ขอให้รัฐบาล ปรับปรุงการศึกษาด้านอาชีพของอาชีวเพื่อแก้ปัญหาตกงาน

แคมเปญรณรงค์นี้ได้รับผู้สนับสนุนจำนวน 9,125 คน

ประเด็นรณรงค์

     การศึกษาแบบอาชีวะศึกษาเป็นระบบที่จะสามารถตอบโจทย์โลกในยุค 4.0 ได้ดีที่สุด เพื่อสร้างเชิงคุณภาพ และปริมาณ โลกในยุคต้องการคนที่ทันเทคโนโลยี มีทักษะในการทำงาน ในปัจจุบันระบบการจัดการศึกษาที่สามารถตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ดีคือการจัดการศึกษาด้านอาชีพ ที่เกิดจากข้อตกลงระหว่าง         สถานประกอบการและโรงเรียน หรือที่เราเรียกว่า ทวิภาคี

เป็นระบบการศึกษาที่ดี และถึงแม้ว่าจะมีนโยบายที่สนับสนุนด้านการเรียนการสอนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีมามากกว่า 30 ปี  แต่กลับมีสถานศึกษาเพียงไม่กี่แห่งที่สามารถจัดการเรียนการสอนด้วยระบบนี้ได้

     ปัจจุบันมีโรงเรียนอาชีวทั่วประเทศ  จำนวนมากกว่า  900  แห่ง แต่มีเพียง 303 แห่ง เท่านั้น    ที่จัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคี

ทำไมวันนี้ระบบการศึกษานี้ถึงยังไม่แพร่หลาย

จึงเป็นที่มาของการมาเสนอนโยบาย

ขอให้รัฐบาล ปรับปรุงการศึกษาด้านอาชีพของอาชีวเพื่อแก้ปัญหาการตกงาน

 

ปัญหาของการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี  มาจากปัจจัยหลัก 2 ส่วน ได้แก่

1.  บุคลากรที่ปฏิบัติงานของสถานศึกษา

2.  สถานประกอบการ

1.  บุคลากรไม่มีแรงจูงใจในการทำงานทวิภาคี/ขาดความก้าวหน้า/มั่นคงในการทำงาน เพราะว่าบุคลากรที่ทำมาจากคน 3 กลุ่ม คือ

1.1  ครูจ้างสอนอัตราจ้างเงินเดือนๆละ 8,340  บาท ต่อเดือนเท่านั้น  ถ้ามาทำรับผิดชอบเรื่องทวิภาคีมาก  โอกาสสอบบรรจุน้อยมากเพราะต้องทุ่มเทเวลาในการปฏิบัติงาน คนที่ไม่ได้ทำมีเวลาดูหนังสือ สอนได้มากกว่า หรือสอบบรรจุได้ก็จะไม่ทำทวิภาคี

1.2  พนักงานราชการครู ซึ่งมีรายได้เงินเดือน  18,000  บาท  แต่ต้องมีบทบาทภาระหน้าที่มาก

1.3  ข้าราชการครู ซึ่งส่วนมากเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย  มีโอกาสก้าวหน้าตามตำแหน่งและระยะเวลาที่ปฏิบัติราชการไม่มากนัก

2. สถานประกอบการ  ปัญหาคือ

            2.1 การนำผลของการร่วมจัดทวิภาคี นำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษี  ซึ่งที่ผ่านมา   มีสถานประกอบการที่ทำการจัดทวิภาคีไปลดหย่อนภาษีได้จริงน้อยมาก  เพราะขั้นตอนยุ่งยาก และต้องผ่านการเห็นชอบจากหลายหน่วยงาน  จาก สถานศึกษา , กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน  และกรมสรรพากร

หากเปรียบเทียบกับการช็อปช่วยชาติหรือการบริจาคสิ่งของช่วยสังคม ด้านต่างๆ สามารถนำไปสู่การลดหย่อนภาษีได้ง่ายกว่ากันมาก

2.2 ผู้บริหารของสถานประกอบการได้รับการยกย่อง ชมเชยเชิดชูเกียรติหรืออื่น ๆ ยากเพราะขั้นตอนยุ่งยากใช้เวลานาน

2.3 ครูฝึกของสถานประกอบการ ภาระงานเยอะมากอยู่แล้ว  และต้องรับภาระในการเป็นครูฝึกสอนทักษะอาชีพให้กับนักเรียนนักศึกษาอีก จึงเป็นการเพิ่มภาระงานอีกมากแต่ส่วนมากไม่ได้รับ สวัสดิการหรือรายได้เพิ่มขึ้นเป็นรูปธรรม

ดังนั้น ผมจึงขอเสนอแนวทางการทำงานเพื่อแก้ปัญหา ดังนี้

บุคลากรของสถานศึกษา

     1.  ครูจ้างสอนที่ทำทวิภาคี  ให้มีโอกาสปรับให้เป็นพนักงานราชการ  หรือ เพิ่มโอกาสการเป็นข้าราชการ

     2.  พนักงานราชการ  ที่ทำทวิภาคี ให้มีโอกาสปรับเป็นข้าราชการ

     3.  ข้าราชการครูชั้นผู้น้อย  มีโอกาสนำผลการทำทวิภาคีเป็นเงื่อนไขสำคัญในความก้าวหน้า     ในหน้าที่การงาน

สถานประกอบการ

     1.  ค่าใช้จ่ายในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี  ต้องสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้จริง  รวดเร็วและลดขั้นตอน  โดยผ่านกระบวนการจากองค์กรเดียว เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

     2.  ผู้บริหารของสถานประกอบการ  ต้องได้รับยกย่อง  เชิดชูเกียรติโดยผ่านกระบวนที่ง่าย ชัดเจนและเป็นรูปธรรม  แต่ต้องสามารถตรวจสอบพิสูจน์ได้

                 3. ครูฝึกของสถานประกอบการ ต้องได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเหมือนผู้บริหาร และได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้ก้าวหน้าหรือเพิ่มเงินเดือนหรือรายได้ด้วย

                       

            ดังนั้น เมื่อคนที่ทำทวิภาคีทั้ง 2 ส่วน คือสถานศึกษากับสถานประกอบการมีความตระหนักเห็นความสำคัญและมีแรงจูงใจ ที่จะทุ่มเทรับผิดชอบต่อการศึกษาระบบทวิภาคีแล้วจะเกิดผลประโยชน์ดังนี้

     1. เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจากแรงงานที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ

     2. พฤติกรรมของนักเรียน นักศึกษา อาชีวศึกษาจะดีขึ้น จะมีวุฒิภาวะความเป็นผู้ใหญ่เพิ่มมากขึ้น มีความรับผิดชอบตนเองได้ ลดการทะเลาะวิวาท พฤติกรรมไม่ดีต่าง ๆ ลดลง

     3. ทางด้านเศรษฐกิจ เมื่อนักเรียน นักศึกษามีรายได้จะมีการใช้เงินอย่างรู้คุณค่าเป็นมากขึ้น สภาพครอบครัวจะมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น

     4. ครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้น  มีงานทำ มีงานมั่นคง สภาพสังคมจะเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืน เพราะเราสอนคนให้หาปลา ไม่ใช่เอาปลาไปแจกชาวบ้าน

     5. ประเทศชาติจะมั่นคง แข็งแรง มีความสุข ความเจริญก้าวหน้าอย่างเป็นเหตุเป็นผล สามารถเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างสมศักดิ์ศรี และไม่เสียความเป็นตัวเองครับ

avatar of the starter
ประทีป จุฬาเลิศผู้เริ่มต้นแคมเปญรณรงค์

อัปเดตเกี่ยวแคมเปญรณรงค์