง ซึ่งถูกกำหนดเมื่อแรกเกิดตามเพศทางชีววิทยา เพศของบุคคลที่ถูกกำหนดเมื่อตอนเกิดไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดชีวิตที่เหลือแม้จะผ่านการผ่าตัดแปลงเพศแล้วก็ตาม (ยกเว้นบุคคลที่เป็น intersex) [Preechasilpakul, 2015] ด้วยเงื่อนไขปัจจุบันของกฎหมายไทยนี้ไม่เพียงแต่ละเมิดหลักการยอกยาการ์ตา แต่ยังทำให้เกิดปัญหาในชีวิตของหลายๆ คนที่ระบุตัวตนทางเพศต่างจากเพศทางชีววิทยา ความไม่ยืดหยุ่นและการขาดการรับรู้เรื่องเพศอย่างเข้าใจนำไปสู่ความยุ่งยากในชีวิตหลายๆ ด้านของบุคคลที่ระบุตนเองว่าเป็นคนข้ามเพศ intersex ฯลฯ [Thai Transgender Alliances, 2015] จากการศึกษาวิจัยและการทำงานขององค์กรที่ทำงานในเรื่องของการผลักดัน ปกป้องสิทธิของคนข้ามเพศ และคนที่มีความหลากหลายทางเพศ  พบว่าสถานการณ์ที่คนข้ามเพศต้องเพศนับตั้งแต่การถูกบังคับการแต่งกาย การสวมเครื่องแบบให้สอดคล้องกับเพศกำเนิดในสถานที่ทำงาน กระบวนการในการทำบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารทางราชการ การเกณฑ์ทหาร การเข้าใช้บริการสถานประกอบการหลาย ๆ แห่ง

ฉัน เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ของฉันที่เป็นคนข้ามเพศ บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ และมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานในการผลักดัน ปกป้องสิทธิของคนข้ามเพศ และบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย มองเห็นว่าเพื่อแบ่งเบาความเจ็บปวดของประชากรคนข้ามเพศ และบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างทางกฎหมายพื้นฐานที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีกฎหมายใหม่เพื่อสร้างพื้นฐานทางกฎหมายสำหรับรัฐในการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลายของพลเมือง พร้อมไปกับการสื่อสารสาธาณะและการขอการสนับสนุนสาธารณะเกี่ยวกับกฎหมายใหม่และสิทธิของบุคคลที่มีอัตลักษณ์หลากหลายทางเพศ ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างสังคมที่ไม่แบ่งแยกและเปิดรับด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมายใหม่และวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม

โดยฉันอยากจะขอเชิญชวนทุกคนร่วมลงชื่อสนับสนุน และผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศในข้อมูลทะเบียนราษฎร ซึ่งมีสาระสำคัญคือ (1) ผู้ที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป สามารถยื่นขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศในทะเบียนราษฎรต่อนายทะเบียนในท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน โดยไม่ต้องขอใบรับรองแพทย์ (2) นายทะเบียนมีหน้าที่เปลี่ยนข้อมูลเพศให้ตามเจตจำนงของผู้ร้องโดยใช้ดุลพินิจน้อยที่สุด (3) การเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศดังกล่าวไม่ตัดสิทธิที่มีตั้งแต่เพศเดิม ยกเว้นการเกณฑ์ทหาร สำหรับชายที่เปลี่ยนเป็นหญิง เนื่องจากเปลี่ยนข้อมูลเพศก่อนการขึ้นทะเบียนทหารแล้ว ส่วนหญิงที่เปลี่ยนเป็นชายก็ไม่ได้เป็นสิทธิที่มีมาตั้งแต่ต้น (4) การแก้ไขข้อมูลเพศสามารถแก้ถึงใบเกิดได้ แต่ยังมีการบันทึกข้อมูลเดิมอยู่ รวมถึงข้อมูลนิติกรรม สัญญา อาชญกรรม แต่เรื่องเพศจะถูกเก็บเป็นความลับ มีการจำกัดบุคคลที่สามารถเข้าถึงข้อมูลเพศ และ (5) ผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศในข้อมูลทะเบียนราษฎรแล้ว สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าวเป็นเพศเดิมได้

สุดท้ายนี้ฉันอยากจะขอเชิญชวนทุกคน ไม่ว่าคุณจะนิยามอัตลักษณ์ทางเพศเป็นอย่างไร จะเป็นเพศใด มาร่วมลงชื่อสนับสนุน ผลักดันพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพศในข้อมูลทะเบียนราษฎร เนื่องจากว่า

(1) ประเทศไทยได้รับการขนาดนามว่าเป็นสวรรค์ของคนข้ามเพศ และคนที่มีความหลากหลากทางเพศ การผลักดันให้มีการยอมรับคนข้ามเพศ และคนที่มีความหลากหลายทางเพศผ่านพระราชบัญญัติเปลี่ยนแปลงข้อมูลในทะเบียนราษฎร เพื่อทำให้เห็นว่าประเทศไทยเข้าใจความหลายหลายสะท้อนให้เห็นว่าสังคมไทยในปัจจุบันไม่ได้ประกอบด้วยเพียงเพศชายและเพศหญิง

(2) การเปลี่ยนแปลงข้อมูลในทะเบียนราษฎร หรือการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้านามไม่ใช่สิทธิพิเศษที่คนข้ามเพศ บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเรียกร้องเกินว่าสิทธิของตนเอง การเปลี่ยนแปลงคำนำหน้านามให้เหมาะสมกับอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง พร้อมทั้งการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้านามจะต้องไม่มีเงื่อนไขว่าผู้ที่สามารถเปลี่ยนแปลงคำนำหน้านามได้คือบุคคลที่ผ่านกระบวนการแปลงเพศมาเพียงเท่านั้น หากนำเกณฑ์การเปลี่ยนเพศด้วยการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนเพศก็จะไม่สามารถทลายกรอบเรื่องเพศ และเป็นการนำอัตลักษณ์ทางเพศผูกกับระบบทุนนิยม

(3) ร่วมทลายกำแพงการเกลียดกลัวคนข้ามเพศ และบุคคลที่มีความหลายหลายทางเพศ ทำให้เห็นว่าการเป็นคนข้ามเพศ บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศคือเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคนในการตัดสินใจเลือกอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง

(4) การเปลี่ยนแปลงคำนำหน้านามคือการเปลี่ยนแปลงเพื่อเรียกร้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ติดตามกิจกรรมและข่าวสารได้ที่ www.facebook.com/thaitga และ www.thaitga.com 
สอบถามรายละเอียดได้ที่ Email: thaitga@gmail.com